ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 549 หยั่งเชิง
ฝีเท้าหยุดชะงัก แขนขาอ่อนแรงลงอย่างมิทันตั้งตัว
หากมิใช่เพราะพยายามหยัดยืนไม่ให้ทรุดกายลงแล้วล่ะก็ ป่านนี้เขาคงร่วงลงไปกองกับพื้นแล้ว
ดวงตาสีดำขลับฉายแววกังวลเป็นครั้งแรก
แต่ชั่วเวลาเพียงพริบตาเขาก็ตระหนักได้ว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของหญิงสาวคนนั้น
“อยากรู้หรือ ?ข้าไม่มีวันบอกเจ้าหรอก เจ้าผีน้อย จงจำเอาไว้ให้ดี เจ้าจะต้องมีมารยาทต่อพี่สาวจวิ้นจู่ของข้า มิเช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าทรมานเจียนตาย”
อาซิ่วที่ได้รับชัยชนะอย่างหมดจดในการปะทะกันครั้งแรกรู้สึกดีขึ้นมาก
นับตั้งแต่ตอนที่พวกนางมาถึงที่นี่ นางต้องยับยั้งชั่งใจในการเดินแต่ละก้าว พี่สาวจวิ้นจู่ยังคงแสดงท่าทีเป็นปกติ แต่นางที่ถูกรังแกรู้สึกขุ่นข้องหมองใจอยู่ไม่น้อย
ฉะนั้นเมื่อได้สั่งสอนเจ้าเด็กโอหังนี่ นางจึงรู้สึกราวกับได้ระบายความอัดอั้นตันใจออกไปบ้าง
สุนัขทุกตัวล้วนต้องทำตามคำสั่งเจ้าของ การที่นางตีสุนัขบ้าเช่นนี้ก็มิต่างอันใดจากการทำร้ายเจ้านายของเขา
หลินเมิ้งหยามิได้ร้องห้ามอาซิ่ว เหตุเพราะนับตั้งแต่ตอนที่นางเหยียบย่างเข้ามาในที่แห่งนี้ นางมิต่างอันใดจากของเล่นที่ถูกโยนไปมาในฝ่ามือของผู้อื่น
จูหยุนมักแสดงท่าทางไร้พิษภัย แต่ทุกการเคลื่อนไหวของเขาทำให้นางเดาทางไม่ถูก
แม้นางจะสามารถระงับอารมณ์ของตนเองได้ แต่นั่นมิได้หมายความว่านางไร้โทสะ
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเพียงการทำให้เห็นว่าพวกนางมีฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยงกันเท่านั้น ตนเองจึงจะยังมีโอกาสเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย มิเช่นนั้นนางคงถูกเข่นฆ่าแต่เพียงฝ่ายเดียว
“นายของเจ้าอยู่ที่ใด ?”
สายตาเย็นชาคมกริบ ท่วงท่าสง่างามน่าหวั่นคร้าม แม้นางจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่สีหน้ายังคงไร้ซึ่งความหวาดกลัว
จูเหยียนยังนึกอยากส่งเสียงข่มขู่พวกนางอีกสักสองสามคำ ทว่าหลินเมิ้งหยากลับเอ่ยกับอาซิ่ว
“ถอนพิษให้เขาเถิด ถึงอย่างไรเขาก็มีเจ้านายคอยช่วย”
“ใช่แล้ว นายท่านของข้ามีชื่อเสียงน่าหวั่นเกรง หากพวกเจ้าบังอาจทำร้ายข้า นายท่านจะต้องไม่มีวันปล่อยพวกเจ้าไปแน่ !”
อาการยังไม่ทันดีขึ้นก็กลับมาโอหังดั่งเดิมแล้ว
หลินเมิ้งหยาปรายตามองเขา ก่อนจะเอ่ย
“โอ้ ? เช่นนั้นหรือ ?”
เลิกคิ้วขึ้นสูง ดวงตาสบมองจูเหยียนนิ่ง ตอนนี้หลินเมิ้งหยาเริ่มเข้าใกล้ความจริงในใจขึ้นมาทุกทีแล้ว
หากว่ากันตามทฤษฎีแล้ว จูเหยียนและอาซิ่วยังไม่มีความสามารถเช่นนั้น
แม้หงอวี้จะผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน แต่หัวใจของนางยังคงอ่อนไหว
มีเพียงหลินเมิ้งหยาเท่านั้น แม้ภายนอกนางจะเป็นเพียงหญิงสาวฉลาดเฉลียว แต่หากพูดเรื่องความโหดเหี้ยมอำมหิต เชื่อว่านางก็ไม่เป็นสองรองใคร
ตอนนี้นางเพียงถูกศัตรูหยั่งเชิงดูท่าทีเท่านั้น ส่วนใครจะเป็นผู้ชนะนั้นยังไม่อาจรู้ได้
ระหว่างทางจูเหยียนยังคิดยั่วยุพวกนาง แต่เมื่อเห็นงูสีเขียวมรกตขนาดหนึ่งนิ้วที่ไม่รู้ว่าอาซิ่วนำออกมาเล่นตั้งแต่เมื่อใด ปากของเขาจึงหุบลงอย่างช่วยไม่ได้
ทั้งสี่เดินอยู่บนทางเดินที่ทอดยาว ก่อนที่ทิวไผ่จะปรากฏในแนวสายตาของทุกคน
“นายท่านของข้าเชิญชายาอวี้เพียงคนเดียวเท่านั้น พวกเจ้าจงรออยู่ที่นี่กับข้า”
แม้แววตาจะยังคงโอหังอยู่บ้าง แต่คำพูดกลับมีมารยาทขึ้นกว่าเดิมมาก
หงอวี้และอาซิ่วย่อมไม่ยินยอม ทว่าหลินเมิ้งหยากลับจับมือพวกนางเอาไว้พร้อมทั้งส่ายหน้า
ในเมื่อเป็นศัตรูของนาง เช่นนั้นนางต้องเผชิญหน้าด้วยตัวเอง
ก้อนหินสีเทาราบเรียบมั่นคง เส้นทางทอดยาวเข้าไปยังส่วนลึกของทิวไผ่
บริเวณทิวไผ่ทั้งสองฟากฝั่งประดับไว้ด้วยโคมไฟสีส้มดวงเล็กๆ
แม้ดวงอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว แต่ถึงกระนั้นกลับยังเห็นภาพทิวไผ่ได้อย่างชัดเจน
หลินเมิ้งหยาก้าวฝีเท้าไปด้วยท่วงท่าสง่างาม ไม่นานนางก็ได้เห็นร่างในชุดสีขาวดุจดวงจันทร์ซึ่งกำลังนั่งอยู่กลางทิวป่าไผ่
จูหยุนหันหลังให้นาง ในมือถือแก้วสีเขียวหยก ท่าทางราวกับกำลังชื่นชมทิวทัศน์อันงดงาม
หลินเมิ้งหยามองเขาอย่างระแวดระวัง ทว่าสีหน้ายังคงสงบนิ่ง
นั่งลงบนเก้าอี้หินฝั่งตรงกันข้ามกับจูหยุน ก่อนจะหยิบชาหอมกรุ่นขึ้นจิบ
กลีบปากบางแตะชาสีเหลืองอ่อนเพียงเล็กน้อย กลิ่นหอมกรุ่นทำให้นางรู้สึกราวกับกำลังดื่มด่ำชาเลิศรสในไร่ชา
ความสงบ กลิ่นหอมหวาน เสียงเรไรไพเราะยากจะลืมเลือน
แม้ชาจะเป็นชาดี แต่น่าเสียดายที่รสชาติไม่ถูกต้องนัก
“เป็นอย่างไร ?”
จูหยุนบีบถ้วยชาในมือ ก่อนจะหันกลับไปส่งยิ้มให้หลินเมิ้งหยา
“แม้ข้าจะไม่รู้เรื่องนัก แต่ก็ไม่เลว”
หลินเมิ้งหยาวางถ้วยชาในมือลง ไม่มีใครเริ่มเปิดบทสนทนาก่อน
“ชานี้ชื่อว่าหยวนเนี่ยหยิ่น จำต้องใช้เนื้อมนุษย์ทำเป็นปุ๋ย ใช้โลหิตราดรดแทนน้ำ แม้กิ่งก้านจะเป็นสีขาวดั่งกระดูก แต่กลับไร้ซึ่งกลิ่นคาวเลือดชวนคลื่นเหียน ซ้ำยังหอมสดชื่นกว่า ชาทั่วไป ชาชนิดนี้มีไว้สำหรับรับแขกใหญ่ หนึ่งกรัมมีค่าเท่าทองร้อยชั่ง”
จูหยุนกล่าวอธิบายอย่างใจเย็น น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนผสมผสานเข้ากับกลิ่นชาหอมกรุ่นอย่างน่าประหลาด
ทว่าสีหน้าของหลินเมิ้งหยายังคงสงบนิ่งดังเดิม กลีบปากบางเผยอออกจิบชาอีกหนึ่งหน
“วิธีการดูแลน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก โลหิตรินรดแทนน้ำ เนื้อหนังเพาะชำแทนปุ๋ย ได้ยินมาว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง”
มองท่าทางสงบนิ่งของอีกฝ่าย จูหยุนเองก็มิได้แสดงท่าทีตื่นตะลึง ราวกับเขาคาดเดาเอาไว้แล้ว
“ท่านกับเขาเอ่ยเหมือนกันมิผิดเพี้ยน ดูเหมือนเรื่องนี้จะทำให้ท่านตื่นตระหนกไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แต่ไม่รู้ว่าจวิ้นจู่รู้หรือไม่ว่าข้าเชิญท่านมาด้วยเหตุใด ?”
เติมชาให้นางอีกหนึ่งถ้วย มุมปากยกขึ้นน้อยๆ นัยน์ตาเจือความสนใจอยู่หลายส่วน
“ของเก่าที่ถูกทิ้งย่อมต้องเลือกทางหนีทีไล่ที่มั่นคง คำพูดคนอื่นไม่อาจเชื่อถือได้ เรื่องบางเรื่องย่อมต้องดูให้เห็นกับตาของตนเอง ไม่รู้ว่าคุณชายจูพึงใจข้าแล้วหรือไม่ ?”
ดวงตาเปล่งประกาย นางมิใช่คนเขลา
คราแรกที่ได้พบกับจูหยุน นางรู้สึกระแวงเป็นอย่างยิ่ง ทว่าตอนนี้นางรู้สึกว่าเขากำลังหยั่งเชิงตนเอง
จูหยุนป้องกันนาง แต่ในขณะเดียวกันก็ทดสอบนางไปด้วย ซ้ำตอนนี้ยังไม่คิดหลีกเลี่ยงตนเอง
เดิมทีคฤหาสน์แห่งนี้ควรถูกเก็บไว้เป็นความลับ ทว่าตอนนี้นางกลับได้เห็นทุกอย่างกับตาตัวเองแล้ว
ดังนั้นนางจึงพอจะมั่นใจวัตถุประสงค์ของอีกฝ่าย
หากมิได้คิดจะฆ่าปิดปากนาง เช่นนั้นก็คงมีความหมายดังที่นางกล่าวไปเมื่อครู่
“ชายาอวี้ล้อเล่นแล้ว เหตุใดท่านจึงมั่นใจว่าข้าน้อยคิดจะหาเจ้านายคนใหม่เล่า ? ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาล ทว่าเจ้านายกลับมีไม่มาก แม้ข้าน้อยจะมิใช่หนึ่งในนั้น แต่ทั้งราชอาณาจักรหล ลินเทียนหรือต้าจิ้นก็ล้วนไม่มีผู้ใดเป็นเจ้านายของข้าน้อย”
แม้คำพูดนี้จะฟังดูแล้วหยิ่งทะนง แต่กลับทำให้คนฟังอดที่จะชื่นชมไม่ได้
หลินเมิ้งหยาชำเลืองมองเขาอยู่หลายหน หากคนอื่นเป็นผู้กล่าว เช่นนั้นนางคงคิดว่าคนผู้นั้นมิต่างจากกบก้นบ่อน้ำ [1]
แต่คนผู้นี้คือจูหยุน เขาเป็นคนล้ำลึกยากเกินคาดเดา
นางกับเขารู้จักกันเพียงผิวเผิน แต่ทุกครั้งเขามักทำให้นางรู้สึกพะวงหน้าพะวงหลัง
หัวใจกระตุกระรัว หลินเมิ้งหยาก้มหน้าลงพลางเอ่ยเสียงเบา
“คุณชายช่างมีความทะเยอทะยานยิ่งนัก ก็จริง โลกนี้หาได้มีอะไรแน่นอนไม่ ไม่ว่าต้องก้มหัวรับใช้ผู้ใด แต่นั่นก็หาใช่ทางออกระยะยาว แต่ข้าผู้นี้มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างไปจากเจ้านายค คนก่อนของท่าน ข้าหาได้มีความทะเยอทะยานเช่นนั้นไม่ ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่อยากปกครองใต้หล้าหรือควบคุมผู้ใด ในเมื่อได้เกิดมาแล้ว แต่ถ้าหากไม่อาจควบคุมชีวิตของตนเองได้ เช่นนั้นจ จะทำสิ่งใดได้อีกเล่า ?”
คำพูดนี้แทงใจจูหยุนยิ่งนัก
ดวงตาสุขุมเยือกเย็นเบนมองทางหลินเมิ้งหยา ก่อนจะสบตากับดวงตาคู่สวยเปล่งประกายราวหยดน้ำคู่นั้น ตอนแรกจูหยุนคิดว่าตนจะสามารถมองความรู้สึกจากแววตาของนางออก
แต่ใครจะคิดเล่าว่าดวงตาสุกสกาวคู่นั้นจะไร้ซึ่งคลื่นแห่งความรู้สึกใดๆ
สายตาจ้องมองหวังหาข้อได้เปรียบ ทว่าอีกฝ่ายกลับสงบนิ่งดั่งขุนเขาที่มิเอนเอียงตามสายลม
เขารู้สึกว่าแผนการทั้งหมดที่ตนเองวางไว้ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี
ลอบถอนหายใจอยู่ในใจ เพราะเหตุนี้เจ้าคนประหลาดชิงหูจึงมักแสดงท่าทีภาคภูมิใจนักหนาเวลาเอ่ยถึงหลินเมิ้งหยาสินะ
สำหรับพวกเขาที่อายุเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว นางคือเด็กสาวอายุสิบกว่าปี แม้จะอ่อนหวาน แต่กลับมีความทะเยอะทะยานสูงเสียดฟ้า
“พระชายาฉลาดเฉลียวยิ่งนัก ท่านกล่าวถูกแล้ว หากแม้แต่ชีวิตของตนเองยังไม่อาจทำได้อย่างใจคิด เช่นนั้นยังจะสามารถครอบครองสิ่งอื่นได้เช่นไร ? ข้าคิดว่าท่านคงเดาได้แล้วว่าสหาย ยเก่าของข้าก็คือชิงหูใช่หรือไม่ ?”
การหยั่งเชิงจบลงในเมื่ออีกฝ่ายเข้าสู่ประเด็นหลักแล้ว หลินเมิ้งหยาก็ไม่คิดเสแสร้งต่อไป
นางผงกศีรษะลง นับตั้งแต่วันที่ชิงหูปรากฏตัว นางก็เดาเอาไว้แล้วว่าเจ้านายของชิงหูและผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างยาเซินเซียนซ่านจะต้องมีความเกี่ยวข้องกัน
ตอนนี้นางได้มาอยู่ที่คฤหาสน์หลังนี้ ไม่ว่ากระดูกงดงามของซู่เหมยหรือชาหยวนเนี่ยหยิ่นของจูหยุนล้วนเป็นสิ่งบ้าคลั่งทั้งสิ้น
นอกจากเจ้านายของชิงหูแล้ว นางก็คิดไม่ออกว่าใครจะมีอำนาจเช่นนี้
“ข้าเองก็เป็นเหมือนกันกับเขา พวกเราล้วนถูกฉุดขึ้นมาจากความตาย ข้าคิดว่าท่านน่าจะรู้แล้วว่าชิงหูและข้าล้วนเป็นสัตว์ประหลาด แต่ข้าโชคดีกว่าเขาเล็กน้อย ตอนที่ข้าอายุเก้ าขวบ ขาของข้าหัก ใบหน้ามิได้งดงามดั่งเช่นชิงหู ฉะนั้นจึงมิได้พบจุดจบเช่นเดียวกับเขา”
จูหยุนลูบเข่าของตนเอง น้ำเสียงของเขาขณะพูดถึงอดีตดูไม่ยี่หระนัก
“ชิงหูกับท่านย่อมต่างกัน ข้าเป็นเพียงภาระของเขา หากท่านมีสิ่งใดต้องการร้องขอ เช่นนั้นข้าจะทำ แต่ข้าหวังว่าท่านจะช่วยเหลือเขาในเวลาที่เขาลำบาก”
หลินเมิ้งหยาเอื้อนเอ่ยอย่างจริงใจ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของชิงหู ยิ่งนางรู้จักอำนาจของคนเหล่านี้มากเท่าไร นางก็ยิ่งเป็นห่วงชิงหูมากขึ้นเท่านั้น
“เฮ้อ ท่านกับเขาประหลาดยิ่งนัก เขายอมสละชีวิตตนเองเพื่อขอให้ข้าช่วยท่าน ตอนนี้ท่านกลับขอร้องให้ข้าช่วยเขา ข้าขอถามหน่อยเถิดว่าอ๋องอวี้ไม่รู้สึกอะไรกับความสัมพันธ์ระหว ว่างท่านกับชิงหูเลยหรือ ?”
อดสอดแส่เรื่องชาวบ้านไม่ได้ จูหยุนจ้องหลินเมิ้งหยา เขาประหลาดใจเหลือเกินว่าตกลงแล้วชายาอวี้ผู้นี้มีความสัมพันธ์เช่นไรกับชิงหูกันแน่?
—————-
หมายเหตุ
[1] กบก้นบ่อน้ำ หมายถึงคนโลกทัศน์คับแคบ ไม่มองโลกกว้าง