ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 18 บทที่ 539 หาคนไม่พบ
สีหน้าเฉียนอวี้หมิงเย็นชา ทันทีที่สิ้นเสียงของเขา เหล่าลูกศิษย์ไร้สมองต่างกรูกันเข้ามา
“เฉียนอวี้หมิง! เจ้าจะก่อกบฏอย่างนั้นหรือ!”
ฉางเทียนหัวเป็นคนแรกและเพียงคนเดียวที่ออกมาห้าม
คาดว่าแม้แต่เขาเองก็นึกไม่ถึงว่าเฉียนอวี้หมิงจะทำเช่นนี้
“เหล่าฉาง เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถิด เข้ามา จงพาเหล่าฉางกลับไป”
มองสีหน้าเปี่ยมโทสะของฉางเทียนหัว ร่องรอยของความสะใจถูกวาดในแววตาของหนานรุ่ย
เมื่อครู่เขาไม่คิดห้ามการกระทำของเฉียนอวี้หมิง ทว่าตอนนี้กลับร้องห้ามฉางเทียนหัว
ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่แน่นอนว่าฉางเทียนหัวไม่ยินยอมจากไป
ทว่าเพียงหนานรุ่ยโบกมือ ลูกศิษย์ของเขาและตวนมู่หยางก็พุ่งเข้ามาจับกุมตัวฉางเทียนหัว
“พวกเจ้าทำอะไร! หยุดเดี๋ยวนี้! หยุด!”
สีหน้าฉางเทียนหัวเปลี่ยนไป เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ยังเอาตัวไม่รอด
ทั้งสองฝ่ายตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย แต่หลินเมิ้งหยารู้ดีว่าพวกเขาไม่มีทางทำอะไรฉางเทียนหัว
เพียงแค่ไม่มีทางปล่อยให้เขามีโอกาสออกไปรายงานเรื่องนี้กับเฉินเปี่ยวเกอเท่านั้น
หรือวันนี้จะต้องเกิดการนองเลือดขึ้นแล้วจริงๆ?
“วางใจเถิด เจ้าไม่มีทางตกอยู่ในอันตราย”
หลงเทียนอวี้ปลอบโยนหลินเมิ้งหยา หากมีเขาอยู่ คนเหล่านี้ไม่มีทางแตะต้องตัวชายาของเขาได้
“ระงับโทสะก่อนเถิดเพคะ มิเช่นนั้นร่างกายของพระองค์……..”
หลินเมิ้งหยากระซิบเสียงเบา ความกังวลเกิดขึ้นในใจอยู่หลายส่วน
แต่ไหนแต่ไรมาบุรุษผู้นี้มิเคยกังวลเรื่องความปลอดภัยของตนเองเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะในสถานการณ์เช่นนี้ เมื่อเขาต้องถูกข่มขู่และปกป้องนาง แค่นี้ก็ทำให้เขาเหนื่อยมากแล้ว
วงล้อมค่อยๆ ถูกบีบให้เล็กลง ทางฝั่งของฉางเทียนหัวกำลังโรมรันตะลุมบอนกันแล้ว
หลินเมิ้งหยาจับชายเสื้อของหลงเทียนอวี้ จากนั้นจึงส่งสัญญาณผ่านทางสายตาให้อาซิ่ว
ในเมื่ออีกฝ่ายพลิกลิ้นแล้ว เช่นนั้นอย่ามาโทษนางก็แล้วกัน!
ร่องรอยของความอำมหิตถูกวาดขึ้นในดวงตา หันไปสบตากับอาซิ่วที่กำลังมองตนเองอย่างคาดหวัง
“ลงมือ!”
หลินเมิ้งหยาตะโกนกร้าว อีกฝ่ายเห็นดังนั้นจึงกระโดดเข้ามาทางด้านหน้า
ราวกับจุดพลุให้สัญญาณ ทั้งสองฝ่ายเตรียมปะทะกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
แต่ใครจะรู้ว่าเสียง “ฉึก” จะดังขึ้น จากนั้นดาบสีเงินเล่มยาวถูกโยนปักลงพื้นต่อหน้าคนเหล่านั้น
ดาบสั่นไหวเล็กน้อย ทว่าความคมของดาบทำให้ทุกคนต่างกลืนน้ำลายลงคออย่างอดไม่ได้
ปลายดาบมิได้แทงลงบนพื้นดิน แต่กลับแทงอยู่บนพื้นหินแข็งแกร่ง
“ใครบังอาจแตะต้องจวิ้นจู่และจวิ้นอ๋อง จงฆ่าให้หมด”
เสียงเยียบเย็นอำมหิตพลันดังขึ้น ทุกคนล้วนรู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ เหตุเพราะกลัวว่าดาบเล่มนั้นจะเปลี่ยนทิศมาที่ศีรษะของตนเอง
ร่างในชุดสีเทาหม่นปรากฏตัวออกมาทางด้านหลังทุกคน
หลินเมิ้งหยาหันหน้ามองทางต้นเสียง ก่อนจะได้เห็นร่างที่คุ้นเคยของหลิวซวน
ด้านหลังของเขาคือทหารองครักษ์มากกว่าร้อยคน
มุมปากยกขึ้น ทหารเหล่านี้ล้วนเป็นไพ่ตายของนาง
“ผู้อาวุโสเฉียน ท่านจะจับข้ามิใช่หรือ?”
ขณะเดียวกัน อย่าว่าแต่เฉียนอวี้หมิงเลย แม้แต่หนานรุ่ยและสองพี่น้องสกุลตวนต่างอึ้งงัน
“พวกเจ้าก็เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? ย่ำยีราชวงศ์ ดูหมิ่นเบื้องสูง สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องโทษประหารเก้าชั่วโคตร ในเมื่อพวกเจ้ากล้าทำ เช่นนั้นก็ต้องกล้ารับผลที่ตามมาด้วย”
ดวงตาเรียวยาวคมกริบของหลินเมิ้งหยากวาดมองพวกเขาทีละคน
หลิวซวนที่อยู่ไม่ไกลเดินเข้ามาหยิบดาบของตนเอง
สายตาของเขาราวกับเพชฌฆาตที่พร้อมจะเชือด
สีหน้าของพวกหนานรุ่ยจึงซีดเผือด
“คือ…ล้วนเข้าใจผิดกันทั้งสิ้น ผู้อาวุโสเฉียนเลอะเลือนไปแล้ว พวกเรา…พวกเราก็แค่….”
ตวนมู่หยางคิดแก้ต่างให้กับตนเอง ทว่าหลิวซวนกลับปรากฏตัวในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะเกินไป
ใช่แล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงโยนความผิดให้กับเฉียนอวี้หมิง แต่ถึงกระนั้นพวกหนานรุ่ยและสองพี่น้องสกุลตวนมู่ก็หาได้บริสุทธิ์ดั่งปากว่าไม่
“พวกเจ้าก็แค่คิดจะยืมมีดฆ่าคนเท่านั้น ผู้อาวุโสตวนมู่ เดิมทีข้าเคารพพวกท่านและไม่เคยเห็นพวกท่านเป็นศัตรู แต่วันนี้พวกท่านทำผิดมหันต์ แม้พวกท่านจะเบ่งอำนาจในหอป๋ายเฉาจน นเคยชินแล้ว แต่อย่าลืมว่าที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของเมืองหลินเทียน ไม่มีใครมีอำนาจเกินฮ่องเต้!”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยเสียงราบเรียบมิดังจนเกินไป แต่ถึงกระนั้นทุกคนก็ได้ยินอย่างชัดเจน
ร่างของหนานรุ่ยและพวกสองพี่น้องสกุลตวนมู่สั่นเทิ้ม
“เฮ้อ พวกข้าแก่มากแล้วจริงๆ จวิ้นจู่รับสั่งถูกแล้ว พวกเราลุ่มหลงมัวเมาจนเกินไป”
คิดไม่ถึงเลยว่าตวนมู่หยินจะเป็นผู้ยอมรับผิดคนแรก
หลินเมิ้งหยาปรายตามองเขา เดิมทีนางได้ยินมาว่าตวนมู่หยินโหดเหี้ยมกว่าพี่น้องของเขามาก
เหตุใดคราวนี้จึง….
“แต่จวิ้นจู่คิดหรือว่าเมืองหลินเทียนแห่งนี้เป็นของพวกเขาสกุลจั่ว? วะฮ่าฮ่า เด็กน้อยผู้นี้ไร้เดียงสายิ่งนัก”
ผลปรากฏว่าตวนมู่หยินหันมาจ้องหน้าหลินเมิ้งหยาด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
“แม้จะใช่ แต่พวกเจ้าจับพวกข้าขังเอาไว้แล้วอย่างไรเล่า? มีคนมากมายในเมืองหลินเทียนต้องการช่วยพวกข้าออกไป หากพวกเจ้าฆ่าพวกข้า เช่นนั้นเท่ากับว่าพวกเจ้าทำผิดต่อเมืองหลินเทีย ยนแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นไม่รู้ว่าจะต้องมีอีกสักกี่คนต้องตายเพราะพวกข้า ข้าวางแผนมาเกือบค่อนชีวิตแล้ว คิดหรือว่าเด็กอย่างเจ้าจะทำลายลงได้!”
ตวนมู่หยินคลุ้มคลั่งแล้ว หลินเมิ้งหยารู้สึกเสียดายเล็กน้อย
“ข้ารู้ว่าไพ่ตายของพวกเจ้าคือสิ่งใด แต่เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าไม่มียาถอนพิษยาเซินเซียนซ่าน? อายุก็ปูนนี้แล้วแท้ๆ คิดไม่ถึงเลยว่าจะไร้เดียงสาได้ถึงเพียงนี้ เข้ามา เอาตัวพวกเ เขาไปขัง จริงสิ ตวนมู่หยิน ข้าคงต้องพาญาติผู้พี่ของข้าไปขอบคุณเจ้าสักหนหนึ่งแล้ว”
รอยยิ้มของหลินเมิ้งหยาทำลายความคลุ้มคลั่งของตาเฒ่าเจ้าเล่ห์จนหมดสิ้น
ไม่เพียงแต่ตวนมู่หยิน แม้แต่หนานรุ่ยและตวนมู่หยางต่างก็คิดไม่ถึงว่าหลินเมิ้งหยาจะล่วงรู้แผนการลับของพวกเขา
หลินเมิ้งหยาเสียเวลาเอื้อนเอ่ยไร้สาระกับพวกเขา ดังนั้นจึงสั่งให้หลิวซวนคุมตัวพวกเขาออกไป ก่อนที่นางจะพาคนของตนเองมาหาฉางเทียนหัว
“ผู้อาวุโสฉาง ท่านรู้หรือไม่ว่าหอป๋ายเฉาแห่งนี้มีสถานที่ลับซ่อนอยู่หรือไม่ เป็นสถานที่ที่แม้แต่พวกเขาทั้งสามก็ไม่สามารถเข้าไปได้”
แม้ฉางเทียนหัวจะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็พยายามครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย
“มีพ่ะย่ะค่ะ ป่าในลานด้านหลังมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่อนุญาตให้ลูกศิษย์เข้าไปได้ ข้าได้ยินมาว่ามีหลายครั้งที่พวกเขาทั้งสามแอบเข้าไป บางทีของที่พวกท่านตามหาอาจอยู่ที่นั่น”
ฉางเทียนหัวเป็นผู้นำทาง หลิวซวนจึงพาลูกน้องติดตามไปยังลานด้านหลังหอป๋ายเฉาด้วย
ทว่านอกจากหลินเมิ้งหยาและหลิวซวนแล้ว ทุกคนล้วนถูกสั่งให้อยู่กับที่
แต่พวกเขาล้วนเชื่อใจหลินเมิ้งหยา ดังนั้นจึงมิได้ถามสิ่งใด
ป่าแห่งนี้รกชัฏ คาดว่าอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปีแล้ว
พวกเขาเดินเข้าไปภายใน หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง หลินเมิ้งหยาจึงได้กลิ่นผิดปกติบางอย่าง
“มีอะไรบางอย่าง ทุกคนระวังตัวด้วย”
แม้นางจะไม่บอก แต่ทุกคนก็ระมัดระวังตัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
เมื่อเดินขึ้นไปข้างหน้าอีกพักใหญ่ คฤหาสน์หลังเล็กพลันปรากฏเบื้องหน้าพวกเขา
“ที่นี่คือ…พี่สาวจวิ้นจู่ แมลงพิษของข้าสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง”
อาซิ่วกระซิบ จากนั้นจึงพลิกฝ่ามือ แมงป่องสีม่วงปรากฏอยู่บนฝ่ามือของนาง
แม้หลินเมิ้งหยาจะไม่เข้าใจ แต่นางรับรู้ได้ว่าแมงป่องตัวนี้ตื่นตัวกว่าเมื่อครู่มาก
“ดูเหมือนจะมาถูกที่แล้ว”
หลิวซวนพาคนของตนเองเข้าไปล้อมคฤหาสน์หลังนั้นเอาไว้
เขาส่งสัญญาณให้ทหารองครักษ์ทั้งหมดซุ่มดูเหตุการณ์ ก่อนจะสั่งให้ทหารองครักษ์สองคนกระโดดข้ามกำแพงเข้าไป
ไม่นานทหารทั้งสองก็กลับมา ขณะเดียวกันประตูใหญ่ก็ถูกเปิดออกเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน
“รายงานใต้เท้า ไม่พบเบาะแสใดทั้งสิ้น พวกเขาหนีไปหมดแล้วขอรับ”
อะไรนะ? หลินเมิ้งหยาแทบไม่อยากจะเชื่อ
พวกเขาถูกลอบโจมตีกะทันหัน แม้ว่าหลินเมิ้งหยาจะเดาเอาไว้แล้วว่าเฉินเปี่ยวเกอจะส่งคนมาช่วยนาง
แต่เพื่อเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ นางและหลิวซวนจึงมิได้ติดต่อกันอีก
ทั้งที่ถูกโจมตีโดยไม่รู้ตัว แต่อีกฝ่ายกลับหนีไปได้อย่างไร้ร่องรอย
เช่นนั้นจะไม่ให้นางมีโทสะได้อย่างไร
“ข้าจะเข้าไปดู”
ขณะเดียวกันนางรู้สึกโกรธเป็นอย่างยิ่ง นี่หรือว่าคนเหล่านี้จะมีญาณวิเศษ?
หลินเมิ้งหยาไม่เชื่อคำรายงาน ดังนั้นจึงสาวเท้าเข้าไปภายใน
กลิ่นหอมหวานชวนลุ่มหลงของยาเซินเซียนซ่านลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ทว่าคฤหาสน์หลังนี้แม้จะถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบและสะอาดสะอ้านแล้ว ทว่าบนโต๊ะหินกลับมีชาร้อนวางอยู่
นี่มัน…พวกเขากำลังยั่วยุหลินเมิ้งหยา!
“หา จงหาทุกซอกทุกมุม”
หลินซวนออกคำสั่ง พวกทหารจึงกระจายตัวออกไปเพื่อออกค้นหา
“ไม่ต้องหาแล้ว พวกเขาหนีไปแล้ว คาดว่าคงหนีไปตั้งแต่เมื่อสองวันก่อน ชาถ้วยนี้เพียงแค่ต้องการยั่วอารมณ์ข้าเท่านั้น”
กลิ่นยาเซินเซียนซ่านฟุ้งกระจายมากเกินไป แม้ชาถ้วยนี้จะยังร้อน แต่โต๊ะหินกลับมีฝุ่นเกาะ
ที่นี่เป็นป่าลึกลับ ซ้ำยังอยู่ไกลจากพวกลูกศิษย์แห่งหอป๋ายเฉา
คนที่กล้ามาชงชาทิ้งไว้จะต้องเป็นยอดฝีมืออย่างแน่นอน
ไม่มีทางเลยที่จะลากตัวคนผู้นี้ออกมา
ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่อาจจับตัวพวกลูกศิษย์ในหอป๋ายเฉามาไต่สวนทีละคนได้
หลังจากระบายโทสะไปแล้ว หลินเมิ้งหยาจึงกลับมาสงบนิ่งดั่งเดิม
ยกถ้วยชาขึ้นจิบคำหนึ่ง บางทีในสายตาของอีกฝ่าย นางอาจเป็นเพียงลูกหมาลูกแมวน่ารำคาญเท่านั้น
แต่นางจะทำให้พวกเขาได้รู้ว่าตนเองมีดีเช่นไร สักวันหนึ่งนางจะกลายเป็นก้างขวางคอพวกเขา
“แม้พวกเขาจะไปแล้ว แต่พวกเรายังมีพวกหนานรุ่ยมิใช่หรือ? เปี่ยวเม่ย ได้ยินมาว่าเจ้ามีวิธีไต่สวนนักโทษที่น่าพรั่นพรึงยิ่งนัก เช่นนั้นแสดงให้พวกข้าได้เห็นเป็นบุญตาสักคราเถิด”
จั่วชิวอวี้แสร้งหยักยิ้มหัวเราะคิกคัก อันที่จริงเขาเองก็รู้สึกขุ่นมัวไม่น้อยไปกว่าหลินเมิ้งหยา
“ใช่แล้ว ยังมีพวกเขาทั้งสี่มิใช่หรือ? ไปเถิด พวกเรากลับไปไต่สวนพวกเขากัน ข้าจะทำให้พวกเขาคายความลับออกมาให้หมด!”
เพล้ง หลินเมิ้งหยาปาแก้วลงพื้นจนแหลกละเอียด