ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 18 บทที่ 530 อีกใจความหนึ่ง
หลินเมิ้งหยาไม่ได้เอ่ยตอบเขาในทันที
หลงเทียนอวี้ผินหน้าไปมองนาง เขาไม่รู้ว่าหลินเมิ้งหยาเป็นอะไร
“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากต่อสู้กับพวกไท่จื่อ หากตอนนี้เจ้าอยากมีชีวิตสงบสุข เช่นนั้นข้า…”
“พูดอะไรเพคะ พระองค์เป็นองค์ชายแห่งต้าจิ้น พระองค์ควรอุทิศตนเพื่อบ้านเมือง หม่อมฉันเพียงแค่ล้อพระองค์เล่นเท่านั้น”
อยู่ๆ หลินเมิ้งหยาก็เงยหน้าแล้วส่งยิ้ม ไร้ซึ่งท่าทางผิดปกติ มองไม่ออกเลยแม้แต่น้อยว่านางเป็นอะไร
หลงเทียนอวี้ถอนหายใจ แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขารู้ว่าหลินเมิ้งหยามีเรื่องบางอย่างในใจ
“จริงสิ เมื่อครู่ท่านผู้อาวุโสฉางพูดถึงชื่อเฉินเซี่ยขึ้นมา พระองค์จำได้หรือไม่?”
อันที่จริงหลังจากได้ยินผู้อาวุโสฉางเอ่ยถึงชื่อนี้ นางรู้สึกว่าความทรงจำของตนเองปรากฏชื่อนี้มาก่อน แต่จนกระทั่งตอนนี้นางก็ยังนึกไม่ออก
รู้สึกเพียงว่าชื่อนี้ไม่ธรรมดาเลย มิเช่นนั้นฉางเทียนหัวคงไม่แสดงท่าทีเคารพเลื่อมใสเช่นนี้ตอนเอ่ยถึง
“หมอเทวดาเฉินเซี่ยคือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหอป๋ายเฉา เขาเป็นที่รู้จักในชื่อหมอเทวดา ได้ยินมาว่าวิชาการแพทย์ของเขาลึกล้ำ แต่กลับไม่มีใครรู้ที่มาของเขา เกรงว่าคนทั้งเมืองหลิน เทียนคงไม่มีใครรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขาแล้ว”
เพียงได้ฟังประโยคนี้ เหตุใดหลินเมิ้งหยาจึงรู้สึกว่าหลงเทียนอวี้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเฉินเซี่ยเล่า?
มองสายตาเว้าวอนของหลินเมิ้งหยา หลงเทียนอวี้จึงเอ่ยต่อ
“อันที่จริงข้าเองก็พอจะได้ยินมาบ้าง เจ้าเองก็รู้ แม้ว่าต้าจิ้นหรือหลินเทียนจะสถาปนาแคว้นมานานหลายร้อยปีแล้ว แต่ในอดีตก็มีแคว้นอื่นด้วย ได้ยินมาว่าเฉินเซี่ยผู้นี้เป็นผู สืบทอดคนสุดท้ายของเมืองกู่เว่ย แต่ข่าวนี้เป็นความจริงหรือไม่นั้นคงมีเพียงเขาคนเดียวที่รู้”
เมืองกู่เว่ย? สมองของหลินเมิ้งหยาปรากฏข้อมูลในหนังสือประวัติศาสตร์ที่ตนเองเคยร่ำเรียนมา
เมืองกู่เว่ยเปรียบดั่งเมืองลับแล
แม้จะล่มสลาย แต่กลับไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของดินแดนอื่น ทว่าเวลาเพียงค่ำคืนเดียว เมืองแห่งนี้ก็หายสาบสูญไป
นี่เป็นเรื่องราวเมื่อหนึ่งพันปีก่อนในหน้าหนังสือประวัติศาสตร์
หากเฉินเซี่ยเป็นทายาทคนสุดท้ายของเมืองกู่เว่ย เช่นนั้นแสดงว่าเมืองกู่เว่ยมีอยู่จริง แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคนทั้งเมืองจึงอพยพหลบหนีออกไปเท่านั้น
เกรงว่าแม้แต่ในหนังสือประวัติศาสตร์ก็คงไม่มีการบันทึกเรื่องนี้เอาไว้
เพราะเหตุนี้ฮ่องเต้พระองค์ก่อนจึงให้เขาดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดสินะ
ไร้ซึ่งอำนาจ ไม่มีเผ่าพันธุ์ที่สามารถพึ่งพิงได้ คนแบบนี้ปลอดภัยที่สุดแล้ว
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ แต่หากเฉินเซี่ยมีวิชาการแพทย์ขั้นสูง อีกทั้งยังมีความสนิทชิดเชื้อกับคนในราชวงศ์ เช่นนั้นเขาก็มิควรถูกปองร้ายสิเพคะ พระองค์คิดว่าเหตุที่พวกเขาอาจหาญ ชาญชัยเช่นนี้เพราะมีคนหนุนหลังพวกเขาหรือไม่?”
หลินเมิ้งหยาวิเคราะห์เหตุการณ์ทั้งหมด
หลงเทียนอวี้เองก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นเขายังคิดเหมือนกับหลินเมิ้งหยาที่ว่ามีมือที่มองไม่เห็นชักใยอยู่เบื้องหลัง
น่าเสียดาย ไม่ว่าพวกเขาจะมีไหวพริบสักเพียงใด แต่ก็มักผิดพลาดไปก้าวหนึ่งเสมอ
ผู้อยู่เบื้องหลังคนนั้นจึงสามารถทำตามแผนการของตนเองได้และจากไปอย่างไร้ร่องรอย
“ต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอน แม้พวกเฉียนอวี้จะหาญกล้าสักเพียงไหน แต่ก็คงมิกล้าถึงขั้นตั้งตัวเป็นศัตรูต่อฮ่องเต้ แต่ถ้าหากมีใครบางคนมอบผลประโยชน์ให้แก่พวกเขาก็ว่าไปอย่าง เมื่อ อคืนเย่กลับมารายงานว่าหาเบาะแสของหงวี้และซู่เหมยเจอแล้ว แต่เขาบอกว่าที่นั่นมีการป้องกันค่อนข้างแน่นหนา แม้แต่เขาเองจะเข้าไปก็ยังลำบาก แต่ถึงกระนั้นเขาก็เสี่ยงเข้าไปหนห หนึ่ง แต่ในนั้นนอกจากหงอวี้และซู่เหมยแล้วก็ยังมีผู้หญิงอายุราวสิบสามสิบสี่อีกจำนวนไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนฝึกพวกนางเป็นพิเศษ”
หลินเมิ้งหยากับหลงเทียนอวี้สบตากันอยู่หลายนาที ความสงสัยถูกวาดอยู่ในดวงตาของนาง
หากอิงตามคำพูดของหงอวี้แล้วล่ะก็ สองพี่น้องถูกเก็บเอาไว้เพื่อทำลายตัวตนของนาง เช่นนั้นหญิงสาวคนอื่นถูกจับมาเพราะอะไร?
“เด็กสาวอายุสิบสามสิบสี่ ซ้ำยังมีคนฝึกสอน เหตุใดหม่อมฉันจึงรู้สึกว่าพวกนางน่าจะมีประโยชน์หลายอย่างกันเล่า?”
เด็กสาวอายุสิบสามสิบสี่อยู่ในช่วงวัยดั่งลูกกระวาน
อย่าว่าแต่ที่นี่เลย แม้แต่ในสมัยปัจจุบันก็มีพวกมีรสนิยมแปลกๆ ชื่นชอบเด็กสาวช่วงวัยนี้มากมาย
คาดว่าพวกผู้ชายจำนวนไม่น้อยต้องการจะถกกระโปรงสีทับทิมของเด็กสาวเหล่านี้
ทว่าหงอวี้และซู่เหมยน่าจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป
“เหตุใดเจ้าจึงมองข้าเช่นนี้?”
เมื่อได้เห็นหลินเมิ้งหยาเหล่ตามองตนเอง หลงเทียนอวี้รู้สึกขนลุกในใจ เพราะไม่รู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่
“หลงเทียนอวี้ ท่านอ๋องอวี้ หม่อมฉันกำลังคิดว่าพระองค์เองก็ชื่นชอบสาวน้อยเช่นนั้นใช่หรือไม่?”
หลินเมิ้งหยากะพริบตาปริบๆ
“ข้า…ไม่มีความชอบเช่นนั้น”
เงียบอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะตอบออกมา
อันที่จริงเขาควรเอ่ยว่านอกจากหลินเมิ้งหยาแล้วก็ไม่เคยพึงใจสตรีอื่นใด
“โอ้ หม่อมฉันก็คิดไว้อยู่แล้วว่าพระองค์จะต้องไม่มีรสนิยมเช่นนั้น จริงสิ พระองค์มีชื่อเล่นหรือไม่? พวกเราสนิทสนมกันถึงเพียงนี้แล้ว หม่อมฉันไม่อยากเรียกพระองค์ว่าหลงเทียนอวี้หร รืออ๋องอวี้ทุกครั้ง”
หลินเมิ้งหยาพิงบ่าของเขาเพื่อปิดบังความผิดหวังในแววตา
อันที่จริงนางอยากผันตัวมาใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดากับเขา แต่นางเองก็รู้ดีว่าฐานะของหลงเทียนอวี้ค่อนข้างพิเศษ จึงย่อมมิใช่เรื่องง่าย
ทว่านางอยากได้ยินคำว่ารักจากปากของเขาสักครั้ง แต่เขากลับพูดอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้
แม้ว่าพวกนางจะผ่านอุปสรรคกันมาอย่างมากมาย แต่ก็ยังมีคำพูดขาดไปหนึ่งคำ
ไม่รู้ว่าชั่วชีวิตของนางจะได้ยินคำนั้นจากปากของเขาหรือไม่
“ชื่อเล่น? เสด็จพ่อและหมู่เฟยเรียกข้าว่าอวี้เอ๋อร์ ชื่อนี้นับหรือไม่?”
หลงเทียนอวี้เลิกคิ้วมองหญิงสาวที่บ่าของตนเอง
นางคิดจะทำอะไรกันแน่?
“อวี้เอ๋อร์? ไอหยา ฟังดูแล้วแปลกยิ่งนัก เช่นนั้นหม่อมฉันเรียกพระองค์ว่าอวี้โถว1ดีหรือไม่?”
ประกายแสงวาดลงบนดวงตาของหลินเมิ้งหยา
หลินเมิ้งหยาจ้องหลงเทียนอวี้เขม็ง แววตาขบขัน
“หากเจ้าชอบ ข้าก็แล้วแต่เจ้า”
อวี้โถว แม้ชื่อนี้จะเชยไปสักหน่อย แต่เมื่อนางเป็นคนเรียก เขากลับรู้สึกว่าชื่อนี้ช่างไพเราะอ่อนหวานยิ่งนัก
“อวี้โถว อวี้โถว อวี้โถว ฮ่า ฮ่า ติดดินเหลือเกิน”
ชื่อแสนเชยทำให้หลงเทียนอวี้อึดอัดใจอยู่หลายส่วน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยอมรับแต่โดยดี
หลินเมิ้งหยากอดแขนเขาเอาไว้ ท่าทางสุขสราญใจกว่าทุกวัน
มองรอยยิ้มกว้าง มองท่าทางออดอ้อนน่ารัก ดวงตาคมกริบของหลงเทียนอวี้เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
เขามอบความรักความเอ็นดูทั้งหมดให้แก่นางเพียงผู้เดียว
“อวี้โถว พวกเราใกล้จะได้กลับบ้านแล้ว หม่อมฉันคิดถึงท่านพ่อและพี่ชายแล้ว หม่อมฉันสามารถไปหาท่านพ่อได้หรือไม่?”
หลังจากหยอกล้อจนพอใจ หลินเมิ้งหยาโน้มตัวเข้าหาอ้อมกอดของหลงเทียนอวี้ น้ำเสียงมีความหงอยเหงาปะปนอยู่ไม่น้อย
“อืม รอพวกเรากลับไปถึงเมืองหลวงแล้ว ข้าจะทูลขอเสด็จพ่อเพื่อมอบรางวัลให้แก่ทหารสามกองทัพ เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะได้เจอพ่อของเจ้า”
โอบกอดร่างบางของนาง อันที่จริงหลงเทียนอวี้เองก็อดที่จะรู้สึกตื่นเต้นเมื่อจะได้กลับบ้านไม่ได้
ไม่รู้ว่าพระอาการของเสด็จพ่อเป็นเช่นไรบ้าง? หมู่เฟยที่อยู่ในกำมือของฮองเฮาคงทรมานไม่น้อย
เมื่อนึกเรื่องหมู่เฟยขึ้นมา แสงในดวงตาของเขาพลันครึ้มลง หลินเมิ้งหยาย่อมเข้าใจความรู้สึกของเขา ดังนั้นนางจึงเอื้อมมือเข้าไปประคองใบหน้าของเขาเอาไว้
“อย่ากังวลไปเลยเพคะ ฮองเฮามิกล้าทำอันใดพระสนมเต๋อเฟยเหนียงเหนียงอย่างแน่นอน หม่อมฉันเดาว่าฮ่องเต้จะต้องรู้เรื่องนี้แล้ว หากฮ่องเต้ยังอยู่ พระสนมเต๋อเฟยจะต้องปลอดภัยอย่างแน น่นอน”
เมื่อได้ยินคำพูดปลอบประโลมของหลินเมิ้งหยา หัวใจที่กำลังว้าวุ่นของเขาพลันสงบลง
ขณะที่ทั้งสองกำลังพลอดรักหวานซึ้ง จั่วชิวอวี้เข้ามาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาอีกครั้ง
“แค่ก แค่ก ข้าหาได้อยากขัดความสุขของพวกเจ้าไม่ แต่เมื่อครู่หนานรุ่ยส่งคนมาแจ้งว่าอยากพบข้าและหลงเทียนอวี้ คือว่า…ถือเสียว่าข้าไม่เห็นอะไรก็แล้วกัน”
แสร้งทำท่าเหมือนคนไม่เห็นอะไรทั้งสิ้นแล้วหันหน้าไปอีกทาง หลินเมิ้งหยาไม่มีความคิดที่จะบ่นเขาตอนนี้
ทำเพียงส่งสายตาเย็นชามองเขาปราดหนึ่ง ก่อนจะมองตามพวกเขาทั้งสองที่กำลังเดินออกไป
หลังจากพวกเขาเดินลับหายไปแล้ว หลินเมิ้งหยาจึงหยิบนกหวีดหยกเล็กๆ อันหนึ่งออกมาจากวงแขน
บนนกหวีดหยกเนื้อดีชิ้นนี้มีอักษรถูกจารไว้ด้านบน หากไม่เพ่งมองก็คงไม่เห็นคำว่า “หยา”
ใช่แล้ว นี่คือคำว่าหยาของหลินเมิ้งหยา
สายตาเผยความลังเลอยู่หลายส่วน แต่หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้ว นางจึงจรดนกหวีดหยกลงที่ริมฝีปาก
ออกแรงเป่า แต่กลับไร้ซึ่งเสียงใดๆ ออกมา
มนุษย์ทั่วไปมิอาจได้ยินหรือรับรู้ได้
เป่าราวสามครั้ง หลินเมิ้งหยาวางนกหวีดลง
เหตุเพราะบัดนี้ร่างในชุดสีแดงได้ปรากฏต่อหน้านางแล้ว
หลินเมิ้งหยาอึ้งงันอยู่กับที่ นางพยายามควบคุมความรู้สึกของตนเอง
ทว่า…น้ำตากลับรินไหลลงอาบแก้มอย่างมิยอมเชื่อฟัง
นางยังคงนั่งอยู่กับที่แล้วปล่อยให้หยดน้ำตาสีใสร่วงหล่นกระทบพื้นเงียบๆ
ร่างนั้นเดินเข้ามาจากหน้าประตู แล้วหยุดลงตรงหน้าของนาง
ยื่นมืองดงามดั่งหยกมาข้างหน้า นิ้วมือเรียวยาวค่อยๆ ปาดน้ำตาบนหัวตาของนางเบาๆ
“ไอหยา เจ้าเด็กน้อย ร้องไห้ทำไมเล่า?”
คำพูดยังคงล้ำเส้นดั่งเดิม ทว่าความเอ็นดูที่ส่งมานั้นไม่มีใครในโลกสามารถเทียบเทียมเขาได้อีกแล้ว
“อย่าร้องเลยนะ ข้าเล่นกลให้เจ้าดูดีหรือไม่?”
————————
หมายเหตุ
[1] อวี้โถว แปลว่า เผือก