ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 926 กิน!
บทที่ 926 กิน!
ภายใต้แสงเทียนสลัว ร่างกายงดงามมีเพียงเอี๊ยมปักลายดอกไม้สีขาวอมชมพูและกางเกงซับในไหมขาวห่อหุ้ม เผยให้เห็นเสน่ห์อันเย้ายวนเกินต้าน
หลินเสี่ยวเค่อสะบัดผมยาว ขมวดคิ้วด้วยความเขินอาย
“เจ้าก็แค่อยากให้ข้าเป็นฝ่ายรุกใช่หรือไม่? อา พอดีพิษในกายข้ายังไม่หมด มาเถิด”
เขาคิดเช่นนั้นหรือ? จ้าวอู่เจียงสงสัย สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจพลางกล่าว
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว เจ้าสวมเสื้อผ้าของเจ้าเถิด”
หลินเสี่ยวเคอทำเป็นโกรธ แล้วนางก็ใช้นิ้วเรียวดุจหยกงามดึงเชือกที่ผูกเอี๊ยมออก
ภายใต้แสงสลัว ผิวขาวอมชมพูปรากฏออกมา งดงามตระการตาอย่างยิ่ง
“เจ้าเป็นบุรุษหรือไม่?” หลินเสี่ยวเคอทั้งอายทั้งโมโห
อาจเป็นเพราะทนความอายไม่ไหว ผิวขาวของนางจึงแดงระเรื่อไปทั้งร่าง
นางคว้ามือของจ้าวอู่เจียง แล้วกดลงบนร่างกายตัวเอง ท่าทางเย้ายวนผสมกับความเย็นชาและความเด็ดเดี่ยว
“นวด!”
มือของจ้าวอู่เจียงสัมผัสได้ถึงความนุ่มลื่น ทำให้เขางุนงง
“เจ้าเพียงแค่รักษาอาการบาดเจ็บและถอนพิษให้ข้า เหตุใดเจ้าเงอะงะเช่นนี้?”
หลินเสี่ยวเคอแนบกายชิดกับจ้าวอู่เจียง ดวงตาเป็นประกายวาววับ ราวกับผิวน้ำทะเลยามค่ำคืนทางตอนเหนือที่สะท้อนแสงระยิบระยับ
ลมหายใจหอมกรุ่น สายตพินิจพิเคราะห์
“เจ้าไม่กล้าที่จะทำอะไรกับข้า ไม่กล้าที่จะล่วงเกิน เป็นเพราะเจ้ากังวลเรื่องหลินหลาง หรือว่าเจ้ากลัวว่าจะมีใจให้ข้ากันแน่?”
แน่นอนว่าเขาคงเป็นห่วงหลินหลาง เขาไม่ใช่ท่อนไม้เสียหน่อย… จ้าวอู่เจียงถอนหายใจ เขาเป็นชายที่มีหลักการ หลินเสี่ยวเคอเป็นพี่สาวของหลินหลาง นับเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของเขา
การถอนพิษก็คือการถอนพิษ เขาไม่อยากทำอะไรเกินเลยไปมากกว่านั้น
เขาอ้าปากจะตอบ
แต่นิ้วหยกของหลินเสี่ยวเคอก็กดลงบนริมฝีปาก ดวงตาหยาดเยิ้มงดงาม ชวนหลงใหล
“ข้ารู้ เจ้ากังวลว่าอาจเกิดความรู้สึกที่ไม่ควรมีขึ้น”
จ้าวอู่เจียงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“ช่วยถอนพิษให้ข้าอีกคราวเถิด”
หลินเสี่ยวเคอกล่าว หลังจากดื่มสุรา ประกอบกับบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิ ร่างอ้อนแอ้นของนางแดงระเรื่อดั่งลูกท้อสุกงอม ชุ่มฉ่ำชวนหลงใหล
ก่อนหน้านี้นางแนบกายชิดจ้าวอู่เจียง ผ่านผ้าห่มบาง ๆ บัดนี้นางกระชากผ้าห่มออกเผยร่างกำยำของจ้าวอู่เจียง
แล้วปราการสองชิ้นสุดท้ายของนางก็ร่วงพื้น
นางกับจ้าวอู่เจียงเบียดกายแนบชิดส่งผ่ายความอุ่นร้อยของกันและกัน ก่อนนางจะกระซิบเสียงต่ำด้วยความเขินอายแต่แฝงได้ด้วยความดื้อรั้น “โปรดถอนพิษให้ข้า!”
นางผลักจ้าวอู่เจียงลงบนเตียง ก้าวเข้าประชิดตัว ร่างชุ่มชื้นเบียดแนบจนไร้ช่องว่าง
นางอยู่ด้านบน ราวกับจักรพรรดินีครองเมือง ร่างกายกดทับลงมา เสียงกระเส่ากระซิบออกคำสั่งข้างหู
แล้วร่างนางก็สั่นไหวราวกับร่อนอยู่ในตะแกรง ดวงตาเปล่งประกายความยินดีและเสน่หาลุ่มหลงหลังได้สมปรารถนา
ราตรีเย็นดั่งสายน้ำ แผ่นดินอันกว้างใหญ่ใช้ท้องฟ้าเป็นผ้าห่ม
ลำธารไหลเอื่อยอ้องอิ่ง
เตียงไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ร่างกายต่างผ้าห่ม
ยามสาม
ใบหน้างามของหลินเสี่ยวเคอยังคงแดงระเรื่อ ท่าทางโกรธอยู่บ้าง ด้วยนางไม่คาดคิดว่ายามที่นาง ‘มึนเมา’ จ้าวอู่เจียงจะฉวยโอกาส
บัดนี้นางสร่างเมาย่อมโกรธแค้นจ้าวอู่เจียง
กล่าวว่านางไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพราะฤทธิ์สุราทำให้สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
จ้าวอู่เจียงก็ไม่เปิดโปง นอนราบอยู่บนเตียง ทำท่าเหมือนไม่สนใจ
การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุดเปรียบดั่งเรือที่ต้องฝ่าคลื่นลม ชีวิตไม่ง่ายเขาจึงต้องขายตัว ขายร่างกายและแรงงาน เพียงเพื่อแก้ปัญหาการรุมเร้าของสตรี เขาถอนหายใจ วันเวลาเช่นนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใดกัน?…
หลินเสี่ยวเคอเห็นจ้าวอู่เจียงนิ่งเงียบไม่ตอบ ทั้งยังถอนหายใจ นางอับอายและโกรธมาก บางทีอุบายแกล้งเมาของนางอาจถูกจ้าวอู่เจียงล่วงรู้เข้าแล้วกระมัง?
นางทนไม่ได้ที่จะเสียความสง่างามจึงปล่อยผ้าห่มที่ปกปิดร่างกายหมายจะจากไปให้เร็ว
ทว่าไม่ทันรู้ตัว จ้าวอู่เจียงคว้าเท้างามไว้ แล้วลากนางเข้าหา
นางตกใจจนไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ดิ้นรนต่อสู้ด้วยความเขินอาย จ้าวอู่เจียงโอบกอดขาอันเรียวงามของนาง พลางถอนหายใจ แล้วกล่าวว่า
“ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว เจ้าก็อิ่มหนำสำราญแล้ว จะปล่อยให้ข้าหิวโหยไม่ได้กระมัง”
หลินเสี่ยวเคอเบิกตากลมโตที่ยังคงมีม่านหมอกแห่งความเสน่หา นางทำกิจเร่าร้อนมาครึ่งชั่วยามแล้ว และยังลอยเหนือพื้นอีกครึ่งชั่วยาม เพิ่งจะได้หายใจหายคอสักครู่ จ้าวอู่เจียงจะมีเรี่ยวแรงมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร?
หรือนี่คือคุณค่าล้ำเลิศของคนรักหลินหลาง?
หลินเสี่ยวเคออับอายและสับสน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคาดหวัง นางยังอยากจะทำทีรักนวลสงวนตัวอีกสักหน่อย
ทว่าตอนนั้นเอง ห้องที่มืดมิดพลันมีเสียงฉีกขาดดังขึ้น
มีคนฉีกกระดาษหน้าต่างขาด!