ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 561 กลับเมืองหลวง
สายลมบนถนนเซียนยังคงโหมกระหน่ำ ทว่าหลินเมิ้งหยาไม่รู้สึกหวั่นวิตกเหมือนอย่างคราวแรกที่ได้ผ่านมา
นางมีหลงเทียนอวี้ปกป้องดูแลอยู่ทางด้านหลัง ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงอีกฝั่งอย่างปลอดภัย
“นายหญิง !”
ทันทีที่เท้าเหยียบถึงฝั่ง เสียงตะโกนด้วยความปีติยินดีของป๋ายซ่าวพลันดังขึ้น
“ป๋ายซ่าว เจ้า…เจ้ามาได้อย่างไร ?”
ขณะเดียวกันหัวใจของหลินเมิ้งหยาพลันดีดตัวสูงขึ้นอย่างดีใจ ป๋ายซ่าวในชุดสีม่วงยืนอยู่ไม่ไกล แม้ร่างกายจะซูบผอมกว่าเดิมมาก แต่ใบหน้ากลับอิ่มเอิบชวนมอง
นางดีใจเสียจนรีบพุ่งตัวออกจากกลุ่มคนเหล่านั้น
ใบหน้ายังคงงดงามดั่งดอกฝูหรง หยาดน้ำตาสีใสรินไหลอาบแก้มก่อนจะหยดลงบนเสื้อผ้า
แม้พวกนางจะมีฐานะเป็นเจ้านายและสาวใช้ แต่ความรู้สึกที่มีให้มิต่างอันใดจากพี่น้องสายเลือดเดียวกัน
ป๋ายซ่าวรีบปรี่เข้ามาหาหลินเมิ้งหยา สายตากวาดขึ้นลงเพื่อสำรวจเจ้านายของตนเอง เมื่อพบว่าหลินเมิ้งหยาไม่ได้รับบาดเจ็บ นางจึงคว้ามือของหลินเมิ้งหยาแน่น ไม่ว่าจะพูดปลอบโยนนางเช่นไร นางก็มิยอมคลายมือออก
“ข้าเป็นห่วงท่านเหลือเกิน เมื่อเห็นว่าท่านไม่เป็นอะไร ข้าก็วางใจ ข้าไม่ได้เรื่องเองเจ้าค่ะ นายหญิงจึงต้องลำบากถึงเพียงนี้”
ป๋ายซ่าวเก็บก้อนสะอื้นไม่อยู่
แม้หลินเมิ้งหยาจะเป็นเจ้านายของนาง แต่อายุของหลินเมิ้งหยาน้อยกว่านางหลายปี ดังนั้นในสายตาของป๋ายซ่าว หลินเมิ้งหยาเปรียบดั่งน้องสาวแท้ๆ ของตน
แต่ไหนแต่ไรมานางมักเป็นฝ่ายดูแลผู้อื่นมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าหลินเมิ้งหยาได้รับบาดเจ็บสาหัส ความโศกเศร้าจึงยิ่งทวีคูณ
“เจ้าดูเถิด ข้ามิเป็นไรมิใช่หรือ ? หากข้ารู้ว่าใครปากมากพูดจาเลอะเทอะให้เจ้าได้ยิน ข้าจะลงโทษสถานหนัก ! เอาล่ะ ที่นี่ลมแรง พวกเรามารำลึกอดีตและพูดคุยกันเรื่องอนาคตด้วยกันเถิด”
หลินเมิ้งหยาส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ สาวใช้ของนางล้วนมีร่างกายอ่อนแอ แต่มักปกป้องนางเอาไว้ทางด้านหลังเสมอ
ทั้งที่จริงนางเป็นหญิงสาวอายุยี่สิบกว่าปีแล้วแท้ๆ แต่กลับต้องถูกพวกเด็กสาวเหล่านี้ปกป้องดูแล นางรู้สึกไม่ชินเลยแม้แต่น้อย
ตำบลซื่อฟางยังคงเจริญรุ่งเรืองเหมือนก่อน
ราวกับเรื่องทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นที่นี่ อาซิ่ว จูหยุน หงอวี้และซู่เหมย แม้เวลาจะเพิ่งผ่านไปเพียงไม่นาน แต่หลินเมิ้งหยากลับรู้สึกราวกับว่าเวลาผ่านไปนานแสนนานแล้ว
หากเอ่ยว่าในการมาเยือนตำบลซื่อฟางครั้งแรก นางวางแผนการราวกับกบใต้ก้นบ่อ [1] เช่นนั้นในเวลานี้นางก็มิต่างจากลูกวัวแรกเกิดที่หวาดระแวงทุกอย่าง
“นายหญิงไม่ค่อยได้กินข้าวใช่หรือไม่ ? ไม่รู้ว่าพวกใต้เท้าชิวดูแลนายหญิงอย่างไร !”
ป๋ายซ่าวกระซิบเสียงเบาอย่างขุ่นเคือง มือเล็กรีบหยิบจานขนมออกจากกล่องอาหาร
ครู่ต่อมา บนโต๊ะไม้สีแดงตรงหน้าหลินเมิ้งหยามีจานขนมเรียงรายถึงสี่จานด้วยกัน
ทั้งขนมสีส้มอมเหลืองและสีม่วง งดงามน่ากินยิ่งนัก
โดยเฉพาะเมื่อจัดลงบนจานสีขาว ขนมเหล่านี้ดูแล้วเหมือนงานศิลปะเสียมากกว่า
แต่ถึงกระนั้นป๋ายซ่าวกลับคิดว่าขนมเหล่านี้ยังมีไม่มากพอ ดังนั้นนางจึงเตรียมของกินอีกหลายอย่างเอาไว้ในกล่องอาหาร
ทุกอย่างล้วนได้รับการอนุญาตจากหลงเทียนอวี้แล้ว ดังนั้นหลินเมิ้งหยาจึงกลับมามีชีวิตที่มีคนคอยปรนนิบัติดูแลอีกครั้ง
เมื่อเห็นท่าทางขุ่นเคืองของป๋ายซ่าว หลินเมิ้งหยาอดที่จะรู้สึกผิดไม่ได้
นางมีรูปร่างผอมบางแต่กำเนิด ครั้นยังอยู่ในจวนอ๋อง ป๋ายจีและป๋าวซ่าวล้วนเพียรพยายามบำรุงร่างกายของนางให้อ้วนท้วนขึ้น
ทว่านางกลับทำให้พวกนางต้องผิดหวัง เหตุเพราะเมื่ออ้วนขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย จำต้องมีเหตุการณ์บางอย่างทำให้นางซูบผอมลงอย่างรวดเร็ว
คาดว่าหากกลับไปถึงเมืองหลวงในคราวนี้ ป๋ายจีและป๋ายซ่าวจะต้องจับตามองนางไม่ห่างอย่างแน่นอน
“เอาล่ะ เอาล่ะ ป๋ายซ่าวของข้า ข้ากินไม่หมดแล้ว”
ยื่นมือเรียวยาวดั่งหยกไปห้ามป๋ายซ่าว
เวลาผ่านไปเพียงครู่เดียวแท้ๆ แต่ขนมตรงหน้านางกลับเพิ่มขึ้นเป็นหกอย่าง ขณะเดียวกันยังมีผลไม้ที่ล้างจนสะอาดแล้ววางอยู่ในตะกร้าสีน้ำตาล
ชาที่เคยชอบดื่มถูกเปลี่ยนเป็นชานมไม่ใส่น้ำตาล ชานมอุ่นๆ ในแก้วหยกเหมาะแก่การดื่มยิ่งนัก
ขณะที่นางเปิดหนังสืออ่านได้เพียงสองสามหน้า ป๋ายซ่าวเริ่มบ่นพึมพำเพราะต้องการให้นางกินอาหารเพิ่มอีกสักหน่อย
หลังจากกินเสร็จแล้ว นางหลับตาลง
หากมิใช่เพราะนางมีระบบเซินหนงที่สามารถอ่านหนังสือยามหลับตาได้แล้วล่ะก็ เกรงว่านางคงเดินทางอย่างน่าเบื่อหน่ายและไร้ประโยชน์แล้ว
“นายหญิงร่างกายไม่แข็งแรง ฉะนั้นต้องกินให้มากนะเจ้าคะ มิเช่นนั้นพอกลับถึงเมืองหลวงแล้ว พวกนางสองคนจะต้องถามหาเอาความผิดจากข้าแน่นอน”
ย่นคิ้วทั้งสองข้าง ดวงตาที่เคยเปล่งประกายยามนี้แสร้งแสดงท่าทางน่าสงสาร
หลินเมิ้งหยาย่อมรู้ดีว่านี่เป็นกลยุทธ์พิชิตศึกของป๋ายซ่าว
แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่อาจขัดขืนได้
จำใจวางหนังสือในมือลง ก่อนจะหยิบขนมผีเสื้อกรอบเข้าปาก
กลิ่นหอมของนมฟุ้งกระจายในกระพุ้งแก้ม
เพื่อทำให้ป๋ายซ่าวสบายใจ นางจึงต้องกินให้มาก
“นายหญิง ข้าเห็นท่านพาหงอวี้กลับมาด้วย นี่ท่านคิดจะพานางไปอยู่ที่จวนอ๋องหรือเจ้าคะ ?”
เมื่อเห็นหลินเมิ้งหยายอมกินแล้ว นางจึงยิ้มขึ้นมา
แต่ทว่านางยังไม่อาจคลายความกังวลเรื่องหงอวี้ได้
เหตุเพราะตอนที่อยู่ในจวนเซิ่นจวิ้นอ๋อง พวกนางสองพี่น้องวางกลอุบายล่อหลอกเพื่อชิงตำแหน่งชายารอง
ศัตรูของนายหญิงย่อมเป็นศัตรูของป๋ายซ่าว ดังนั้นป๋ายซ่าวจึงระมัดระวังเป็นพิเศษมียอมให้ใครทำให้นายหญิงเสียใจ
“ใช่ ข้าคิดเช่นนั้น แต่นางจะสามารถอยู่ที่นั่นได้หรือไม่ เช่นนั้นต้องดูการตัดสินใจของเจ้าและป๋ายจีแล้ว ซู่เหมยตายไปแล้ว นางเองก็ช่วยข้าเอาไว้มาก หากพวกเจ้าไม่ชอบ เช่นนั้นมอบเงินให้นางสักจำนวนหนึ่งก็เพียงพอแล้ว”
หลินเมิ้งหยากินขนมอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่ลืมดื่มชานมตาม
หงอวี้นับว่าเคยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับนาง แต่พวกป๋ายซ่าวคือคนที่พร้อมปกป้องนางโดยไม่กลัวตาย
ดังนั้นหากพวกนางไม่อาจทำใจยอมรับหงอวี้ได้ เช่นนั้นนางก็ไม่อยากบีบบังคับ
“ตายแล้ว ? เช่นนั้นหงอวี้ก็น่าสงสารมากเลยเจ้าค่ะ เรื่องนี้ข้าคงตัดสินใจเพียงลำพังไม่ได้ รอกลับไปถึงจวนแล้ว ข้าขอปรึกษากับพี่ป๋ายจีก่อน ในเมื่อนางช่วยนายหญิงเอาไว้ พวกเราก็มิควรลืมบุญคุณ”
ป๋ายซ่าวเป็นคนรู้จักแยกแยะ เมื่อได้ยินว่าซู่เหมยตายแล้ว นางจึงมองหงอวี้เป็นศัตรูน้อยลง
มองท่าทางใจอ่อนของนาง หลินเมิ้งหยาลอบหัวเราะในใจ
แม้สาวใช้ของนางทั้งสามจะมีความสามารถ แต่อันที่จริงพวกนางเป็นคนใจอ่อน
ตัวนางเองก็อยากเก็บหงอวี้เอาไว้ เหตุเพราะแม้พวกป๋ายซ่าวจะมีความสามารถ แต่เรื่องมนุษย์สัมพันธ์คงไม่อาจเทียบหงอวี้ได้
แม้หงอวี้จะอยู่ในโคลนตม แต่กลับยังรักษาหัวใจบริสุทธิ์เอาไว้ได้
หากได้คนเช่นนี้มาสั่งสอนพวกสาวใช้ทั้งสาม นางเองก็วางใจ
ยิ่งไปกว่านั้นพวกนางทั้งสี่จะมีประโยชน์กับนางเป็นอย่างยิ่ง
หากให้พวกนางเป็นเพียงสาวใช้ เช่นนั้นคงเป็นการดูถูกความสามารถของพวกนางจนเกินไป
หลังจากกินเสร็จแล้ว ป๋ายซ่าวนำเตาจุดกำยานเล็กๆ ออกมา
เผากำยานที่ถูกทำขึ้นมาเป็นพิเศษ ไม่นานกลิ่นหอมหวานก็ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งคันรถ ยิ่งไปกว่านั้นยังกระจายความอบอุ่นออกมาอีกด้วย
หลินเมิ้งหยาขดตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มขณะมองผนังรถม้าสีม่วงเข้มที่กำลังโคลงเคลงไม่หยุดนิ่ง ความเหนื่อยล้าพลันถาโถมเข้ามา
เมื่อมาถึงตำบลซื่อฟาง พวกเขาเปลี่ยนรถม้าอีกหนหนึ่งแล้ว
แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้สร้างความอึกทึกครึกโครม พวกเขาแสร้งเป็นครอบครัวที่ออกเดินทางท่องเที่ยวเท่านั้น
รถม้าคันที่หลินเมิ้งหยานั่งหรูหรางดงามที่สุด ช่วงสองสามวันนี้หลินเมิ้งหยาไม่อยากเสียเรี่ยวแรง นางพยายามรักษาตัวเองให้ดี เหตุเพราะยังมีปัญหาอีกมากรอนางอยู่ที่เมืองหลวง !
หลังจากได้รับปรนนิบัติดูแลอย่างดี ในที่สุดหลินเมิ้งหยาก็ใช้ชีวิตเหมือนหมูขี้เกียจบนรถม้า
ประตูเมืองหลวงตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลจากแนวสายตา หลินเมิ้งหยาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง นางพยายามยับยั้งความรู้สึกว้าวุ่นในใจ
ไม่ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
นับตั้งแต่ออกจากตำบลซื่อฟาง หลงเทียนอวี้มาพบนางเพียงไม่ครั้ง
ทุกครั้งเขาจะมาก่อนนางเข้านอน หลังจากบอกกล่าวนางสองสามคำและเห็นว่านางหลับแล้ว เขาจึงออกไปทำงานของตนเอง
นางย่อมรู้ดีว่าเมื่อถึงต้าจิ้น หลงเทียนอวี้จะต้องกลับไปทำหน้าที่องค์ชายอีกครั้ง
“นายหญิง พวกเราใกล้จะถึงบ้านแล้วเจ้าค่ะ !”
เดินทางออกจากบ้านไปนาน ป๋ายซ่าวไม่อาจเก็บซ่อนความดีใจที่แสดงออกบนใบหน้าได้
หยิบชุดฤดูวสันต์สีแดงดั่งดอกไฮ่ถังออกมา แล้วแต่งหน้าทำผมให้หลินเมิ้งหยาจนงดงามมีเสน่ห์ชวนหลงใหล
ร่างบางอรชรของนางจึงยิ่งดูสง่างามขึ้นกว่าเดิม
หลินเมิ้งหยาย่อมเข้าใจความคิดของป๋ายซ่าว เด็กคนนี้ไม่อยากให้นางต้องน้อยหน้าผู้ใด
“อืม ใกล้ถึงบ้านแล้ว พวกเราเก็บของสักหน่อยเถิด อีกเดี๋ยวคงเข้าประตูเมืองแล้ว”
ปล่อยผ้าม่านหน้าต่างลง หลินเมิ้งหยาและป๋ายซ่าวช่วยกันเก็บของภายในรถม้า
เพียงรถม้าข้ามผ่านประตูเมือง ขบวนรถม้าพลันถูกสั่งให้หยุด
หลินเมิ้งหยาได้ยินเสียงคนกำลังอธิบายอยู่ด้านนอก ดังนั้นจึงมิได้ใส่ใจ
ทว่าทันทีที่สิ้นเสียงนั้น ประตูรถม้าของนางพลันถูกเปิดจากด้านนอก
จากนั้นใบหน้าเคร่งขรึมชวนหวั่นคร้ามพลันปรากฏที่ด้านนอกประตูรถม้า
“บังอาจนัก ! นี่เป็นรถม้าของชายาอวี้ พวกเจ้าไม่สามารถเข้าใกล้ได้ง่ายๆ! ยังไม่รีบออกไปอีก!”
ป๋ายซ่าวหาใช่เด็กสาวบ้านนอกเหมือนก่อนไม่ นางติดตามหลินเมิ้งหยามานานแล้ว ดังนั้นท่วงท่าจึงสง่างามแตกต่างจากคนทั่วไป
ดวงตาเมล็ดซิ่งมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว นางรีบเข้ามากำบังร่างของหลินเมิ้งหยาเอาไว้พร้อมทั้งส่งเสียงเกรี้ยวกราดราวกับมิหวาดหวั่นเลยว่าอีกฝ่ายจะเป็นทหาร
“ชายาอวี้ ?”
อึ้งงันอยู่ครู่หนึ่ง แม้จะไม่รู้ว่าคนที่อยู่ภายในคือชายาอวี้หรือไม่ แต่รถม้าคันนี้หรูหรางดงามบ่งบอกถึงฐานะที่ไม่ธรรมดา
ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะล่าถอยไป ครู่ต่อมาเสียงเคร่งขรึมเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น
“ข้าน้อยบุ่มบ่ามเกินไป พระชายาได้โปรดลงโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
————–
หมายเหตุ
[1] กบใต้ก้นบ่อ หมายถึงคนที่มีวิสัยทัศน์คับแคบ, กบในกะลา