ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 550 คำขอที่ไร้เหตุผล
“ข้ากับเขานับเป็นครอบครัวเดียวกัน เขาเป็นหนึ่งในคนที่สำคัญที่สุดของครอบครัวข้า ข้าเองก็เป็นครอบครัวของเขาเช่นเดียวกัน”
ระหว่างนางและชิงหูล้วนไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวมาเกี่ยวข้อง หลินเมิ้งหยาย่อมรู้เรื่องนี้ดีกว่าใครทั้งหมด
ด้วยอุปนิสัยของชิงหู เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะพูดล้อเล่นกับนางอย่างเป็นธรรมชาติเช่นนี้
แต่เพราะทุกคนล้วนรู้ดีว่าแต่ละฝ่ายเป็นครอบครัวของกันและกัน ดังนั้นจึงมิได้คิดสิ่งใด
เฉกเช่นเดียวกับพี่ชายคนหนึ่ง นางไม่เคยกังวลว่าเขาจะทรยศตนเองหรือละทิ้งคนในครอบครัว
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ วาสนาของเขาดียิ่งนัก การที่คนอย่างพวกเรามีครอบครัวให้คะนึงถึงก็นับว่าคุ้มค่าแล้วที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้”
อยู่ๆ จูหยุนก็ยิ้มขึ้น ราวกับได้ปล่อยวางบางสิ่งบางอย่างแล้ว
สายตาที่มองทางหลินเมิ้งหยามีความอ่อนโยนอยู่หลายส่วน
บางทีนางอาจเป็นคนที่สามารถทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากโชคชะตาอันแสนเลวร้ายนี้ดั่งที่ชิงหูกล่าวก็เป็นได้
เขาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย
“ข้ารู้ว่าท่านเกิดในตระกูลนักรบ แต่เกรงว่าท่านคงยังไม่รู้เรื่องในยุทธภพดีหรอกกระมัง ?”
บางทีชิงหูอาจปกปิดเรื่องบางอย่างจากจูหยุน อย่างเช่นเรื่องการก่อตั้งกลุ่มสามสหาย
“ข้าเพียงแต่ได้ยินมาบ้างเท่านั้น แม้บิดาและพี่ชายของข้าล้วนเป็นขุนนางในราชสำนัก แต่ถึงกระนั้นก็มิได้ปลีกตัวออกจากยุทธภพเลยเสียทีเดียว ไม่รู้ว่าคุณชายจูอยู่ในฝ่ายใดเล่า ?”
“เช่นนั้นท่านเคยได้ยินเรื่องกลุ่มจู๋หลงหรือไม่ ?”
จูหยุนกระซิบถาม ทว่าดวงตาที่เคยสงบนิ่งดั่งผิวน้ำสะท้อนแสงประกายแห่งความหวาดระแวงอยู่ครู่หนึ่ง
ทว่าหลินเมิ้งหยามิเคยรู้เรื่องของกลุ่มคนเหล่านี้มาก่อน ไม่ว่าจะพยายามเค้นหาในสมองมากสักเท่าไร แต่ก็มิปรากฏข้อมูลใดออกมา
ครู่ต่อมานางจึงส่ายหน้าเป็นคำตอบ
“ยุทธจักรลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่าราชสำนัก ข้ามิเคยได้ยินชื่อกลุ่มจู๋หลงมาก่อนเลย”
จูหยุนเหยียดกายลุกขึ้นด้วยท่วงท่าสง่างาม เขาหันหลังให้หลินเมิ้งหยาเพื่อซุกซ่อนความเกลียดชังในแววตาเอาไว้
“เมื่อสามสิบปีก่อนกลุ่มจู๋หลงเปรียบดั่งปีศาจร้ายในยุทธภพ แต่เพราะความโหดเหี้ยมอำมหิต ฆ่าคนเป็นผักเป็นปลา ดังนั้นจึงมีคนร่วมมือกันกำจัดกลุ่มจู๋หลงจนหมดสิ้น พวกเขาหายไปอย่าง งไร้ร่องรอย ทุกคนในยุทธจักรล้วนคิดว่ากลุ่มจู๋หลงล้วนถูกฆ่าล้างบางไปในสงครามคราวนั้นจนหมดสิ้นแล้ว โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่ากลุ่มปีศาจที่พวกเขากำจัดไปเป็นเพียงกลุ่มคนที่มี ผลประโยชน์ร่วมกันกับกลุ่มจู๋หลงเท่านั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอำนาจของกลุ่มจู๋หลงแผ่ไพศาลไปทั่วทั้งใต้หล้า หากนับตามลำดับยุคของผู้นำแล้วล่ะก็ ตอนนี้กลุ่มจู๋หลงได้รับการสืบทอ อดราวสามสิบหกยุคสมัยแล้ว”
สามสิบหกยุคสมัย ? นี่มันมากกว่าการขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้หลายราชวงศ์รวมกันเสียอีก
กลุ่มจู๋หลงหยั่งรากลึกเกินกว่าที่นางคาดเดาเอาไว้มาก
แต่ใครจะรู้เล่าว่าความเก่งกาจของกลุ่มจู๋หลงมิได้มีเพียงเท่านี้
จูหยุนยังเล่าอีกว่าแม้การเคลื่อนไหวของกลุ่มจู๋หลงจะน่าพิศวง แต่พวกเขามีกฎระเบียบที่เข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง
นายท่านใหญ่ของกลุ่มจู่หลงถูกเรียกว่าหลงโซ่ว เขาคือเจ้านายของคนเหล่านี้ คนผู้นี้เป็นคนลึกลับ ดังนั้นจึงมิปรากฏตัวออกมาง่ายๆ
ยิ่งไปกว่านั้นตำแหน่งหลงโซ่วยังมีอำนาจตลอดชีวิต ฉะนั้นเมื่อลองนับดู กลุ่มจู๋หลงมีการสืบทอดตำแหน่งกันมาหลายร้อยปีแล้ว
หลังจากผ่านการแผ่กระจายอำนาจมาตลอดหลายร้อยปี กลุ่มจู๋หลงจึงมิได้แผ่ขยายอำนาจอยู่ในยุทธภพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
พวกเขากระจายอำนาจโดยการแฝงตัวอยู่ในราชสำนักและกลุ่มคนสำคัญของแคว้น ฉะนั้นตอนนี้จึงไม่รู้ว่ากลุ่มจู๋หลงมีอำนาจมากน้อยเพียงใดแล้ว
ทั้งยาเซินเซียนซ่านหรือสินค้าสาวเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติของกลุ่มจู๋หลง
ในสายตาของกลุ่มจู๋หลง ไม่ว่าฮ่องเต้แห่งต้าจิ้นหรือหลินเทียนก็ล้วนมิได้มีอำนาจเหนือไปกว่าหลงโซ่วของพวกเขา
ทั้งที่เป็นเพียงกลุ่มอันธพาลเท่านั้น แต่กลับร้ายกาจดั่งมังกรพิษที่แอบซุ่มโจมตีอยู่ในที่มืด
หลินเมิ้งหยาเพิ่งพบว่าอำนาจของราชวงศ์มิได้มั่นคงอย่างที่คิด
“ถ้าหากกลุ่มจู๋หลงเก่งกาจเช่นนั้นจริง แล้วเหตุใดจึงไม่มีใครสังเกตเห็นการมีอยู่ของพวกเขาเล่า ?”
มองสายตาฉงนสงสัยของหลินเมิ้งหยา จูหยุนเหยียดยิ้มขมขื่น
“อันที่จริงเรื่องกลุ่มจู๋หลงถูกเก็บเอาไว้เป็นความลับของแต่ละแคว้น ถึงอย่างไรก็ไม่มีฮ่องเต้พระองค์ไหนยอมรับกลุ่มปีศาจร้ายเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นแม้อำนาจของกลุ่มจู๋หลงจะกว้างใหญ่ไ ไพศาล ทว่าหลายปีมานี้ก็มีข้อบกพร่องอยู่มาก มิเช่นนั้นหลงโซ่วจะอยู่อย่างสงบนิ่งเช่นนี้หรือ?”
มันคือความปรารถนาในอำนาจที่ไม่มีวันสิ้นสุด
แม้จะได้ครอบครองบ้านเมืองหรือเป็นใหญ่ในใต้หล้า แต่ความปรารถนาก็ไม่มีวันหมดสิ้น
แล้วจะนับประสาอะไรกับกลุ่มคนโฉดชั่วอำมหิตอย่างกลุ่มจู๋หลงเล่า ?
“ความหมายของคุณชายคือท่านอยากให้ข้าช่วยปลดปล่อยท่านอย่างนั้นหรือ ?”
หลินเมิ้งหยาเป็นคนฉลาดเฉลียว กลุ่มจู๋หลงมีอำนาจยิ่งใหญ่แผ่ไพศาล อย่าว่าแต่นางเลย หากคิดจะโค่นล้มมหาอำนาจนี้ เกรงว่าคงต้องยกทัพทั้งต้าจิ้นเพื่อเปิดศึกแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นสกุลหลงเป็นผู้สืบทอดราชวงศ์ หาใช่นางไม่ ดังนั้นความเป็นไปได้แทบจะไม่มีอยู่เลย
จูหยุนหันขวับกลับมา ดวงตาคู่นั้นเย็นชาดุจน้ำแข็งจับจ้องหลินเมิ้งหยาเขม็งจนหัวใจของหลินเมิ้งหยาหดเกร็ง
อย่าบอกนะว่าเขาจะเปลี่ยนใจขายนนางแทน ?
“ใช่แล้ว แต่สิ่งที่ข้าหวังมากที่สุดคือการยืมมือท่านกำจัดกลุ่มจู๋หลงให้สิ้นซาก !”
คำพูดของเขาทำให้หลินเมิ้งหยาทำอะไรไม่ถูก ยิ่งไปกว่านั้นนางยังรู้สึกว่าความสามารถในการรับรู้ของตนเองชะงักลงชั่วคราว
กลุ่มจู๋หลงเลยนะ ! กลุ่มปีศาจเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่าแคว้นแคว้นหนึ่งเสียอีก
จะให้นางกำจัดพวกเขาออกไป เกรงว่ากระดูกสิบกว่าท่อนของนางคงไม่พอให้พวกเขายัดฟันเลยด้วยซ้ำ !
“คุณชายประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว แม้ข้าจะมีความสามารถ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มากพอจะขุดรากถอนโคนพวกเขาได้ คุณชายอย่าได้ล้อเล่นเลย”
ทว่าจูหยุนยังคงไม่ยอมแพ้ เขาคว้าแขนของนางเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยอย่างกระตือรือร้น
“ชิงเจิงผู่อยู่ในมือของท่านมิใช่หรือ ? ขอเพียงมีมันก็จะสามารถกำจัดกลุ่มจู๋หลงได้อย่างแน่นอน บางทีหนึ่งถึงสองปี หรืออาจจะมากถึงสิบปี แม้ท่านจะยังกำจัดพวกเขามิได้ทั้งหมด แต่ ขอเพียงท่านยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ข้าเชื่อว่าท่านจะสามารถกำจัดพวกเขาได้อย่างแน่นอน!”
คำพูดของเขาทำให้หลินเมิ้งหยาสับสนมึนงง
ชิงเจิงผู่เป็นเพียงตำราเล่มหนึ่งเท่านั้น นางยอมรับว่ามันเป็นตำราแพทย์มหัศจรรย์
แต่หากตำราแพทย์สามารถเอาชนะกองทัพเป็นหมื่นเป็นพันได้ เช่นนั้นหอป๋ายเฉามิกลายเป็นฐานผลิตอาวุธนิวเคลียร์ไปแล้วหรอกหรือ?
ป่านนี้เฉินเปี่ยวเกอคงนำทัพบุกชิงใต้หล้ากับคนเหล่านั้นไปแล้วกระมัง
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง นางรู้ว่าเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้
สะบัดแขนออกอย่างงายดาย หลินเมิ้งหยาขยับเท้าถอยหลัง
มองเขาด้วยสายตาฉงนสงสัย บุรุษผู้นี้มิได้เสียสติใช่หรือไม่ ?
“ไม่ ตอนนี้ท่านยังไม่ล่วงรู้ความลับของมัน หากท่านรู้ กลุ่มจู๋หลงจะต้องถูกกำจัดจนหมดสิ้นแน่ เท่านี้ทั้งข้าและชิงหูต่างก็สามารถหลุดพ้นได้แล้ว แม้ตอนนี้ท่านจะยังไม่เข้าใจก็ ไม่เป็นไร แต่ท่านต้องจำเอาไว้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ท่านจะต้องไม่ปล่อยให้ตำราชิงเจิงผู่ตกอยู่ในเงื้อมมือของกลุ่มจู๋หลงเป็นอันขาด มิเช่นนั้นทุกสิ่งในใต้หล้าจะถูกแผดเผาเป็นจ จุณ ข้าและชิงหูคงต้องพบจุดจบแห่งความตาย เพื่อชิงหู ท่านจะต้องไม่ปล่อยให้ตำราชิงเจิงผู่ตกอยู่ในเงื้อมือของผู้อื่นเข้าใจหรือไม่ !”
หลินเมิ้งหยาพยักหน้าลง สายตาของจูหยุนจึงกลับมาอ่อนโยนดั่งเดิม
“ขออภัย ข้าทำให้ท่านตกใจใช่หรือไม่ ? เรื่องนี้สำคัญมากจริงๆ ฉะนั้นข้าจึงตื่นเต้นมากจนเกินไป ท่านอย่ากลัวไปเลย ข้าไม่มีวันทำร้ายท่าน”
คำพูดขอโทษของจูหยุนทำให้หลินเมิ้งหยารู้สึกดีขึ้น
วันนี้ท่าทีของจูหยุนอยู่นอกเหนือการคาดเดาของนาง
ตอนแรกคิดว่าจูหยุนต้องการใช้อำนาจของเมืองหลินเทียนและต้าจิ้นเพื่อทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากกลุ่มจู๋หลง
แต่ตอนนี้ดูเหมือนนางจะเจอปัญหาใหญ่เข้าให้แล้ว
“คุณชายจู เหตุเพราะมีคนคิดแย่งชิงตำราชิงเจิงผู่ในมือของข้าอยู่บ่อยครั้ง ไม่รู้ว่าทั้งหมดนั้นล้วนเป็นคนของกลุ่มจู๋หลงหรือไม่ ?”
แต่ก่อนหลินเมิ้งหยารู้สึกขุ่นข้องหมองใจมิน้อย
แม้ชิงเจิงผู่จะเป็นตำราแพทย์มหัศจรรย์ แต่ก็มิถึงขั้นต้องมีคนมาแย่งชิงไป
ไม่เพียงฆ่าคนเท่านั้น แต่ยังมีการวางกลอุบายมากมาย
ตอนนี้นางเข้าใจแล้ว ชิงเจิงผู่มีความลับอันยิ่งใหญ่ เพราะเหตุนี้คนเหล่านั้นจึงต้องการแย่งชิงมันไป
“ขอรับ บางคนก็เป็นเช่นนั้น แต่บางคนก็ทำเพื่อเป้าหมายอื่น ท่านจะต้องรู้ว่าตำราชิงเจิงผู่มิใช่เพียงตำราแพทย์เท่านั้น ภายในยังมีความลับอีกมาก ตอนนี้ฐานะของท่านยังไม่มั่นคง ดังนั้นจึงยังไม่เหมาะที่จะรู้มากไปกว่านี้ หากข้าเดาไม่ผิด อีกไม่กี่วันท่านก็จะกลับต้าจิ้นแล้วใช่หรือไม่ ? ข้ามีคำขออันไม่สมเหตุสมผลอย่างหนึ่ง หวังว่าท่านจะรับปากกับข้า”
หลังจากบอกเล่าความลับในใจของตนเอง จูหยุนก็ปฏิบัติต่อหลินเมิ้งหยาอย่างเกรงใจกว่าเดิม
หลินเมิ้งหยาไตร่ตรอง ก่อนจะบอกให้เขาเอ่ยต่อ
“ข้ามีข้ารับใช้คนหนึ่ง ซึ่งก็คือจูเหยียน เขาติดตามข้ามาตั้งแต่เด็กแล้ว แม้จะดื้อดึงไปบ้าง แต่อุปนิสัยใจคอมิใช่คนเลวร้าย ข้าหวังว่าชายาอวี้จะพาเขาไปด้วย หนึ่งเพื่อที่พวกเร ราจะได้ติดต่อสื่อสารกันสะดวกมากขึ้น สองเพราะข้าไม่อยากให้เขาเดินบนเส้นทางเดียวกันกับข้าและชิงหู หวังว่าพระชายาจะตอบรับคำขอของข้า”
สายตาของจูหยุนฉายแววขอร้อง
เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของเขา หลินเมิ้งหยาก็รู้สึกยากที่จะปฏิเสธ
หากตอบรับ เช่นนั้นก็จะมีคนคอยจับตามองนางอยู่ข้างกาย
หากไม่ตอบรับ นั่นแสดงให้เห็นว่านางไม่จริงใจต่อเขา
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง หลินเมิ้งหยาจึงพยักหน้าลง
“เรื่องนี้มิใช่เรื่องยาก แต่หากเขาไปกับข้าแล้วถูกคนของกลุ่มจู๋หลงพบเข้า เช่นนั้นท่านจะมีปัญหาหรือไม่ ?”
ถึงอย่างไรจวนอ๋องก็ใหญ่โตกว้างขวาง จูเหยียนเป็นเพียงเด็กเท่านั้น เขาคงไม่อาจทำสิ่งใดได้อย่างแน่นอน
สัตว์เลี้ยงของนางเองก็เติบโตหมดแล้ว นางกำลังขาดคนดูแลพวกมันอยู่พอดี
จูเหยียนผู้น่าสงสารไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกลายเป็นคนเก็บมูลสัตว์ในจวนอ๋องไปเสียแล้ว
“ไม่หรอกขอรับ จูเหยียนเป็นเด็กที่ข้าเก็บมาเลี้ยง ยังมิเคยมีใครเคยพบเจอเขามาก่อน แต่เพราะคราวนี้ข้าต้องกลับไปยังที่แห่งนั้นแล้ว ฉะนั้นจึงไม่สะดวกที่จะพาเขาไปด้วย”