ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 18 บทที่ 529 เรื่องในอดีตของเมืองหลินเทียน
เริ่มจากเสด็จพ่อของจั่วชิวอวี้ ขุนนางเหล่านี้ไม่เคยหยุดสร้างความวุ่นวายให้แก่บ้านเมือง
ครั้นจั่วชิวอวี้อายุย่างเข้าสิบห้าปี มีคนคิดร้ายลอบวางยาพิษองค์ชายทั้งสองเพื่อชิงตำแหน่งฮ่องเต้
ทว่าอาจารย์หยวนใช้ร่างกายของตนเพื่อคิดค้นยาถอนพิษ หากไม่เป็นเช่นนั้น เกรงว่าป่านนี้จั่วชิวอวี้และจั่วชิวเฉินคงเหลือเพียงแค่ดวงวิญญาณแล้วกระมัง
ต่อมาคนเหล่านั้นวางแผนลอบสังหารองค์ชายอีกหน แต่ท่านอาจารย์หยวนและสหายร่วมกันแก้ไขสถานการณ์จึงสามารถพาพวกเขาสองพี่น้องกลับวังได้สำเร็จ
หลังจากนั้นท่านอาจารย์หยวนก็กลับไปยังหอป๋ายเฉา ทว่าศิษย์และอาจารย์ยังคงส่งจดหมายติดต่อกันอยู่มิขาด
แต่เพราะพิษที่เขาได้รับไปในคราวนั้น ร่างกายของท่านอาจารย์หยวนจึงย่ำแย่ลง
“จดหมายฉบับสุดท้ายของท่านอาจารย์เอ่ยว่าคนพวกนั้นคิดร้ายกับข้าและฮวงซง พวกข้าจะต้องระวังตัวให้มาก ยิ่งไปกว่านั้นท่านอาจารย์ยังบอกอีกว่าหัวใจของข้าอ่อนแอ ไม่เหมาะที่จะใช ช้ชีวิตในวังหลวง ดังนั้นเขาจึงฝากฝังข้าไว้กับสหายคนสนิทของเขาที่ต้าจิ้น โดยเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้นในฐานะลูกชายของสหายสนิท ท่านอาจารย์ยังบอกเล่าผ่านจดหมายอีกว่าแม้ร่า างกายของเขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่ถึงกระนั้นก็มีสถานที่รักษาตัวแล้ว ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น”
หลังจากเล่าจบ ไม่เพียงจั่วชิวอวี้ แม้แต่หลงเทียนอวี้และหลินเมิ้งหยาเองก็ตกอยู่ในอาการเงียบงัน
การแก่งแย่งอำนาจในวังหลวง ไม่เพียงจั่วชิวอวี้เท่านั้น แม้แต่หลงเทียนอวี้เองก็เคยเผชิญกับมันเช่นเดียวกัน
ท่านอาจารย์หยวนมิใช่คนแรกหรือคนสุดท้ายที่ต้องสละชีวิต
ครู่ต่อมา จั่วชิวอวี้ถอนหายใจเบาๆ
เรื่องนี้เก็บซ่อนอยู่ในหัวใจของเขามาเนิ่นนาน วันนี้เขาค้นพบโครงกระดูกของท่านอาจารย์แล้ว แม้จะเสียใจแต่อย่างน้อยก็ได้พบบทสรุปของเรื่องนี้
ทว่าจิตใจของเขาเจ็บปวดจนยากจะยอมรับได้
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อวี้เปี่ยวเกอ เจ้าจะต้องพยายามคว้าตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดมาให้ได้ ท่านอาจารย์หยวนเป็นคนมีคุณธรรม หากเจ้าได้สืบทอดหอป๋ายเฉา เช่นนั้นจะไม่เพียงทำให้การเสีย ยสละชีวิตของท่านอาจารย์หยวนไม่สูญเปล่า แต่เจ้ายังสามารถสืบทอดเจตนารมณ์ของเขาได้อีกด้วย หากผู้อื่นได้ตำแหน่งนี้ไป เกรงว่าพวกเขาคงสาดสีสาดโคลนใส่ท่านอาจารย์หยวนอย่างมิหยุดยั้ ง”
คำพูดของหลินเมิ้งหยารู้สึกสับสนอยู่หลายส่วน
“เจ้าอย่าลืม จะต้องมีการยืนยันการเสียชีวิตของผู้อาวุโสสูงสุดก่อนจึงจะสามารถมีคนขึ้นครองตำแหน่งนี้ได้ มิเช่นนั้นต่อให้มีผู้ชนะ แต่ก็ไม่สามารถรับตำแหน่งนี้ได้ พวกเจ้าเองก็เห็ นแล้วว่าพวกเขาไม่รู้เรื่องการตายของผู้อาวุโสสูงสุดในห้องศิลา หากหนึ่งในพวกเขาได้รับชัยชนะ เช่นนั้นเจ้าคิดว่าพวกเขาจะทำอย่างไรเล่า?”
คำพูดของหลินเมิ้งหยาทำให้พวกเขาตื่นจากภวังค์
ความโกรธทำให้จั่วชิวอวี้คิดอยากแก้แค้นแทนท่านอาจารย์หยวน
แต่เขาลืมไปว่าท่านอาจารย์หยวนเสียชีวิตไปแล้ว ซ้ำยังสิ้นชีพอยู่กับผู้อาวุโสสูงสุดด้วย
ดังนั้นท่านอาจารย์ย่อมเป็นคนที่พวกเขาพร้อมจะป้ายความผิดให้
“เจ้าหมายความว่าพวกเขาจะป้ายความผิดทั้งหมดให้กับท่านอาจารย์!”
หลินเมิ้งหยาผงกศีรษะลง แม้ประตูหินจะมิอาจเปิดได้ง่ายๆ แต่นั่นมิได้หมายความว่าพวกเขาจะหาทางอื่นไม่เจอ
เพียงแต่พวกเขาคงต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่สักหน่อย
ดังนั้นจึงมีเพียงการสืบทอดตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดเท่านั้นจึงจะสามารถเปิดห้องหินได้อย่างอิสระ
เมื่อถึงเวลานั้นสิทธิ์ในการพูดทั้งหมดย่อมเป็นของพวกเขาแล้ว
“น่ารังเกียจนัก!”
คิดไม่ถึงเลยว่าท่านอาจารย์ที่ระมัดระวังตัวเองมาโดยตลอดจะต้องสละชีวิตเพื่อช่วยพวกเขา ซ้ำยังต้องแบกรับชื่อเสียงอัปยศนั้นไว้อีกด้วย
คนพวกนั้นสมควรตาย!
“แม้จะมีโทสะตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์ ข้าเดาว่าพวกเขาคงคิดว่าคนที่ตกลงไปในนั้นจะต้องถูกขังอยู่ที่นั่นจนตาย คาดว่าพวกเขาจะต้องมาตรวจสอบอย่างแน่นอนว่าใครกันแน่ที่ตกลงไป พวกเรา าเตรียมรับมือไว้เถิด”
หากนางเดาไม่ผิด พวกเขาจะต้องพุ่งเป้ามาที่นาง
แม้จะไม่มีใครกะพรือข่าวเรื่องน้ำแข็งและก้อนหินในหีบ แต่ก็มิใช่ความลับอีกต่อไป
เกรงว่าตอนนี้คงมีคนเดาออกแล้วว่านางจงใจกลั่นแกล้งพวกเขา
หลังจากพวกเขานำของออกไปก็มีคนตกลงไปในห้องศิลา เรื่องนี้จะไม่บังเอิญไปหน่อยหรือ
ฉะนั้นหากพวกเขาใช้สมองตรองดูสักหน่อย คาดว่าพวกเขาคงสงสัยพวกหลินเมิ้งหยามากที่สุด
แต่เพราะพวกเขาไม่กล้ามาที่นี่อย่างเปิดเผย ดังนั้นช่วงที่พวกนางหลับในเวลากลางวันจะต้องมีคนมาแอบสอดส่องดูแล้วอย่างแน่นอน
ทว่าสิ่งที่พวกเขาได้เห็นคือพวกหลินเมิ้งหยาที่นอนหลับสนิทโดยที่แขนขายังอยู่ครบทุกประการ
สุดท้ายคนเหล่านั้นก็เลิกสงสัยในตัวพวกนาง
“จวิ้นจู่ ผู้อาวุโสฉางขอเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากสนทนาจบ เสียงของอวี้อันพลันดังขึ้น
ทั้งหมดสบตากัน แม้ฉางเทียนหัวจะนับเป็นพรรคพวกของพวกตนเองแล้ว แต่ยิ่งมีคนรู้เรื่องนี้น้อยเท่าไรก็จะยิ่งปลอดภัย
พวกเขาทั้งสามเข้าใจความคิดของแต่ะฝ่ายในเวลาอันสั้น
ไม่นานร่างซูบผอมของฉางเทียนหัวก็ปรากฏต่อสายตาพวกเขาทั้งสาม
เมื่อเห็นว่าพวกเขายังอยู่ดีมีสุข ฉางเทียนหัวจึงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
ใบหน้าดำคล้ำซูบตอบปรากฏรอยยิ้มผ่อนคลายน้อยๆ
“ข้าเพิ่งจะเปรยกับอวี้เปี่ยวเกอว่าต้องการไปขอบคุณท่านผู้อาวุโสฉางอยู่พอดี ท่านดูเถิด เวลาเพียงไม่กี่วันแขนของข้าก็สามารถขยับได้แล้ว เมื่อคืนพวกเขาสองคนทะเลาะกันทั้งคืน นเลยเจ้าค่ะ”
หลินเมิ้งหยาแย้มยิ้มเอ่ยทักทายผู้อาวุโสฉางก่อน
เชื้อเชิญเขาให้นั่งลงด้วยกัน ก่อนจะยกน้ำชาให้
“อันที่จริงเป็นเพราะร่างกายของจวิ้นจู่แข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จริงสิ ช่วงนี้พวกท่านคงไม่สะดวกที่จะออกไปข้างนอก ยิ่งไปกว่านั้นหอป๋ายเฉายังไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ดังนั้นอย่าออ อกจากเรือนจะดีกว่า”
หลังจากผู้อาวุโสฉางพูดจบ พวกหลินเมิ้งหยาแสร้งแสดงท่าทีตกตะลึง
“พวกเราไม่รู้เรื่องอะไรเลย ข้าขอถามผู้อาวุโสฉางหน่อยได้หรือไม่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นข้างนอกนั่น? เหตุใดข้าจึงไม่พบคนเฝ้าประตูตั้งแต่รุ่งสางแล้วเล่า?”
ฉางเทียนหัวจิบชา เขาลดเสียงให้เบาลง ก่อนจะเอ่ย
“พวกท่านคงไม่รู้ อันที่จริงพวกเขามักปิดบังความลับกับข้าเสมอ ดังนั้นข้าเองก็มิต่างอันใดจากคนตาบอด แต่เพราะเมื่อคืนเกิดเรื่องใหญ่ ได้ยินมาว่าเมื่อคืนมีโจรแอบเข้าไปในห้องเ เก็บยา พวกลูกศิษย์เฝ้าประตูจับเอาไว้ไม่ได้และได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้พวกเขากำลังไปตรวจสอบอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนี้ หลินเมิ้งหยาจึงผงกศีรษะลง
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เฮ้อ มนุษย์มักเปลี่ยนไปทุกวัน จิตใจคนเรายากแท้หยั่งถึง โชคดีที่เมื่อคืนพวกข้าทั้งสามมิได้ออกไปจากที่นี่แม้เพียงครึ่งก้าว พวกลูกศิษย์ด้านนอกนั่นสามารถ เป็นพยานให้ได้ ดังนั้นคงไม่ถูกสงสัย”
คำพูดของหลินเมิ้งหยาทำให้ฉางเทียนหัวโล่งใจ
หลงเทียนอวี้เป็นคนมีสัญชาตญาณว่องไว ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าฉางเทียนหัวส่งคนมาดูพวกเขาตั้งแต่เช้าแล้ว
สิ่งที่พวกเขาได้เห็นคือทุกคนกำลังหลับใหล ไร้ซึ่งการป้องกันใดๆ แม้แต่อวี้อันเองก็นอนหลับสนิท
คนของเขาจึงช่วยคุ้มกันให้อยู่ทางด้านนอกและสามารถเป็นพยานให้แก่พวกเขาได้
ส่วนพวกลูกศิษย์ที่มีหน้าที่เฝ้าประตูแน่นอนว่าย่อมมีความผิด
อันที่จริงพวกเขาต้องได้รับโทษ แต่พวกเขาเลือกที่จะกัดฟันบอกว่าเมื่อคืนพวกตนเองมิได้หนีหายไปไหนแทน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้พวกผู้อาวุโสจะเกิดความสงสัย แต่พวกเขาก็มิอาจถามหาเอาความผิดจากหลินเมิ้งหยาได้
ส่วนเหตุที่ผู้อาวุโสฉางมาหาพวกเขาถึงที่เช่นนี้ก็คงเพราะต้องการทำให้แน่ใจว่าเมื่อคืนพวกเขามิได้เข้าไปยังห้องเก็บยา
แม้ว่าทุกคนจะร่วมมือกันเพราะมีผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง แต่ความใส่ใจของผู้อาวุโสฉางก็ทำให้หลินเมิ้งหยารู้สึกเชื่อใจเขามากขึ้นหลายส่วน
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ข้าเองก็วางใจเพราะกลัวพวกท่านจะถูกใส่ร้าย เวลาไม่ช้าแล้ว ข้าขอตัวก่อน จริงสิ ช่วงนี้พวกท่านต้องระวังตัวด้วย เฮ้อ หอป๋ายเฉาไม่เหมือนเมื่อครั้งที่ท่านเฉิ นเซี่ยยังดูแลอยู่อีกต่อไปแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสฉาง หลินเมิ้งหยาก็อดที่จะกังวลไม่ได้
หลินเมิ้งหยาออกไปส่งฉางเทียนหัว นางนึกชื่อที่เขาเพิ่งเอ่ยออกมาได้ เฉินเซี่ย
กลับไปยังห้องรับแขก จั่วชิวอวี้นำโครงกระดูกของผู้อาวุโสสูงสุดและท่านอาจารย์หยวนไปไว้ในที่เหมาะสมแล้ว
ดังนั้นภายในห้องจึงเหลือเพียงหลงเทียนอวี้เพียงคนเดียว ขณะเดียวกันเขาเหมือนคนที่กำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของหลินเมิ้งหยา เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองนาง ก่อนจะส่งยิ้มอ่อนโยน
“คิดอะไรอยู่หรือ?”
หลินเมิ้งหยานั่งลงข้างกายเขา ลางสังหรณ์ของนางร้องบอกว่าเรื่องนี้ใกล้จะจบลงแล้ว
แม้นางจะรู้จักกับจั่วชิวเฉินไม่นาน แต่ก็พอจะรู้ได้ว่าเขาเป็นคนตัดสินใจเด็ดขาด
อันที่จริงนางเพิ่งเข้าใจในตอนนี้เองว่าเหตุที่จั่วชิวเฉินเดินทางมาที่นี่อย่างเป็นความลับก็เพราะเขาต้องการลอบทำเรื่องอะไรบางอย่าง แต่พวกเขาเพียงต้องการซ่อนจุดประสงค์เอาไว้เท่ านั้น
บางทีคนพวกนั้นอาจถูกจั่วชิวเฉินกำจัดในเวลาอันใกล้นี้แล้ว
พวกเฉียนอวี้หมิงยังไม่รู้ตัว ดังนั้นคาดว่าจั่วชิวเฉินคงจะได้หลักฐานไปไม่น้อย
เมื่อมีโอกาสก็แค่นำออกมาใช้!
นางรู้ได้ทันทีว่าโอกาสใกล้จะมาถึงแล้ว
เมื่อเรื่องทุกอย่างเสร็จสิ้น พวกเขาก็จะได้กลับไปยังต้าจิ้นแล้ว
การเดินทางในคราวนี้ยาวนานยิ่งนัก นางเองก็เริ่มคิดถึงบ้านแล้ว
“ไม่มีอะไร ข้าเพียงแค่รู้สึกว่าการเกิดมาเป็นเชื้อพระวงศ์จำต้องแบกรับภาระมากมายยิ่งนัก”
หลินเมิ้งหยาชะงักงัน ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“เช่นนั้นพระองค์กับหม่อมฉันผันตัวมาเป็นครอบครัวเศรษฐีในเมืองหลินเทียนดีหรือไม่เพคะ? หม่อมฉันคิดว่าญาติผู้พี่ของหม่อมฉันจะต้องยินดีต้อนรับพระองค์อย่างแน่นอน”
หลงเทียนอวี้รีบส่ายหน้า
“ไม่ได้ ข้ามิอาจทิ้งเสด็จพ่อและหมู่เฟยไปได้ ยิ่งไปกว่านั้นหากไท่จื่อได้ขึ้นครองบัลลังก์ เมื่อถึงเวลานั้นราษฎรต้องตกทุกข์ได้ยาก ข้าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น”
หลินเมิ้งหยาก้มหน้าลงมองถ้วยชาในมือ ดังนั้นจึงมองไม่เห็นสีหน้าของนาง
“หากหม่อมฉันอยากอยู่ที่นี่ พระองค์จะอยู่ที่นี่ด้วยหรือไม่?”
เอ่ยถามหยั่งเชิง
หลงเทียนอวี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบ
“หากเจ้าหวังเช่นนั้น เจ้าจงรอข้าอยู่ที่นี่ก่อน เมื่อไหร่ที่ข้าจัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว ข้าจะมาอยู่ที่นี่กับเจ้า แต่เจ้าเคยบอกว่าต้าจิ้นคือบ้านของเจ้ามิใช่หรือ ดังนั้นข้าย่อ อมหวังว่าเจ้าจะกลับไปด้วยกันกับข้า”