ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 922 เดี๋ยวก่อน แล้วหลี่ฉวนจวินเล่า?
บทที่ 922 เดี๋ยวก่อน แล้วหลี่ฉวนจวินเล่า?
“สตรี? สตรีใด?”
หลี่ฉวนจวินกับจ้าวอู่เจียงสบตากันแวบหนึ่ง จากนั้นหลี่ฉวนจวินก็กลอกตาแล้วตอบอย่างจริงจังว่า
“ข้ามาเพื่อกระตุ้นเขา เห็นว่าเขาดูไม่ปกติ ข้าอยากให้เขานึกถึงความทะเยอทะยานในอดีตที่สามารถเผชิญทุกอุปสรรคได้!”
เซวียนหยวนจิ้งกับหลินหลางยกยิ้มพลางเลิกคิ้วขึ้น เหมือนบอกว่า ‘เจ้าพูดต่อไป เราจะรอดูการแสดงของเจ้า’
หลี่ฉวนจวินกระแอมเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า
“จู่ ๆ ข้าก็นึกขึ้นได้ว่าวิชากระบี่ที่ฝึกวันนี้ยังไม่สมบูรณ์ ข้าต้องไปฝึกอีกหน่อย ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทำได้ดี”
ทันใดร่างของเขาก็ค่อย ๆ จางหายไป พริบตาก็ปรากฏตัวที่หน้าประตู ก่อนจะหันมาส่งสายตาให้จ้าวอู่เจียงเป็นเชิงบอกว่า ‘ขอให้โชคดี’ แล้วปิดประตูเสียงดัง
ตอนนี้ความกดดันตกอยู่ที่จ้าวอู่เจียง
เซวียนหยวนจิ้งส่งเสียง ‘ฮึ’ เป็นสัญญาณกับหลินหลาง แล้วพวกนางก็นั่งลงข้างจ้าวอู่เจียงคนละฝั่ง สองคนจับแขนของเขาไว้คนละข้าง เริ่มการสอบปากคำ
“เจ้าสารภาพมาให้หมดเสีย โทษหนักจะได้เป็นเบา”
“สาบานต่อฟ้าดิน ดวงตะวันและดวงจันทร์เป็นพยาน!” จ้าวอู่เจียงทำหน้าจริงจัง
“จิ้งเอ๋อร์ หลินหลาง พวกเจ้าก็รู้ว่าข้ารักพวกเจ้าจริงๆ…”
“ยังมีผู้ใดอีก?” เซวียนหยวนจิ้งขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วถาม หน้าตาน่ารักชัดเจนว่าขุ่นเคือง
หลินหลางเอียงศีรษะเล็กน้อยเหมือนกำลังตั้งใจฟัง
จ้าวอู่เจียงดึงแขนกลับมาพร้อมทำหน้าทำตาเหมือนจะบอกว่า ‘ถ้าพวกเจ้าถามต่อ ข้าจะโกรธแล้ว’
เขาโอบหลินหลางด้วยมือข้างซ้าย และโอบจิ้งเอ๋อร์ด้วยมือข้างขวา แม้ว่าทั้งสองจะพยายามดิ้น แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยมือ
จากนั้นเขาก็กระซิบข้างหูจิ้งเอ๋อร์ว่า
“ยังมีอีกคน คือ ฮ่องเต้หญิงที่อยู่กับข้ามานาน ชีวิตประจำวันของข้ามีแต่นาง”
เซวียนหยวนจิ้งที่กำลังดิ้นพลันชะงัก ก่อนจะส่งเสียงฮึดฮัดออกมาเล็กน้อย แต่ในใจหวานชื่นนัก
“ยังมีอีกคนนะ เป็นจิ้งจอกสาวที่รอคอยคนรักกลับมา และมอบทุกสิ่งให้เขา” จ้าวอู่เจียงหันไปพูดกระซิบข้างหูหลินหลาง
หลินหลางค่อยๆ ผ่อนคลายลง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอ่อนหวาน
แล้วพวกนางก็เอาตัวซบจ้าวอู่เจียงซ้ายขวา
‘โชคดีที่ข้ามีไหวพริบมากกว่า…’
จ้าวอู่เจียงคิดในใจ ทว่า…
แคว่ก…
เสียงฉีกขาดดังขึ้น
“เดี๋ยวก่อน จิ้งเอ๋อร์เจ้าทำอะไร?”
กางเกงสีดำใต้เสื้อคลุมของจ้าวอู่เจียงถูกเซวียนหยวนจิ้งดึงออกอย่างแรง
“ทำเป็นตกใจไปได้”
หลินหลางพูดหยอกล้อพร้อมหัวเราะเบา ๆ
“ใช่” เซวียนหยวนจิ้งมองจ้าวอู่เจียงด้วยสายตาเย้ยหยัน
“มีอะไรที่เราไม่เคยเห็นหรือไร?”
“เดี๋ยวก่อน!”
จ้าวอู่เจียงหนาวเยือกรีบบอกว่า “ข้าจัดการเอง!”
“ฮึ” เซวียนหยวนจิ้งส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ
หลินหลางพูดต่อ “ไม่ได้ ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าทำเองหรอก”
“พวกเจ้าแอบวางแผนร่วมกันใช่หรือไม่?” จ้าวอู่เจียงตาโต เหมือนว่าเซวียนหยวนจิ้งกับหลินหลางจะเตรียมการกันมาล่วงหน้าแล้ว
“ไม่ใช่” หลินหลางกัดริมฝีปากแดง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ ขณะที่ส่งรอยยิ้มเย้ายวน
เซวียนหยวนจิ้งเริ่มลงมือจัดการ
“ไม่ใช่การวางแผน”
“แต่คือการร่วมมือที่สมบูรณ์แบบ” หลินหลางพูด ใบหน้าแดงระเรื่อ ริมฝีปากแดงขยับอยู่ใกล้กับหูของจ้าวอู่เจียง น้ำเสียงน่าหลงใหล
“เจ้าก็เคยอยากให้เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ? จิ้งเอ๋อร์บอกข้าแล้ว…”
“เดี๋ยวก่อน…” จ้าวอู่เจียงไม่ชอบที่ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ จึงพยายามดิ้นรน
“เดี๋ยวก่อนอะไร?” เซวียนหยวนจิ้งเคลื่อนไหวรวดเร็ว ขณะที่หลินหลางกอดจ้าวอู่เจียงไว้แน่น
“เดี๋ยวก่อน แล้วหลี่ฉวนจวินเล่า?” จ้าวอู่เจียงกระดิกนิ้วเบา ๆ เขียนยันต์บนอากาศ
“บางทีหลี่ฉวนจวินอาจจะแอบฟังอยู่”
หลินหลางทำหน้างุนงง ปากยื่นออกมาเล็กน้อย แล้วพูดเบา ๆ ว่า
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เจ้าห้ามส่งเสียงออกมานะ…”
‘ข้ากลัวว่าพวกเจ้าจะเป็นฝ่ายส่งเสียงออกมาต่างหาก’ จ้าวอู่เจียงคิด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะสอนางโอบกอดเขาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
“แย่จริง ๆ”
นอกห้อง หลี่ฉวนจวินกระแอมเบา ๆ แล้วเอาหูออกจากประตู จากนั้นก็ยืดตัวตรง
จัดเสื้อผ้าเล็กน้อย แล้วส่งเสียงฮึเบา ๆ
“ข้าผ่านประสบการณ์มามากกว่าเจ้า ข้าไม่อยากฟังเรื่องไร้สาระหรอก”
เขาหันตัวกลับและเดินออกไป ทว่าเพียงสองก้าวก็วิ่งกลับมา พร้อมทำท่าทีลับ ๆ ล่อ ๆ ก้มตัวลงแอบฟังบางอย่างอีกรอบ
ทว่าภายในห้องกลับเงียบสนิท
เขารับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของยันต์ เป็นจ้าวอู่เจียงที่ใช้ยันต์ปิดผนึกประตูและเก็บเสียง
หลี่ฉวนจวินยืดตัวขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วบ่นพึมพำ
“เฮ้อ… โลกเสื่อมทราม ความเชื่อใจระหว่างคนก็หายไป”