ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 946 แผนการควบคุมจิตใจ
บทที่ 946 แผนการควบคุมจิตใจ
“จูกัดเซี่ยวไป๋โปรดอธิบายให้ชัดเจนด้วย” หลี่ชางเซิงครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ แต่ในใจยังกังวลเรื่องการจับกุมตัวจ้าวอู่หยาง ทำให้ความคิดสับสนวุ่นวาย ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้อย่างชัดเจน
จูกัดเซี่ยวไป๋ยิ้มมีเลศนัย
“พี่ชางเซิงเคยได้ยินเรื่องกระดูกจอมจักรพรรดิหรือไม่?!”
“อะไรนะ? กระดูกจอมจักรพรรดิ?” หลี่ชางเซิงอุทานออกมาด้วยความตกใจ มองจูกัดเซี่ยวไป๋อย่างไม่อยากเชื่อ จูกัดเซี่ยวไป๋ จะมอบกระดูกจอมจักรพรรดิให้เขาหรือ?
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหลอมวิญญาณ กระดูกจอมจักรพรรดิอาจไม่ได้มีความสำคัญมากนัก เพราะยากที่จะใช้พลังได้ และอาจไม่สามารถรักษาไว้ได้ แต่แน่นอนว่าสำหรับอัจฉริยะขั้นจักรพรรดิแล้ว กระดูกจอมจักรพรรดิดึงดูดยิ่ง
บางทีด้วยโชคชะตา อาจจะได้เข้าใจหนทางสู่จุดสูงสุดได้
“ถูกต้อง” จูกัดเซี่ยวไป๋พยักหน้า
“ตอนนี้เจ้าคงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดข้าถึงต้องการพูดคุยกับเจ้าใช่หรือไม่?”
หัวใจของหลี่ชางเซิงเต้นรัว เขารู้สึกโล่งใจอย่างยิ่ง โชคดีที่ตนไม่ได้ตัดสินใจไล่ล่าจ้าวอู่หยางก่อน ไม่เช่นนั้นหากทำให้จูกัดเซี่ยวไป๋ไม่พอใจก็คงพลาดโอกาส
ดวงตาของเขาเปล่งประกายร้อนแรงขณะกล่าวว่า “น้องเซี่ยวไป๋ กระดูกจอมจักรพรรดิอยู่ที่ใดกัน?”
ฮึ… จูกัดเซี่ยวไป๋นึกเยาะหยัน ก่อนหน้านี้หลี่ชางเซิงทำท่าไม่สนใจ ทั้งยังเรียกเขาว่าจูกัดเซี่ยวไป๋ ๆ ตอนนี้รู้จักเรียกเขาว่า น้องเซี่ยวไป๋เสียแล้วหรือ?
แต่เขาย่อมไม่แสดงความไม่พอใจออกมา สิ่งเร่งด่วนตอนนี้คือการถ่วงเวลาหลี่ชางเซิงไว้
และแม้เรื่องนี้จะถ่วงเวลาไม่ได้ เขาก็ยังมีไพ่ตายอีกใบ หลี่ชางเซิงอยากจะเดินออกไปจากที่นี่อย่างปลอดภัย เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! ถ้าไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียเลือดสักหน่อยก็แสดงว่าเขา จูกัดเซี่ยวไป๋ ใช้เวลาหลายปีมาโดยเปล่าประโยชน์
“กระดูกจอมจักรพรรดิข้าเตรียมไว้ให้พี่ชางเซิงนานแล้ว…” จูกัดเซี่ยวไป๋กล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบช้า ยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะกล่าวต่อ “แต่น่าเสียดายเหลือเกิน…”
“น่าเสียดายอะไรหรือ?” หลี่ชางเซิงขมวดคิ้ว ทำไมจูกัดเซี่ยวไป๋ชอบพูดจาอ้อมค้อมนัก? ท่าทีเชื่องช้าและอ่อนแรงเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกไม่ชอบใจอยู่บ้าง
“มีคนชิงไปก่อนเสียแล้ว” จูกัดเซี่ยวไป๋ทำทีถอนหายใจ
หลี่ชางเซิงจ้องมองจูกัดเซี่ยวไป๋ตรง ๆ ชั่วขณะหนึ่งเขาถึงกับอึ้งไป พูดไม่ออก
จริงหรือที่ถูกคนอื่นแย่งชิงไป? หลี่ชางเซิงพอคาดเดาได้ เกีงว่าเดิมทีจะอยู่ในมือผู้อื่นอยู่แล้ว คงกำลังยุยงเขาหวังให้ร่วมมือกันหาทางชิงเอากระดูกจอมจักรพรรดิมาครอบครอง?
แม้แต่จูกัดเซี่ยวไป๋ยังไม่สามารถได้มาครอง ผู้ที่ครอบครองกระดูกจอมจักรพรรดินี้คงมีพื้นเพแข็งแกร่งและวรยุทธ์ไม่ธรรมดา
จุดประสงค์ของเขาที่เข้ามาในดินแดนลับเต๋อเหลียนครั้งนี้ คือการจับตัวจ้าวอู่หยาง ไม่ควรสร้างปัญหาเพิ่มเติม
เว้นแต่ว่าจูกัดเซี่ยวไป๋จะมีกระดูกจอมจักรพรรดิอยู่ในครอบครอง และต้องการแลกเปลี่ยนกับเขา ส่วนถ้าจะไปแย่งชิงมา นับว่าเสี่ยงเกินไป
“เซี่ยวไป๋ เมื่อไม่ได้อยู่ในมือของเจ้าก็ลืมมันไปเถอะ…” หลี่ชางเซิงดื่มชาจนหมด แล้วลุกขึ้นยืน
ปัง!
เซี่ยวไป๋กลอกตาไปมา เปลี่ยนท่าทีจากความจริงใจและอ่อนโยน ตบโต๊ะดสียงดัง แสดงสีหน้าผิดหวังราวกับเสียดายที่เหล็กไม่กลายเป็นเหล็กกล้า
“พี่ชางเซิง เจ้าแก่กว่าข้าสิบกว่าปี บัดนี้ผ่านการทดสอบจนเป็นจักรพรรดิระดับสี่ สำหรับคนนอกตระกูลหลี่แล้วเจ้าคือผู้มีพรสวรรค์อันยอดเยี่ยม”
“แต่เมื่อเทียบกับรากฐานอันแข็งแกร่งของตระกูลหลี่ เจ้าเป็นเช่นนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่อะไรนอกจากความธรรมดาสามัญ เพียงแค่มีพรสวรรค์ระดับกลางค่อนไปทางสูงเท่านั้น!”
“เจ้าครอบครองทรัพยากรในตระกูลหลี่มากน้อยเพียงใด? เพียงแสงจากเมล็ดข้าวในดวงจันทร์เต็มดวง และนั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่พวกเขาสละให้เจ้าครั้งสุดท้ายที่ข้าได้พบเจ้า พวกเราพูดคุยถูกคอ ข้าจริงใจที่จะผูกมิตร ตั้งใจหาสิ่งที่จะช่วยเหลือเจ้า หวังจะช่วยให้เจ้าได้เหินฟ้าสู่ความสำเร็จ”
“บัดนี้ภายในดินแดนลับเต๋อเหลียน ข้าได้พบกระดูกจอมจักรพรรดิ ข้าไม่เกรงกลัวที่จะทำให้ผู้ใดไม่พอใจ เพื่อสืบหาความจริงเท็จ”
“ข้าต้องการได้มาซึ่งกระดูกจอมจักรพรรดิ เพื่อช่วยให้เจ้าก้าวสู่หนทางแห่งความยิ่งใหญ่ แต่วันนี้เจ้ากลับบอกข้าว่าเลิกล้มเสียเถิด?”
“เจ้าไร้ความทะเยอทะยาน อนาคตยอมตกอยู่ภายใต้ผู้อื่น”
หลี่ชางเซิงยืนนิ่งอยู่กับที่ หัวใจปั่นป่วน เขาจ้องมองจูกัดเซี่ยวไป๋ที่กำลังพูดพล่ามน้ำลายกระเด็น ใบหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใยและโกรธที่เขาไม่ยอมต่อสู้
“เจ้าไปเสียเถอะ!” จูกัดเซี่ยวไป๋ตะโกนเสียงดัง
“ชั่วชีวิตของเจ้า เจ้าจะเป็นเพียงแค่หินให้ทายาทตระกูลหลี่เหยียบย่ำ!
“เจ้าไม่มีทางได้อยู่ในแถวของทายาทตระกูลหลี่ไปชั่วชีวิต!”
“ชายชาตรีเกิดมาในหล้า แต่เจ้ายินดีอยู่ใต้เท้าผู้อื่น ไม่ยอมกล้าหาญก้าวไปข้างหน้า สมควรแล้ว!”
“นี่แหละคือชะตากรรมของเจ้า!”
“ไปฝันถึงความเป็นอมตะของเจ้าต่อเถอะ หลี่ชางเซิง!”