ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 18 บทที่ 528 ความลับ
“ตึง” เสียงดังขึ้น รูปปั้นศิลาเทพเจ้าแห่งโอสถถูกหลงเทียนอวี้และจั่วชิวอวี้ออกแรงดันจนล้มลง
ทว่าหลินเมิ้งหยา จั่วชิวอวี้และหลงเทียนอวี้ล้วนอึ้งงันอยู่กับที่
เหตุใดรูปปั้นจึงเบาถึงเพียงนี้?
ยิ่งไปกว่านั้นแม้จะร่วงลงมาแต่ก็ไม่แตก
ทั้งสามชะงักงัน ดวงตาจ้องมองรูปปั้นที่ล้มลงกองกับพื้นนิ่งเหมือนคนโง่
“เอ่อ…”
มุมปากของหลินเมิ้งหยายกขึ้น ตอนแรกคิดว่ารูปปั้นหินจะต้องหนักเป็นอย่างยิ่ง
แต่เมื่อลองมองดูให้ดี หลินเมิ้งหยาพบว่าภายในรูปปั้นกลวงโบ๋ พื้นผิวภายนอกเคลือบไว้ด้วยโลหะ วัสดุของรูปปั้นสร้างขึ้นจากไม้
ดึงสติกลับมา ก่อนจะพบว่าที่ฐานของรูปปั้นมีอุโมงค์ที่กว้างเพียงพอให้คนหนึ่งคนผ่านลงไป
“รีบมาดูนี่เร็ว พวกเราเจอทางออกที่สามแล้ว”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยด้วยความดีใจ ตอนนี้ควันไฟกำลังลามเข้ามาในจมูกและปากของพวกเขา
การค้นพบครั้งใหม่นี้นำพาความหวังมาให้พวกเขาทั้งสี่
หลงเทียนอวี้ดันร่างหลินเมิ้งหยาออก ก่อนจะโยนตะบันไฟของอวี้อันลงไป
แสงไฟสว่างวาบ ความกว้างมากเพียงพอให้คนผ่าน แม้ผนังจะไม่เรียบ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา
เปลวไฟของตะบันไฟยิ่งโหมกระพือ คาดว่าด้านล่างจะต้องมีอากาศถ่ายเทอย่างแน่นอน
เส้นทางนี้จะต้องเชื่อมต่อกับภายนอก หลังจากสบตากับหลินเมิ้งหยาแล้ว หลงเทียนอวี้จึงกระโดดลงไปก่อน
“ระวังด้วย!”
หลินเมิ้งหยามองเขาด้วยความเป็นห่วง อีกฝ่ายหยิบตะบันไฟขึ้นมา ก่อนจะเดินลึกเข้าไปภายใน
จากนั้นหลงเทียนอวี้จึงเดินกลับมา พร้อมทั้งผงกศีรษะให้หลินเมิ้งหยา
“ที่นี่กว้างมาก อากาศถ่ายเท พวกเจ้าลงมาเถิด”
เมื่อได้รับการยืนยันจากหลงเทียนอวี้แล้ว หลินเมิ้งหยาจึงรู้สึกโล่งใจ
ความหวังจึงเกิดขึ้นท่ามกลางควันไฟที่กำลังคละคลุ้งรอบกาย
“ลงมาเถิด ข้าจะรับเจ้าเอง”
หลงเทียนอวี้ยื่นมือออกมาเพื่อรอรับร่างของหลินเมิ้งหยา อีกฝ่ายออกแรงกระโดดเล็กน้อย ก่อนจะโจนลงมาด้านล่าง
ราวกับว่าจั่วชิวอวี้คิดอะไรขึ้นมาได้ เขาและอวี้อันช่วยกันขยับศาลา
“พวกเจ้าเร็วหน่อย ที่นี่อันตรายมาก”
หลินเมิ้งหยารีบร้องเรียกพวกเขา แต่ใครจะคิดเล่าว่าอวี้อันและจั่วชิวอวี้จะออกแรงดึงรูปปั้นขึ้น
“พวกเจ้าหลบไป อวี้อัน เจ้าลงไปก่อน ข้าจะใช้รูปปั้นปิดทาง”
ในที่สุดสติของจั่วชิวอวี้ก็กลับมา หลินเมิ้งหยาเข้าใจความคิดของเขาในทันที
ประตูบานเล็กนั้นมิอาจต้านทานเปลวเพลิงได้ หากนางเดาไม่ผิด ตอนนั้นผู้อาวุโสและอาจารย์หยวนคงถูกขังจนตายอยู่ที่นี่ก็เพราะเหตุนี้
หลังจากเสียงกุกกักดังขึ้น อวี้อันและจั่วชิวอวี้ก็ลงถึงพื้นอย่างปลอดภัย
ในที่สุดกลิ่นควันไฟก็เบาบางลง
หลินเมิ้งหยาถอนหายใจ โชคดีที่นางมิได้อับโชคจนเกินไปนัก
เดินผ่านโค้งของอุโมงค์ไป หลงเทียนอวี้กุมมือนางแน่น
ที่จริงความมืดมิใช่สิ่งที่นางกังวลอีกต่อไป
ไม่รู้ว่าเดินนานเพียงใด ในที่สุดพวกเขาก็ได้เห็นแสงเล็ดรอดเข้ามา
หลินเมิ้งหยาบอกให้พวกเขาเดินออกไปช้าๆ มิเช่นนั้นแสงอาจส่องตาจนบอดได้
ตอนที่อยู่ภายในอาจไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อปีนออกมาถึงปากอุโมงค์ หลินเมิ้งหยาเพิ่งพบว่าพวกนางออกมาสู่พื้นดินแล้ว
แสงแดดรุ่งอรุณส่องประกาย หลินเมิ้งหยารู้สึกว่าแสงแดดของเช้าวันนี้งดงามยิ่งนัก
“ดีจริงๆ ในที่สุดพวกเราก็หนีออกมาได้แล้ว”
คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะติดอยู่ที่นั่นทั้งคืน
กวาดตามอง ดูเหมือนพวกเขาจะออกมาจากปากถ้ำจำลอง
“อวี้อัน เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเราอยู่ที่ใด?”
ทั้งสามหันหน้าไปมองอวี้อัน เขาผงะเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าลง
“ดูเหมือนจะเป็นด้านหลังที่พักของพวกเราพ่ะย่ะค่ะ พวกท่านตามข้าน้อยมาเถิด ที่นี่น่าจะไม่มีคนผ่านมาเห็น”
แม้จะไม่ได้รับอันตรายใดๆ แต่หลังจากได้ผ่านประสบการณ์ความเป็นความตายกับพวกเขามา อวี้อันยิ่งรู้สึกผูกพันกับพวกเขา
ท่ามกลางแสงแดดยามเช้า ทั้งสี่แอบกลับไปยังเรือนเล็กของตนเอง
รอจนกระทั่งคนสุดท้ายกระโดดข้ามกำแพงมาสำเร็จ ทั้งสี่จึงสบตากันก่อนจะแยกย้ายกลับห้องไป
ลูกศิษย์ซึ่งทำหน้าที่เฝ้าพวกเขายังไม่กลับมา ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเพิ่งกลับมาจากการเดินเล่นในอุโมงค์ใต้ดิน
หลังจากยุ่งวุ่นวายตลอดคืน ในที่สุดหลินเมิ้งหยาก็ได้เห็นเตียงแล้ว นางเมินเฉยต่อเศษฝุ่นบนร่างกาย ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกแล้วปีนขึ้นเตียง
นางเดินอยู่ใต้ดินตลอดทั้งคืน เพราะเหตุนี้ขาทั้งสองข้างจึงรู้สึกอ่อนล้า
ขณะที่กำลังจะหลับตาลง หางตาพลันเหลือบไปเห็นหลงเทียนอวี้ที่กำลังจะล้มตัวลงนอนบนตั่งเล็กด้านนอก
หลินเมิ้งหยาชะงัก ก่อนจะร้องเรียกเขา
“พระองค์มานอนด้วยกันเถิดเพคะ ตอนนี้ทุกคนล้วนเหนื่อยกันหมดมิใช่หรือ?”
พูดจบนางก็รีบหลับตาลง ดังนั้นจึงไม่เห็นรอยยิ้มในดวงตาของหลงเทียนอวี้
เขารู้ว่าหลินเมิ้งหยาไม่อาจทนเห็นเขาทรมานได้
ถอดชุดตัวนอกออก ก่อนจะขึ้นไปนอนบนเตียงของนาง ยิ่งไปกว่านั้นยังดึงร่างของนางเข้าหาอ้อมกอดของตน
ค่ำคืนที่ผ่านมาก็มิได้เลวร้ายนัก
เหล่าลูกศิษย์ที่ถูกหลอกให้ขโมยหีบน้ำแข็งไปทำได้เพียงก้มหน้ารับชะตากรรม
เหตุเพราะกลัวว่าหลินเมิ้งหยาจะซักถาม ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องนาง
ทั้งสี่คนนอนหลับสนิท กว่าจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เย็นแล้ว
อาบน้ำแต่งตัวจนสะอาดสะอ้าน มือข้างหนึ่งใช้ผ้าเช็ดเส้นผมตรงยาวสีดำขลับของตน มืออีกข้างจับตราหยกแขวนเอว
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง สมองของหลินเมิ้งหยาเริ่มทำงานอีกครั้ง
หากผู้อาวุโสและอาจารย์หยวนถูกขังอยู่ที่นั่นจนตาย เช่นนั้นนี่อาจเป็นความลับที่สามารถสั่นสะเทือนหอป๋ายเฉาได้
แต่เวลาล่วงเลยไปนานแล้ว หลักฐานเองก็ถูกทำลาย
หากไม่มีหลักฐานที่แน่นหนา เกรงว่าจะเป็นการหาเรื่องใส่ตัวเสียมากกว่า
แม้จะเดินเข้าไปในหุบเขาสมบัติ แต่ก็ต้องกลับมามือเปล่า
พลิกตราหยกไปมา เหตุที่ผู้อาวุโสสูงสุดสามารถดำรงตำแหน่งและมีชื่อเช่นนี้ได้ คาดว่าเขาต้องมีวิชาแพทย์ที่โดดเด่นและสมองที่ไม่ธรรมดา
หากพวกหนานรุ่ยเป็นผู้ทำสิ่งเหล่านี้จริง เช่นนั้นผู้อาวุโสสูงสุดก็น่าจะทิ้งหลักฐานอะไรไว้บ้าง
อยู่ๆสมองก็เกิดประกาย
จริงสิ กล่องปริศนาใบนั้น!
แม้จะเอ่ยว่าหากเปิดกล่องปริศนาได้ก็จะสามารถสืบทอดตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดได้ แต่พวกเขาบังอาจถึงขั้นคิดใช้ชีวิตของจั่วชิวอวี้มาแลกกับกุญแจดอกนั้น
ดูท่าผู้อาวุโสสูงสุดจะต้องมีความลับบางอย่างที่พวกเขาสนใจเป็นอย่างยิ่ง
เพื่อตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุด พวกเขาต่อสู้กันมากว่าครึ่งชีวิต
สิ่งที่พวกเขาสนใจจะต้องเป็นอำนาจอย่างแน่นอน
ยกตัวอย่างเช่น หากจั่วชิวอวี้ได้เป็นผู้อาวุโสสูงสุดจริง เช่นนั้นพวกเขาก็สามารถใช้กิตติศักดิ์และความสามารถมาหาประโยชน์จากผู้อาวุโสสูงสุดคนนี้
แต่ถ้าความลับคือหลักฐานที่สามารถทำลายชื่อเสียงของพวกเขาได้เล่า?
เช่นนั้นจั่วชิวอวี้ย่อมเป็นคนที่พวกเขาต้องการกำจัดทิ้ง!
เพราะเหตุนี้เฉียนอวี้หมิงจึงยอมเสียสละชีวิตลูกศิษย์ของตนเพื่อใส่ร้ายป้ายสีจั่วชิวอวี้
เกรงว่าที่พวกเขาทำเช่นนี้ก็เพื่อทำให้จั่วชิวอวี้หมดคุณสมบัติในการเข้าแข่งขัน
น่าเสียดาย เหตุเพราะมีนางและหลงเทียนอวี้อยู่ด้วย ดังนั้นแผนนี้จึงไม่สำเร็จ
ดูเหมือนนางว่าจะประเมินพวกเขาต่ำเกินไป
หากมิใช่เพราะนางมองสิ่งเหล่านี้ทะลุปรุโปร่ง เกรงว่าพวกเขาคงทำให้คนบริสุทธิ์อีกมากต้องสิ้นชีพไปเพียงเพื่อการแสวงหาอำนาจของพวกเขา
“เมิ้งหยาเมิ้งหยา ข้าเข้าไปได้หรือไม่?”
เสียงของจั่วชิวอวี้ดังขึ้นจากด้านนอก
หลินเมิ้งหยาหยุดความคิดของตัวเอง ก่อนจะหมุนตัวไปเปิดประตูให้จั่วชิวอวี้เข้ามา
อีกฝ่ายมีอาการโศกเศร้า แม้เขาจะไม่พูด แต่นางเข้าใจได้ในทันทีว่าเขาต้องการทำอะไร
ถอนหายใจ ก่อนจะรินชาให้เขา
“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังเจ็บปวด ข้าก็มิต่างไปจากเจ้า แต่พวกเราไร้หลักฐาน ฉะนั้นจึงต้องอดทน”
คำพูดของหลินเมิ้งหยาทำลายความลับในหัวใจของเขา จั่วชิวอวี้หยักยิ้มขมขื่น
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดข้าจึงหลบซ่อนตัวอยู่ที่ต้าจิ้นแทนที่จะกลับมาที่นี่?”
จั่วชิวอวี้ไม่เคยเล่าเรื่องนี้มาก่อน
อวี้เปี่ยวเกอมักแสดงท่าทางไร้กังวลอยู่เสมอ ทั้งที่เขากุมความลับเอาไว้มากมาย
มิเช่นนั้นจั่วชิวเฉินคงไม่ร่วมมือกับนางเพื่อวางแผนให้เขาเข้าร่วมการแข่งขัน
คาดว่าเรื่องนี้จะต้องมีความซับซ้อนมากทีเดียว
หลินเมิ้งหยารินชาให้ตัวเอง นางหันไปมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยน
นางยินดีที่จะเป็นผู้รับฟัง คาดว่าหัวใจของเขาคงรู้สึกหนักอึ้งจนเกินจะแบกรับไหวแล้ว
เมื่อมีโอกาสเขาก็อยากจะปลดปล่อยออกไปเสียที
จั่วชิวอวี้จิบชา ก่อนจะเอ่ย
“ข้ามีร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เด็ก ได้ยินมาว่าท่านแม่ถูกลอบทำร้ายตอนที่กำลังตั้งท้องข้า ต่อมาจ่างกงจู่และท่านอาจารย์ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ดังนั้นข้าจึงรู้สึกขอบคุณพวกเขาทั้งสองมาก”
ที่แท้ท่านแม่ก็เป็นคนช่วยชีวิตเขา เพราะเหตุนี้พวกเขาสองพี่น้องจึงทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องนาง
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะมารดาที่นางไม่เคยพบหน้า
“ต่อมาจ่างกงจู่หายตัวไป เสด็จพ่อยุ่งกับงานในราชสำนัก ร่างกายของท่านแม่อ่อนแอลง สงครามในวังเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน ข้ากับฮวงซงดูแลตัวเองไม่ได้ หากมิใช่เพราะท่านอาจารย์พยายามช่ว วยพวกข้าเอาไว้แล้วล่ะก็ เกรงว่าตอนนี้พวกข้าสองพี่น้องคงมิได้อยู่ที่นี่แล้ว ข้าได้ติดตามท่านอาจารย์และร่ำเรียนกับเขาจนอายุครบสิบห้าปี”
ความทรงจำยังคงชัดเจน จนกระทั่งตอนนี้จั่วชิวอวี้เองก็ยังจดจำภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นได้อย่างติดตา
แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เขาก็สามารถจำได้มิลืมเลือน