ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 18 บทที่ 538 พลิกลิ้นไร้เยื่อใย
“คือ…แน่นอนว่าพวกข้าจำต้องมอบคำอธิบายให้แก่จวิ้นจู่ เพียงแต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับตู้จ่งซับซ้อนยิ่งนัก หวังว่าจวิ้นจู่จะให้เวลาข้าอีกสักระยะหนึ่งเพื่อตรวจสอบต้นสายปลายเหตุ ”
หนานรุ่ยหลบสายตา ซ้ำยังคิดจะหาข้ออ้างเพื่อยืดเยื้อเรื่องนี้ต่อไป
น่าเสียดาย หลินเมิ้งหยาอ่านใจพวกเขาออกหมดแล้ว ดังนั้นนางจึงคิดบีบคั้นพวกเขา
“อธิบาย? ได้สิ เช่นนั้นข้าจะเขียนฎีกาขอให้ฮ่องเต้เป็นผู้ตัดสินเรื่องนี้ด้วยพระองค์เองเพื่อป้องกันมิให้พวกข้าถูกใส่ร้าย ผู้อาวุโสหนาน ท่านคงไม่ห้ามแม้กระทั่งเรื่องนี้หรอกกร ระมัง? นอกเสียจากท่านจะคิดว่าฮ่องเต้ไม่มีสิทธิ์ตัดสินเรื่องนี้!”
วาจาคมกริบดุจใบมีดทิ่มแทงใจอีกฝ่าย
ไม่บ่อยนักที่นางจะแสดงท่าทางเย่อหยิ่งน่าหวั่นคร้ามเช่นนี้ ดังนั้นในเวลานี้แม้แต่หนานรุ่ยก็ไม่รู้ว่าควรจะตอบนางเช่นไร
“พวกเราได้รับพระราชโองการจากฮ่องเต้ให้เดินทางมายังหอป๋ายเฉา แต่ใครจะรู้เล่าว่าพวกข้าล้วนถูกขังอยู่ที่นี่ เหตุที่ก่อนหน้านี้ข้าไม่ว่ากระไรก็เพราะเรื่องการตายอย่างมีเงื่อ อนงำของตู้จ่ง ข้ากับจวิ้นอ๋องไม่อยากให้ใครสงสัยจึงยอมนิ่งเฉย แต่พวกเจ้ากลับมองว่าพวกข้าเป็นผู้กระทำความผิดจริงโดยไม่คิดไว้หน้าพวกข้าเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว!”
แม้หลินเมิ้งหยาจะมิได้ระบุอย่างชัดเจน แต่ทุกคนล้วนรู้ดีว่านางพูดถึงค่ำคืนที่มีคนเข้ามาขโมยของออกไป
แม้พวกเขาจะลอบลงมือกันอย่างลับๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นฝ่ายโชคร้ายเสียเอง แต่ถึงกระนั้นทั้งสองฝ่ายก็ล้วนรู้ดีว่าเคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
นางพยายามอดกลั้นอยู่หลายวัน ตอนแรกอีกฝ่ายคิดว่านางไม่อยากเอะอะไป แต่ใครจะรู้ว่านางจะหยิบยกเรื่องนี้มาพูดในเวลานี้
ดังนั้นนอกจากฉางเทียนหัวแล้ว ผู้อาวุโสที่เหลือทั้งสี่ล้วนรู้สึกหน้าชา
“จวิ้นจู่รับสั่งเรื่องอะไรอยู่หรือ? แม้พวกเราจะขอความร่วมมือกับจวิ้นจู่ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ลืมเรื่องมารยาทเลยแม้แต่น้อย เกรงว่าจวิ้นจู่จะเข้าใจผิดแล้ว”
ตวนมู่หยางออกมาแก้สถานการณ์ หลินเมิ้งหยาสบถในลำคอ ก่อนจะชี้นิ้วไปทางลูกศิษย์ทั้งสองที่นอนหมดสติอยู่กับพื้น
“ทุกคนล้วนเห็นกับตาของตัวเองว่าตู้จ่งตายเช่นไร เกรงว่าพวกเจ้าไม่มีหลักฐานด้วยซ้ำว่าพวกข้าเป็นผู้ลงมือ หากเจ้ามีหลักฐาน เช่นนั้นจงนำออกมาตอนนี้เถิด ข้าจะยอมจำนนแต่โดยดี แต ต่ลองไตร่ตรองสถานการณ์ในเวลานี้ให้ดีเสียก่อน พวกเจ้าส่งคนมาเฝ้าพวกข้าทั้งวันทั้งคืน ซ้ำยังมิให้ข้าก้าวเท้าออกจากที่นี่แม้เพียงครึ่งก้าว บ้านเมืองมีขื่อมีแป ข้าขอถามหน่อยเถิดว ว่าพวกเราทำผิดกฎหมายข้อใดกระนั้นหรือ? พวกเจ้าคนใดในหอป๋ายเฉาเป็นคนของทางการกัน! พวกเจ้าบังอาจคุมขังจวิ้นอ๋องและจวิ้นจู่ รนหาที่ตายยิ่งนัก! ตอนนี้ท่านผู้อาวุโสสูงสุดมิได้อย ยู่ที่นี่ แต่ต่อให้อยู่เขาก็ต้องให้เกียรติจวิ้นอ๋องและเอ่ยสรรเสริญเสียด้วยซ้ำ แล้วพวกเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน!”
หลินเมิ้งหยาด่าตวาดพวกเขาในคราวเดียว ทว่าแต่ละคำที่เอื้อนเอ่ยล้วนมีเหตุผลทั้งสิ้น เดิมทีนางมักแสดงท่าทีมีมารยาทและฉลาดเฉลียว แต่ตอนนี้นางกลับทำให้พวกตาเฒ่าเหล่านี้พูดไม่อ ออก
แม้จะบ้าคลั่งแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความสุขุม
แม้แต่คนที่มีวาทศิลป์ล้ำเลิศอย่างตวนมู่หยางเองก็มิอาจโต้แย้ง
“ดูเหมือนจวิ้นจู่จะกำลังเถียงข้างๆ คูๆ อยู่ใช่หรือไม่? ลูกศิษย์ในหอป๋ายเฉาล้วนเป็นพยานได้ว่าตู้จ่งตายเพราะเซิ่นจวิ้นอ๋อง เหตุที่จวิ้นจู่รับสั่งเช่นนี้เพราะต้องการจะเพิกเฉยต่ อชีวิตบริสุทธิ์ที่ตายไปอย่างไม่เป็นธรรมใช่หรือไม่?”
เฉียนอวี้หมิงถูกโทสะเข้าครอบงำเพราะคำพูดของหลินเมิ้งหยา คาดว่าตลอดหลายปีมานี้คงไม่มีใครกล้าพูดจากับพวกเขาเช่นนี้
ทว่าทันทีที่เขาเอ่ยออกมา สายตาคมกริบเย็นชาดุจน้ำแข็งของหลินเมิ้งหยาก็จับจ้องไปที่เขา
เลิกคิ้วขึ้นสูง ก่อนจะปรายหางตาเย็นชาแกมดูแคลนไปให้อีกฝ่าย
“ท่านบอกว่าตู้จ่งตายเพราะญาติผู้พี่ของข้า? ดี ในเมื่อท่านผู้อาวุโสเฉียนมั่นใจถึงเพียงนี้แล้ว เช่นนั้นจงนำหลักฐานออกมา! หากผู้อาวุโสเฉียนมิอาจนำหลักฐานมาแสดงได้ นั่นเท่าก กับว่าการตายของตู้จ่งมิได้เกี่ยวข้องอันใดกับเซิ่นจวิ้นอ๋อง เช่นนั้นข้าจะเร่งถวายฎีกาถึงฮ่องเต้ให้ลงโทษท่านในข้อหาดูหมิ่นเบื้องสูง!”
ถ้อยคำของหลินเมิ้งหยาล้วนมีความชอบธรรมทั้งสิ้น ในขณะเดียวกันก็สามารถจับพิรุธของเฉียนอวี้หมิงได้อีกด้วย ดังนั้นสีหน้าของพวกตาเฒ่าเจ้าเล่ห์จึงขมขื่นไม่น่ามอง
หากเฉียนอวี้หมิงมิได้เอ่ยคำพูดเมื่อครู่คงไม่เป็นไร แต่ทว่าเขาได้ลั่นวาจาออกไปเสียแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงรู้แจ้งอยู่แก่ใจว่าหากไม่นำหลักฐานออกมา เกรงว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้คงมิ เอื้ออำนวยต่อพวกเขาแน่แล้ว
“ดูหมิ่นเบื้องสูง ข้อหานี้ร้ายแรงยิ่งนัก”
หลงเทียนอวี้ที่ไม่เคยเอ่ยคำใดหยุดยืนด้านหลังหลินเมิ้งหยา ดวงตาเรียวคมกริบเจือไว้ซึ่งความเย็นชา
“แม้ที่นี่จะเป็นเมืองหลินเทียน แต่ต้าจิ้นของข้าไม่เคยทำร้ายผู้บริสุทธิ์ หากพวกเจ้ายังไม่ให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลแก่ข้าแล้วล่ะก็ เช่นนั้นเปิ่นหวังขอใช้ฐานะองค์ชายแห่งต้า จิ้นเจรจาเรื่องนี้เป็นการส่วนตัวกับฮ่องเต้ของพวกเจ้า!”
พวกเขารู้อยู่แล้วว่าหลินเมิ้งหยามิใช่คนที่อาจยุ่มย่ามด้วยได้ แต่ดูเหมือนกว่าจะรู้เช่นเห็นชาติก็สายไปเสียแล้ว
เรื่องอื่นยังมิต้องพูดถึง ทว่าตอนนี้ไม่ว่าหลงเทียนอวี้หรือเด็กสาวผู้มีทั้งสัตว์พิษสมุนไพรพิษแห่งเมืองหลินเทียนล้วนจ้องพวกเขาอย่างไม่วางตา
ทั้งที่จำนวนคนของพวกเขามีมากกว่า แต่รังสีอำมหิตของพวกเขากลับกดดันพวกตนเองจนหมดสิ้น
ดูเหมือนคนที่เสียเปรียบจะเป็นพวกเขาเสียแล้ว
“จวิ้น...จวิ้นจู่ ที่นี่คือหอป๋ายเฉา ฉะนั้นย่อมแตกต่างจากที่อื่น จวิ้นจู่อย่าสร้างความลำบากใจให้พวกเราเลย”
ความคิดของตวนมู่หยางเปลี่ยนไปในทันใด
พวกเขาเบ่งอำนาจอยู่ในหอป๋ายเฉามานานหลายปีแล้ว ฉะนั้นเมื่อเจอตออย่างหลินเมิ้งหยา พวกเขาจึงทำอะไรไม่ถูก
“สร้างความลำบากใจ? หอป๋ายเฉาคือส่วนหนึ่งของเมืองหลินเทียน หรือพวกเจ้าคิดว่าหอป๋ายเฉาแห่งนี้สามารถลบหลู่เชื้อพระวงศ์ได้? ท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย ดูเหมือนพวกท่านจะบังอาจเกินไป แล้ว!”
ไม่ว่าหลินเมิ้งหยา อาซิ่ว หลงเทียนอวี้ หรือคนที่ไม่เคยส่งเสียงอย่างจั่วชิวอวี้และอวี้อันที่ยืนเฝ้าระวังตลอดเวลาล้วนแสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยวทั้งสิ้น
แม้หอป๋ายเฉาจะมีกลอุบายมากมายและมีผู้บริสุทธิ์ล้มตายเพราะคนเหล่านี้ แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็เป็นเพียงพวกบ้าอำนาจเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ตอนนี้พวกเขาพบว่าหลินเมิ้งหยากำลังจะเอาชีวิตของพวกเขาแล้ว!
“ผู้อาวุโสหนาน ผู้อาวุโสสกุลตวนมู่ทั้งสองและผู้อาวุโสเฉียน ในเมื่อพวกท่านมั่นใจว่าตู้จ่งตายเพราะเงื้อมมือของเซิ่นจวิ้นอ๋อง เช่นนั้นเชิญพวกท่านนำหลักฐานออกมาเถิด ข้าคิดว่า พวกท่านย่อมมีเหตุผลของตนเองจึงเอ่ยเช่นนี้ ไหนๆ ก็อยู่ด้วยกันที่นี่แล้ว อย่าได้เก็บงำหลักฐานเหล่านั้นเอาไว้เลย จงนำมันออกมาเถิด พวกเราทุกคนจะได้ไขข้อข้องใจเสียที”
มีเพียงฉางเทียนหัวเท่านั้นที่ไม่หวาดกลัวหลินเมิ้งหยา
มุมปากหยักยิ้มน้อยๆ ฉางเทียนหัวหันไปมองพรรคพวกทั้งสี่
เห็นได้ชัดว่าคำพูดของเขาเป็นการยั่วยุอีกฝ่าย
“เหล่าฉาง! อย่าคิดว่าเจ้าจะพูดจาเลอะเทอะได้เพียงเพราะมีคนหนุนหลังเจ้า!”
เฉียนอวี้หมิงรู้แจ้งอยู่แก่ใจว่าฉางเทียนหัวพุ่งเป้ามาที่ตนเอง
เหตุเพราะตอนนี้สายตาของหนานรุ่ยและสองพี่น้องสกุลตวนมู่กำลังมองมาที่เขาอย่างไม่พอใจนัก
เฉียนอวี้หมิงกัดฟัน ถือเสียว่าเขาได้เจอภัยร้ายแรงที่สุดในชีวิตนับตั้งแต่เกิดมาแล้ว
“ฮึ มีคนหนุนหลังข้าหรือไม่นั้นไม่สำคัญ แต่ไหนแต่ไรมาข้าเหล่าฉางมีหนึ่งพูดหนึ่ง มีสองพูดสอง พวกเรารู้จักกันมานานแล้ว ดังนั้นข้าย่อมรู้ดีว่าบางคนจิตใจอำมหิตถึงขั้นใช้คนเป็นด ดังใบมีดทำร้ายผู้อื่น”
ฉางเทียนหัวเอ่ยวาจาอ้อมค้อมชวนคิด ทั้งที่คำพูดนี้ย่อมหมายถึงเฉียนอวี้หมิง
สายตารังเกียจกวาดมองคนที่เหลืออีกสามคน
เฉียนอวี้หมิงย่อมรู้ดีว่าคนอื่นขุดหลุมพรางให้กับตนเอง ดังนั้นเขาจึงส่งตู้จ่งไปเป็นตัวตายตัวแทน
ดังนั้นความเกลียดชังระหว่างทั้งสี่จึงยิ่งลึกซึ้งมากขึ้น
ใบหน้าของฉางเทียนอวี้อยู่ในอารมณ์ผ่อนคลาย แม้เขาจะมีพวกจวิ้นจู่คอยหนุนหลัง ทว่าเขาก็มิได้เบ่งอำนาจแต่อย่างใด
ดังนั้นพวกผู้อาวุโสทั้งสี่จึงเริ่มตีกันเองแล้ว
มุมปากเหยียดยิ้มเย็น พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่าการโต้เถียงกันของพวกเขารังแต่จะเป็นหลักฐานผูกมัดพวกตนเอง
“ผู้อาวุโสทั้งหลาย ข้าเคารพพวกท่านในฐานะผู้อาวุโส ดังนั้นข้าจึงเชื่อพวกท่านอยู่หลายส่วน ไฉนเลยพวกท่านมิได้ใส่ใจตามหาความจริง แต่กลับกดดันพวกข้ากันเล่า? ยิ่งไปกว่านั้นยังป ป้ายความผิดให้กับพวกข้าเสียอีก! หากวันนี้พวกท่านไม่ให้คำตอบที่น่าพึงพอใจแก่พวกข้าแล้วล่ะก็ เช่นนั้นข้าจะไม่ละเว้นพวกท่านอีกต่อไป!”
หลินเมิ้งหยายืนกรานเสียงแข็ง บรรยากาศในเวลานี้จึงคุกรุ่นขึ้นมา
พวกลูกศิษย์ต่างหวั่นเกรงรังสีอำมหิตของพวกหลินเมิ้งหยา แต่เพราะที่นี่มีคนของตัวเองยืนอยู่ค่อนข้างมาก ดังนั้นแม้จะไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย ทว่าพวกเขาก็ยังรวบรวมความกล้ายืนนิ่งอ อยู่ที่เดิม
หลินเมิ้งหยากวาดตามองพวกเขาทีละคน แต่กลับไม่มีใครกล้าสบตานาง
ฮึ ก็แค่พวกคนขี้ขลาด หลินเมิ้งหยาดูแคลนพวกเขาในใจ ใบหน้ายิ่งเย็นชาขึ้นกว่าเดิม
“เจ้า! เจ้าบังอาจใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น! เข้ามา จับตัวพวกเขาไป!”
เฉียนอวี้หมิงโกรธเกรี้ยวจนสิ้นสติ ยิ่งถูกฉางเทียนหัวยั่วยุดูแคลน ซ้ำผู้อาวุโสอีกสามคนยังทิ้งเขาไว้เบื้องหลัง ดังนั้นเขาจึงคิดจะจับตัวพวกหลินเมิ้งหยาเอาไว้ เหตุเพราะตอนนี้ไ ไม่มีใครคิดห้ามอยู่แล้ว
โทสะเอ่อล้นจนมิอาจระงับ ลูกน้องของเฉียนอวี้หมิงและเหล่าลูกศิษย์ของสกุลตนเองต่างกรูกันขึ้นไปข้างหน้าเพราะหมายมั่นจะจับตัวพวกหลินเมิ้งหยา
หนานรุ่ยและตวนมู่หยางล้วนมีใจคิดเห็นเช่นเดียวกับอีกฝ่าย ดังนั้นจึงมิได้ร้องห้าม
พวกเขาทำเพียงยืนมองจากด้านข้าง
หลินเมิ้งหยาแค่นหัวเราะเสียงเย็นในใจ ดูเถิด ตอนนี้พวกเขาปกปิดความอำมหิตในหัวใจเอาไว้ไม่อยู่แล้ว
หลงเทียนอวี้ขยับขึ้นมาข้างหน้าเพื่อปกป้องหลินเมิ้งหยา ร่างกายตื่นตัวสุดขีด หากใครกล้าแตะต้องหลินเมิ้งหยาแล้วล่ะก็ เช่นนั้นเขาจะส่งคนเหล่านั้นลงนรกโดยมิให้พวกเขาเข้าใกล้ห หลินเมิ้งหยาได้แม้เพียงครึ่งก้าว
“เฉียนอวี้หมิง เจ้าบังอาจยิ่งนัก วันนี้สกุลเฉียนของเจ้าจะต้องถูกทำลาย!”
ลูกศิษย์สกุลเฉียนเข้ามาล้อมพวกหลินเมิ้งหยามากขึ้น
ดวงตาหลินเมิ้งหยาฉายแววเย็นชา ทว่าคำพูดของนางกลับกลายเป็นเพียงเรื่องขำขันของพวกเขา
“จวิ้นจู่แล้วอย่างไร เจ้าไม่มีอำนาจใดในหอป๋ายเฉาแห่งนี้! เจ้าก็เป็นเพียงนางเด็กหลอกลวงคลุ้มคลั่งเท่านั้น ลงมือ!”