ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 923 บนปลายลิ้นจ้าวอู่เจียง
บทที่ 923 บนปลายลิ้นจ้าวอู่เจียง
หลี่ฉวนจวินเดินอยู่บนทางเดินยาว กอดอกด้วยท่าทีสบาย ๆ
หลินเสี่ยวเคอเดินสวนมา นางสวมกระโปรงยาวสีม่วงเข้มงดงาม ท่าทางสง่า
“พี่หลี่” หลินเสี่ยวเคอคารวะเล็กน้อย แย้มยิ้มพลางพยักหน้า แม้พิษในร่างของนางเบาบางจนเกือบหมดแล้ว แต่ใบหน้างดงามยังคงซีดอยู่เล็กน้อย ทำให้นางดูอ่อนแอ
หลี่ฉวนจวินพยักหน้าตอบกลับอย่างเรียบง่าย
แล้วทั้งสองคนก็เดินผ่านกันไป
แต่จู่ ๆ หลี่ฉวนจวินก็ชกงัก เขานึกถึงบางสิ่งขึ้นมา
“เทพธิดาหลิน เจ้าจะไปหาจ้าวอู่หยางหรือ?”
“ใช่”
“เขา…บางทีอาจไม่สะดวก” หลี่ฉวนจวินกระแอมเบา ๆ
……
ตอนนี้จ้าวอู่เจียงสะดวกมาก
เขาเพียงแค่นอนเงียบ ๆ ให้จิ้งเอ๋อร์กับหลินหลางกำลังเอาเรื่องเขาอย่างเต็มที่ เหมือนว่าพวกนางจะไม่ยอมจบจนกว่าเขาจะพ่ายแพ้
เพียงชั่วพริบตา การต่อสู้ก็เข้าสู่ช่วงเวลาที่ดุเดือดที่สุด ทำเอาจ้าวอู่เจียงลำบากไม่น้อย
……
หลินเสี่ยวเคอได้ทราบเหตุผลจากหลี่ฉวนจวิน
ตอนนี้หลินหลาง น้องสาวของนางที่ไม่ได้เจอจ้าวอู่หยางมาทั้งวัน กำลังพูดคุยอยุ่กับเขา
นางรู้ ถ้าเข้าไปตอนนี้คงจะเป็นการรบกวน จึงนั่งรอเงียบ ๆ บนม้านั่งหินข้างทางเดินยาว
ความจริงนางไม่ได้มีเรื่องสลักสำคัญ แค่อยากมาตรวจสอบว่าพิษในร่างถูกกำจัดออกหมดหรือไม่ เพราะจ้าวอู่หยางมีฝีมือด้านการรักษาไม่น้อย
นิ้วเรียวของนางค่อย ๆ จับชายกระโปรง ความคิดในหัววิ่งวนไปมา
หลี่ฉวนจวินบอกนางว่าอีกราวสองถ้วยชา จ้าวอู่หยางก็คงเสร็จกิจ
แต่นางก็ไม่แน่ใจว่าหลี่ฉวนจวินได้เวลานี้มาจากที่ใด
……
เวลาที่บอกไปเขาคำนวณมาอย่างละเอียดแล้ว
หลี่ฉวนจวินกลับมาถึงห้อง แววตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจที่เข้าใจทุกอย่างในโลก
ถ้าจ้าวอู่เจียง ฮ่องเต้หญิง และหลินหลางจากเผ่าจิ้งจอกชิงชิวแค่พูดคุยกันธรรมดา เวลาก็ไม่น่าจะเกินสองถ้วยชา แล้วพวกเขาก็คงร่ำลาแยกย้าย
ต่อให้ไม่ร่ำลาก็น่าจะว่างอยู่ดี เวลาตั้งสองถ้วยชา ไม่มีทางที่พวกเขาจะมีเรื่องคุยไม่หมด
หรือถ้าพวกจ้าวอู่เจียงกำลังทำกิจร้อนแรงราวฟืนไฟ เวลาสองถ้วยชาก็เพียงพอเช่นกัน
กระทั่งเขา หลี่ฉวนจวิน บุรุษผู้แข็งแกร่ง ก็ยังใช้เวลาเพียงสองถ้วยชา
จ้าวอู่เจียงที่ต้องสู้ศึกกับสตรีสองคนในคราวเดียว เวลาสองถ้วยชายังถือว่าเหลือเฟือ ดีไม่ดียังพอเหลืออีกหนึ่งถ้วยชา
จากการคาดการณ์ที่ละเอียด รอบคอบ ไม่มีช่องโหว่ใด ๆ ของหลี่ฉวนจวิน เวลาสองถ้วยชาจึงเพียงพอและเหมาะสมแล้ว
ไม่ทำให้จ้าวอู่เจียงลำบากใจ และไม่ทำให้หลินเสี่ยวเคอต้องรอนานเกินไป
สุดท้ายแล้วหลินเสี่ยวเคอก็ยังไม่หายดีนัก ยังถือว่าเป็นผู้ป่วย
“ความรอบรู้เก่งกาจของข้าไม่เสียชื่อจริง ๆ”… หลี่ฉวนจวินลูบไล้กระบี่ที่รักของเขา พลางพึมพำเบา ๆ
……
วัตถุดิบชั้นเลิศ บางคราวก็ต้องปรุงอย่างเรียบง่ายที่สุด
หลังจากยุ่งจนเวลาผ่านไปสองถ้วยชา จ้าวอู่เจียงตัดสินใจทำบะหมี่ให้ทุกคนกิน
ผู้ที่ชื่นชอบต่างส่งเสียงแสดงความพึงพอใจเป็นการตอบแทนเขา
หลายปีต่อมา จ้าวอู่เจียงหวนระลึกถึงรสชาติก่อนก่อนเขาแล้วกล่าวถ้อยคำลึกซึ้ง
“นี่คือรสชาติของเกลือ รสชาติของภูเขา รสชาติของสายลม รสชาติของแสงแดด และรสชาติของเวลา รวมถึงรสชาติของคนรัก”
“เหมือนกับสับปะรดน้ำเกลือที่ขายอยู่ข้างถนนในคืนกลางฤดูร้อน หอม สดชื่น เค็มเล็กน้อย เมื่อกินเข้าไปก็อร่อยมาก”
“เพียงปลายลิ้นสัมผัสลิ้มรสก็รู้สึกถึงหัวใจ ทำให้เราแทบแยกไม่ออกว่าขณะนั้นเป็นรสชาติหรือเป็นความรู้สึกกันแน่”
ยามนี้สมองของจ้าวอู่เจียงมีหนังสือบันทึกความทรงจำอยู่เล่มหนึ่ง บทที่กำลังแสดงอยู่มีชื่อว่า ‘จิ้งเอ๋อร์กับน้องหลินบนปลายลิ้น’
บางเรื่องไม่มีใครเห็นฟ้าก็มองเห็น
ทว่าตอนนี้มีคนกำลังจะเห็นอีกคน
หลินเสี่ยวเคอมองไปที่ประตูห้องที่ปิดสนิท นางไม่ได้ยินเสียงใด ๆ จากข้างใน
แต่ในฐานะเผ่าจิ้งจอกชิงชิว นางได้กลิ่นบางอย่างแปลก ๆ
นางไม่รู้ว่าบรรยากาศภายในห้องกำลังงดงามเพียงใด ตอนนี้จิ้งจอกตัวผู้กำลังโอบรักจิ้งจอกตัวเมียไว้ เช่นเดียวกับฮ่องเต้หญิงที่อยู่ตรงนั้นด้วย