ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 18 บทที่ 532 อำนาจล้นฟ้า
“หากเป็นเช่นนั้นจริงอำนาจของเขาจะมิเทียบเท่ากับองค์จักรพรรดิเลยหรือเพคะ?”
หลินเมิ้งหยาเป็นใบ้ไปชั่วครู่ แม้นางจะเดาเอาไว้แล้วว่าผู้อยู่เบื้องหลังชิงหูจะมีอำนาจและวิธีการที่เหนือชั้น แต่คิดไม่ถึงเลยว่าพอได้ยินจากปากหลงเทียนอวี้เอง นางจะรู้สึกรา าวกับได้เห็นความลับของยอดภูเขาน้ำแข็งเช่นนี้
สีหน้าหลงเทียนอวี้เคร่งขรึมอยู่หลายส่วน
“ไม่หรอก แม้ผู้อยู่เบื้องหลังเขาจะมีอำนาจล้นฟ้า แต่จักรพรรดิคือศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งแคว้น แม้คนผู้นั้นจะเก่งกาจสักเพียงไหน แต่ก็ไม่มีทางเทียบกับการปกครองขององค์จักรพรรดิได ด้ แต่หากดูจากสถานการณ์บ้านเมืองของเมืองหลินเทียนในเวลานี้ หากฮ่องเต้ยังเป็นเพียงหุ่นเชิดต่อไป เกรงว่าเมืองหลินเทียนคงตกอยู่ภายใต้อำนาจของเขาเป็นแน่ เสด็จพ่อของข้าล่วง งรู้การมีตัวตนของเขาอยู่นานแล้ว แม้จะไล่หาเบาะแสมานานหลายปี แต่ก็รู้เพียงว่าเขาเป็นคนร่ำรวยและมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ซ้ำยังหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ข้าและเสด็จพ่อร่วมมือก กันตามหาตัวเขามานาน แต่กลับมิได้รับคำตอบใดๆ ทั้งสิ้น”
ยิ่งพูดเรื่องนี้ หลงเทียนอวี้ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจ
ไม่ว่าใครก็ตาม หากพยายามมานานขนาดนี้แล้วแต่กลับมิได้รับคำตอบใดก็ล้วนหงุดหงิดทั้งสิ้น
ผิดกับหลินเมิ้งหยาที่ยืนอึ้งงันพูดอะไรไม่ออก คำเตือนของชิงหูและคำบอกเล่าของหลงเทียนอวี้เปรียบดั่งเส้นใยที่ทำให้นางนำเศษชิ้นส่วนแหลกละเอียดมาปะติดปะต่อกันได้
ชิงหูเคยเล่าว่ากลุ่มคนลึกลับเลือดเย็นเหล่านี้มีตัวตนตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก
หากลองคำนวณอายุของชิงหูดูให้ดี คนเหล่านี้น่าจะมีตัวตนตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ของนางแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อที่จะแย่งชิงตำราชิงเจิงผู่ในมือของนาง
เช่นนั้นนางสามารถคิดได้หรือไม่ว่าเหตุที่มารดาของนางหนีไปในตอนนั้นมิใช่เพราะการตัดสินใจกะทันหัน?
หรือเหตุที่ผู้อาวุโสสูงสุดยอมตายอยู่ที่นั่นก็เพราะต้องการปกป้องท่านแม่
นั่นหมายความว่าเหตุที่ท่านแม่ยอมละทิ้งครอบครัวและวงศ์ตระกูลก็เพราะต้องการหลบเลี่ยงภัยอันตราย
ถ้าหากนางขอเดามากกว่านี้อีกสักหน่อย บางทีเหตุการณ์ลอบทำร้ายเฉินเปี่ยวเกอในคราวนั้นอาจเกิดจากคนพวกนี้ด้วยหรือใช่หรือไม่?
เช่นนั้นตกลงแล้วตำราชิงเจิงผู่ในมือของนางคืออะไรกันแน่
เหล่าผู้คนที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังเกรงกลัวให้คุณค่ากับมันถึงเพียงนี้ ต่อให้นางเป็นคนโง่เขลาก็ยังมองออกว่าตำราเล่มนี้จะต้องมีเงื่อนงำบางอย่าง
ตอนนี้ปัญหาเดียวคือตำราชิงเจิงผู่ยังมีประโยชน์อื่นใดอีก?
ราวกับคำตอบถูกกำแพงสูงตระหง่านกีดขวางเอาไว้ ตอนนี้สิ่งที่หลินเมิ้งหยาต้องการคือค้อนเพื่อทุบทำลายกำแพงอันนั้น
มันคืออะไรกันแน่?
มองหลินเมิ้งหยาที่กำลังชะงักงันอยู่กับที่ หลงเทียนอวี้เอ่ยเรียกนางเบาๆ อยู่สองหน ก่อนจะใช้มือโบกตรงหน้านาง
ทว่านางกลับไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนอง
หากรู้ว่านางจะตั้งอกตั้งใจถึงเพียงนี้ เขาคงไม่บอกนางตั้งแต่แรก
เขาไม่อยากให้นางต้องเหนื่อยใจอีก
“เมิ้งหยา! เมิ้งหยา! ตื่นได้แล้ว เลิกคิดเถิด”
ราวกับได้ยินเสียงร้องเรียกจากที่ไกลๆ
อยู่ๆ สติของหลินเมิ้งหยาก็กลับมาอีกครั้ง นางหันไปมองใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความกังวลของหลงเทียนอวี้
ยกมือขึ้นเคาะหน้าผากเบาๆ
นางใช้ระบบเซินหนงจนเคยชินแล้ว เมื่อเจอเข้ากับปัญหาที่ยากจะรับมือ นางมักใช้ระบบเซินหนงช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น
ไม่รู้ว่าเพราะใช้ระบบจนชินแล้วหรือไม่ ดังนั้นอาการเวียนหัวหลังจากใช้งานจึงหายไปแล้ว
แต่น่าเสียดาย แม้นางจะสามารถพัฒนาระบบเซินหนงได้ แต่ก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
เกรงว่าแม้แต่อาจารย์ก็คงมิอาจเข้าใจระบบปัญญาประดิษฐ์ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ได้ทั้งหมด
“ไม่มีอะไรเพคะ หม่อมฉันเพียงเหม่อลอยเกินไปเท่านั้น จริงสิ ชิงหูมาเตือนหม่อมฉันกับพระองค์ว่าให้รีบหนีไปจากที่นี่ หม่อมฉันคิดว่าเขาจะต้องได้รับข่าวบางอย่างมา คาดว่าใครบางคนค คงอดทนต่อไปไม่ไหวจึงคิดจะลงมือกับหม่อมฉันแล้ว”
คำพูดของหลินเมิ้งหยาทำให้มุมปากของหลงเทียนอวี้กระตุกยิ้มเย็น
บังอาจจะทำร้ายชายาของเขา พวกมันไม่มีทางตายดีแน่!
“แม้ชิงหูจะบอกว่าแม้แต่พระองค์ก็คงไม่อาจปกป้องหม่อมฉันได้ แต่หม่อมฉันถูกเอารัดเอาเปรียบมากขนาดนี้ เช่นนั้นก็ควรทวงคืนดอกเบี้ยสักหน่อยมิใช่หรือเพคะ?”
ดวงตาของหลินเมิ้งหยาฉายแววเจ้าเล่ห์ แม้แต่หลงเทียนอวี้ยังอดหวั่นใจไม่ได้ว่าคนพวกนั้นจะต้องเผชิญหน้ากับหายนะอย่างแน่นอน
จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ของเขามักเจ้าคิดเจ้าแค้นเสมอ
“ได้”
เพียงหนึ่งคำสั้นๆ แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู
ขอเพียงให้นางมีความสุข ไม่ว่าสวรรค์หรือนรกเขาก็พร้อมจะไปกับนาง
บรรยากาศของคนกลุ่มนั้นแตกต่างจากทางฝั่งของหลินเมิ้งหยาโดยสิ้นเชิง เกรงว่าช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตของพวกเขาเสียด้วยซ้ำ
ทุกอย่างเป็นไปตามการคาดการณ์ของพวกหลินเมิ้งหยา พวกนางทั้งสี่ล้วนถูกสงสัยเป็นอันดับแรกว่าเป็นผู้ล่วงละเมิดเข้าไปในห้องศิลา
ทว่าพวกเขาทั้งสี่กลับมีท่าทางเป็นปกติ เมื่อถึงเวลากินก็กิน เมื่อถึงเวลาดื่มก็ดื่ม แม้พวกคนเหล่านั้นจะมิอาจทำใจเชื่อ แต่สุดท้ายก็มิกล้าเข้ามาตรวจสอบ ดังนั้นจึงทำได้เพียงผลั กความสงสัยเหล่านั้นไปไว้ที่ผู้อื่น
แน่นอนว่าคนเหล่านี้ย่อมปฏิบัติต่อผู้อื่นโดยไร้ความเกรงใจ
แม้จะเป็นเวลาพลบค่ำแล้ว แต่ก็ยังมีเสียงเอะอะเกิดขึ้น
พวกหลินเมิ้งหยามิอาจออกไปข้างนอกได้ ดังนั้นจึงมีเพียงอวี้อันเท่านั้นที่พอจะออกไปสืบข่าวกลับมาได้
เวลาเพียงไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะแอบกระซิบรายงานเรื่องทั้งหมด
“จวิ้นจู่ไม่รู้หรอกว่าข้างนอกนั้นเกิดเรื่องใหญ่ขนาดไหน หนานรุ่ยและสองพี่น้องสกุลตวนมู่ประกาศว่าเมื่อคืนมีคนบุกเข้าไปในห้องโอสถเพราะคิดจะก่อความวุ่นวาย ดังนั้นพวกเขาจึงตรวจส สอบทุกคน แต่ใครจะรู้เล่าว่าลูกศิษย์สองคนของผู้อาวุโสเฉียนจะหายไป ดังนั้นพวกผู้อาวุโสจึงทะเลาะกันใหญ่โต ผู้อาวุโสเฉียนไม่ยอมรับ ซ้ำยังบอกว่าหนานรุ่ยและสองพี่น้องสกุลตวนมู่ ใส่ร้ายเขา พวกลูกศิษย์ทั้งสองจะต้องถูกหลอกอย่างแน่นอน พระองค์น่าจะได้เห็นภาพพวกผู้อาวุโสที่มีอายุรวมกันราวสองร้อยปีเหล่านั้นทะเลาะกันเหมือนพวกผอจื่อในตลาดพ่ะย่ะค่ะ”
อวี้อันแอบหัวเราะ แม้จะรู้สึกขำขัน แต่น้ำเสียงก็เจือไว้ซึ่งความมุ่งร้าย
ดูเหมือนนอกจากฉางเทียนหัวแล้ว คนอื่นๆ ล้วนรู้เรื่องเมื่อคืนดี
เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ทำเรื่องนี้ แล้วไหนจะสองลูกศิษย์ที่บังเอิญหายไปนั่นอีก?
เลื่อนสายตาฉงนสงสัยไปทางจั่วชิวอวี้และหลงเทียนอวี้
แต่กลับพบว่าพวกเขาเองก็กำลังงุนงงเช่นเดียวกัน
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยักยิ้มออกมา
“เป็นอะไรไป? เจ้ารู้หรือว่าฝีมือใคร?”
เลิกคิ้วขึ้นสูง หลงเทียนอวี้มองหญิงสาวที่กำลังยิ้มร่าเหมือนลูกแมว
“นอกจากชิงหูแล้วจะยังมีใครอีกเล่า เขารู้จักนิสัยของหม่อมฉันดี หม่อมฉันเป็นคนจำพวกมิยอมเสียเปรียบใครอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ ตอนแรกหม่อมฉันก็คิดจะท ทำเช่นนี้ แต่ใครจะรู้ว่าเจ้าหมอนั่นจะชิงลงมือก่อน”
ขณะที่หลินเมิ้งหยากำลังฝึกเขียนอยู่นั้น อวี้อันก็บังเอิญกลับมาพอดี ดังนั้นเมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวดู นางจึงเข้าใจขึ้นมา
“ชิงหู? เจ้านายแห่งเถาฮวาอู๋คนนั้นน่ะหรือ? เปี่ยวเม่ยเอ๋ย เหตุใดเจ้าจึงมีแต่คนมีความสามารถอยู่รอบกายเล่า?”
เมื่อพูดถึงชิงหูขึ้นมา หลงเทียนอวี้ย่อมคุ้นเคยเป็นอย่างดี ผิดกับจั่วชิวอวี้ที่มีสีหน้าตื่นตะลึง เขาไม่เคยรู้จักชิงหูมาก่อน มากสุดก็เพียงแค่ได้ยินเรื่องเล่าของบุรุษลึกลับ คนนี้เท่านั้น
คิดไม่ถึงเลยว่าหอป๋ายเฉาที่เขาพยายามอย่างยากลำบากกว่าจะเข้ามาได้เปรียบดั่งพรมแดนไร้สิ่งขวางกั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าชิงหู
“เขาน่ะเหรอ แน่นอนว่าเขาเป็นคนมีความสามารถ แต่มีความสามารถในการหาเรื่องยุ่งเสียมากกว่า หากภายภาคหน้ามีโอกาส เช่นนั้นข้าจะแนะนำเขาให้พวกเจ้ารู้จัก”
หลงเทียนอวี้เลิกคิ้วขึ้นสูง ดวงตาฉายแววอำมหิต
คนอื่นอาจมองไม่ออก แต่เขาสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่าเมื่อหลินเมิ้งหยาเอ่ยถึงชิงหู นางมีท่าทีสนิทชิดเชื้อกับเจ้าจิ้งจอกนั่นมากน้อยเพียงไหน
แม้เขาจะรู้ว่าหลินเมิ้งหยาเห็นชิงหูเป็นเพียงพี่ชาย ยิ่งไปกว่านั้นชิงหูยังไม่คิดจะแย่งชิงหลินเมิ้งหยาไป
แต่เขาเองก็เป็นบุรุษ ไม่ว่าชิงหูจะพยายามปกปิดมากสักเพียงไหน แต่เขาก็ยังรับรู้ได้ว่าชิงหูมีความรักต่อหลินเมิ้งหยา
ทั้งที่รู้ว่าหลินเมิ้งหยาไม่มีทางเปลี่ยนใจไปจากเขา แต่คนที่ไม่เคยมีความรักมาก่อนอย่างหลงเทียนอวี้ย่อมรู้สึกอิจฉา
เขาหึงแล้ว!
“ได้เลย ได้เลย ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงเขามานานแล้ว คนผู้นี้น่าพิศวงยิ่งนัก….”
จั่วชิวอวี้ที่กำลังเอียงศีรษะพลันสังเกตเห็นดวงตาเย็นชาคู่นั้น
โอ้ ดูเหมือนถึงเวลาที่เขาต้องไปแล้ว
“เปี่ยวเม่ย คืนนี้ดึกมากแล้ว ข้าไม่อยากรบกวนเจ้า อวี้อัน พวกเรากลับไปพักผ่อนกันเถิด”
พูดจบ เขารีบลากอวี้อันสาวเท้ายาวๆ ออกจากห้องของพวกหลินเมิ้งหยา
“คนผู้นี้แปลกยิ่งนัก”
หลินเมิ้งหยามองไม่เห็นสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งของหลงเทียนอวี้
มองตามหลังจั่วชิวอวี้ ก่อนจะก้มหน้าเขียนตัวอักษรต่อ
จะว่าไปก็แปลก แม้นางจะเรียนจบมาค่อนข้างสูง แต่ลายมือของหมอนั้น….อืม คนสมัยปัจจุบันคงเข้าใจดีว่าเป็นอย่างไร
พวกเขาล้วนเขียนตัวอักษรได้อย่างงดงามดั่งหงส์ร่อนมังกรรำ ผิดกับนางที่เขียนเหมือนสุนัขเขี่ยก็มิปาน
นางรับปากจั่วชิวอวี้และฉางเทียนหัวแล้วว่าจะเขียนตำราชิงเจิงผู่ออกมา หากนางต้องนั่งพูดให้พวกเขาเขียนแล้วล่ะก็ เกรงว่าจะเสียเวลาไม่น้อย
ถึงอย่างไรช่วงนี้นางก็ไม่มีอะไรทำ เช่นนั้นทำใจให้สงบแล้วฝึกเขียนตัวอักษรมิดีกว่าหรือ
เพียงแต่การเขียนด้วยพู่กันนั้นยากกว่าการเขียนด้วยปากกาเป็นหลายร้อยเท่า
เวลาหนึ่งคืนเต็มแต่นางกลับเขียนได้เพียงเล็กใหญ่บนล่างเท่านั้น
เริ่มแรกตัวอักษรเอนเอียงโค้งงอไม่สวยงาม แต่ตอนนี้ก็พอจะไปวัดไปวาได้บ้างแล้ว แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคืออาการปวดแขนเจียนตาย
โชคดีที่มือขวากลับมามีความรู้สึกเหมือนก่อนแล้ว ดังนั้นการฝึกของนางจึงเป็นไปในทิศทางที่ดี
ทว่าเมือได้เห็นตัวอักษรของหลงเทียนอวี้และจั่วชิวอวี้แล้ว หลินเมิ้งหยารู้สึกอยากจะหาหนูมาแทะตัวอักษรของตนเองยิ่งนัก