ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 562 ครอบครัวพบหน้า
เพียงได้ยินเสียงของทหารองครักษ์ผู้นี้ หลินเมิ้งหยาก็รู้ได้ทันทีว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ
ป๋ายซ่าวไม่ได้ตอบกลับในทันที นางหันหน้ากลับไปมองเจ้านายของตนเองราวกับกำลังรอสัญญาณจากหลินเมิ้งหยา
นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง หลินเมิ้งหยาส่ายหน้าเบาๆ
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากสนใจ เช่นนั้นนางก็ไม่อยากเอาเรื่อง
“ช่างเถิด พระชายาของข้ากำลังรีบ คงไม่ขอรบกวนใต้เท้าแล้ว”
ป๋ายซ่าวเป็นผู้ตัดสินใจทุกอย่าง หลินเมิ้งหยานั่งอยู่ในรถม้า ทว่าหูยังเงี่ยฟังสุ้มเสียงภายนอก
“ขอรับ เชิญพระชายาเสด็จ”
เหนือความคาดหมายของหลินเมิ้งหยา ชายใบหน้าเคร่งขรึมคนนั้นไม่ได้สร้างความลำบากใจให้แก่นางแต่อย่างใด
ปล่อยให้พวกนางข้ามผ่านประตูเมืองอย่างสะดวกสบาย ผิดกับป๋ายซ่าวที่เอาแต่จ้องประตูรถม้าตลอดเวลา
“หยาบคายยิ่งนัก ใช่ว่าพวกเขาจะสามารถแตะต้องรถม้าของพวกเราได้ง่ายๆ เสียหน่อย !”
หัวคิ้วขมวดมุ่น ป๋ายซ่าวเอ่ยอย่างเดือดดาล
ตามหลักแล้วคนเหล่านี้ปฏิบัติตนอย่างไร้มารยาท แม้แต่หลินเมิ้งหยาเองก็เริ่มเกร็งตัว หากทหารองครักษ์คนนั้นสร้างปัญหาให้นาง เช่นนั้นนางก็พร้อมจะสั่งสอนเขา
แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดทหารองครักษ์ผู้นั้นจึงดูไม่แยแส หลังจากสนทนาเพียงไม่กี่คำก็ปล่อยพวกนางเข้ามาอย่างง่ายดาย
“ช่างเถิด ตอนนี้เวลาไม่คอยท่าแล้ว พวกเขาเพียงแค่ปฏิบัติตามหน้าที่เท่านั้น จริงสิ ท่านอ๋องเข้าวังไปแล้วใช่หรือไม่ ?”
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้นของหลินเมิ้งหยา ป๋ายซ่าวจึงปล่อยเรื่องนี้ไป แม้ว่าหัวคิ้วจะยังมิคลายออกจากกันก็ตาม
หลินเมิ้งหยายิ้มน้อยๆ มือเล็กเอื้อมไปแหวกผ้าม่านหน้าต่างออก
เมืองหลวงยังคงเจริญรุ่งเรืองเหมือนก่อน
“ไปซื้อของก่อนสักหน่อยเถิด พวกเรากลับมาในคราวนี้ควรดูแลคนที่เหลือที่บ้านให้ดีสักหน่อย”
ป๋ายซ่าวแย้มยิ้มพร้อมทั้งขานรับ แม้จะถูกขัดระหว่างทาง แต่ถึงอย่างไรนางก็คิดถึงบ้านอยู่นานแล้ว เมื่อใกล้จะได้เจอคนในครอบครัว ความดีใจจึงโลดแล่นแทนความขุ่นมัวเมื่อครู่
ภายนอกจวนอวี้ เหล่าคนรับใช้ในจวนต่างออกมาคอยท่าอยู่นานแล้ว
โดยเฉพาะแม่นางทั้งสอง คนหนึ่งสวมชุดสีเขียวน้ำทะเล ใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่งดงามอ่อนโยน บนเส้นผมประดับปิ่นเงินหนึ่งด้าม แม้จะมิใช่ของราคาแพง แต่ดูประณีตงดงาม
ส่วนแม่นางอีกคนกำลังดีใจกระโดดโลดเต้น ชุดสีเหลืองเปลือกไข่เข้ากันได้ดีกับสีผิวของนาง
ใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่อวบอิ่ม ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกาย ไม่ว่าใครได้เห็นต่างก็รู้สึกเอ็นดู
พวกนางทั้งสองล้วนเป็นสาวใช้ประจำตัวของหลินเมิ้งหยา ป๋ายจีและป๋ายจื่อ
ทันทีที่ฟ้าสางก็มีคนมาส่งข่าวว่านายหญิงกำลังจะกลับจวน
ดังนั้นคนทั้งจวนจึงตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง
หากมิใช่เพราะเถียนมามาคอยดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อย เกรงว่าจวนแห่งนี้คงตกอยู่ในความโกลาหล
“มาแล้ว ! มาแล้ว ! รถม้าของพระชายามาถึงถนนแล้ว”
เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจพลันดังขึ้น
เสี่ยวซีที่ป๋ายจีส่งไปดูลาดเลาวิ่งเข้ามาในจวนพร้อมทั้งร้องตะโกนเสียงดัง
คนในจวนทั้งหมดที่กำลังเฝ้ารอต่างฉีกยิ้มกว้าง
หลังจากรอคอยมานาน ในที่สุดพระชายาก็กลับมาแล้ว
ม้าสีน้ำตาลย่ำกีบเท้าบนพื้นถนนหินไม่ช้าหรือเร็วจนเกินไป
ทว่าป๋ายจีและป๋ายจื่อต่างรอไม่ไหวแล้ว
ยังไม่ทันที่รถม้าจะจอดสนิท พวกนางทั้งสองก็รีบวิ่งเข้าไปหา
“นายหญิง !”
ยืนรออยู่หน้ารถม้าด้วยความปีติยินดี ใบหน้าเรียวเล็กของคนทั้งสองเปื้อนยิ้ม
รถม้าจอดนิ่งในทันใด เก้าอี้เล็กถูกวางลง จากนั้นผ้าม่านหน้าประตูจึงถูกแหวกออก
ใบหน้าเปื้อนยิ้มของป๋ายซ่าวโผล่ออกมาต้อนรับ
“นายหญิง ป๋ายจีกับป๋ายจื่อเจ้าค่ะ”
หลังจากรายงานเจ้านายเสร็จ ป๋ายซ่าวก็รีบกระโดดลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม
สายตาของทุกคนจึงล้วนจ้องมองมาที่รถม้าอีกหน
ครู่ต่อมา ใบหน้างดงามเรียวเล็กรูปไข่เปื้อนยิ้มพลันปรากฏต่อสายตาทุกคน
หลินเมิ้งหยายิ้มไม่ได้หัวเราะไม่ออกขณะมองดูเหล่าบ่าวไพร่ของตนเอง
ทันทีที่ก้าวเข้าประตูจวน แขนของหลินเมิ้งหยาพลันถูกโอบกอดแน่น กลีบปากบางของพวกนางขยับมิยอมหยุดขณะบ่นรำพึงรำพันถึงหลินเมิ้งหยา
ขณะที่กำลังคิดจะขอความช่วยเหลือจากป๋ายซ่าว อีกฝ่ายก็รีบอ้างว่าขอไปหยิบของขวัญเพราะเกรงว่าจะถูกทรมานไปด้วย
ดังนั้นนางจึงต้องเอ่ยปลอบโยนพวกสาวใช้ทั้งสองของตนเองเพียงลำพัง
“นายหญิง ต่อจากนี้ไปไม่ว่าท่านไปที่ใด ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพาข้าไปด้วยนะเจ้าคะ ชั่วชีวิตนี้ข้าจะไม่มีวันแยกจากท่านอีกแล้ว”
ป๋ายจื่อเติบโตขึ้นมากับนางตั้งแต่เด็ก ดังนั้นความรู้สึกย่อมแตกต่างจากทุกคน
มองนางด้วยใบหน้าน่าสงสาร หยดน้ำตาคลอเบ้า เพียงประโยคเดียวก็สามารถทำให้หัวใจของหลินเมิ้งหยาอ่อนยวบได้
“ขออภัย ข้าทำให้พวกเจ้าเป็นห่วงแล้ว”
มองสาวใช้คนสนิทของตนเองด้วยสายตาเชิงขอโทษ หนึ่งปีที่ได้รู้จักกัน แม้ข้าวของเครื่องใช้ในจวนอวี้จะไม่ธรรมดา แต่ไม่มีสิ่งใดเทียบกับความดีของหลินเมิ้งหยาได้เลย
เมืองหลวงแห่งนี้คงไม่มีนายหญิงที่ใดดีได้เช่นนางอีกแล้ว ดังนั้นทุกคนจึงตั้งตารอคอยการกลับมาของหลินเมิ้งหยา
กว่าจะกลับมาถึงตำหนักหลิวซินของตนได้นั้นไม่ง่ายเลย
หลินเมิ้งหยาปลีกตัวออกจากทุกคนด้วยท่าทางอ่อนโยน ก่อนจะเดินตามป๋ายจีและป๋ายจื่อกลับไปยังตำหนักของตนเอง
“โว้….”
“โฮก...”
เพียงผ่านประตูเข้ามา เสียงเห่าหอนสองเสียงทำให้หลินเมิ้งหยาตกใจสะดุ้งโหยง
ตั้งสติกลับมา ก่อนจะได้เห็นสัตว์สีขาวสองตัวที่กำลังกระโจนออกมาจากห้อง
“เสี่ยวป๋าย เสือน้อย พวกเจ้ายังไม่ลืมข้า !”
ไม่ได้พบเจอกันเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น แต่พวกมันเติบโตขึ้นมาก
เสี่ยวป๋ายมีท่วงท่าองอาจดั่งราชาหมาป่า
เสือน้อยรูปลักษณ์น่าหวั่นคร้าม ไม่มีเค้าของแมวน้อยน่าสงสารอีกต่อไป
แต่พวกมันทั้งสองมีสัญชาตญาณว่องไวเลยทีเดียว แม้จะเป็นสัตว์ป่า แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหลินเมิ้งหยา พวกมันล้วนมีท่าทางขี้อ้อนน่ารัก
พวกมันออดอ้อนเสียยิ่งกว่ามนุษย์ เมื่อออกมานอกห้องแล้ว พวกมันเกลือกกลิ้งเผยพุงสีขาวนุ่มนิ่มแทบเท้าหลินเมิ้งหยาเพื่อรอให้นางยื่นมือเข้ามาลูบ หลังจากพอใจแล้วจึงวิ่งออกไป
“ฮึ เจ้าสองตัวนี้นี่ ตอนนายหญิงไม่อยู่ ข้ากับพี่ป๋ายจีเป็นคนป้อนข้าวป้อนน้ำให้แท้ๆ แต่พวกมันกลับขู่โฮกฮากใส่พวกข้า !”
ป๋ายจื่อทนดูต่อไปไม่ไหว ยกแขนขึ้นเท้าเอวแล้วรีบฟ้องหลินเมิ้งหยาในทันใด
เสียงหัวเราะของทุกคนพลันดังขึ้น เมื่อหัวเราะเสร็จแล้ว หลินเมิ้งหยาเหลือบเห็นหงอวี้ที่มีท่าทางระมัดระวังอยู่หลายส่วนและอาซิ่วที่ดวงตาเปล่งประกายเมื่อได้เห็นเสี่ยวป๋ายและเสือน้อย
สุดท้ายสายตาจึงหยุดอยู่ที่เด็กหนุ่มใบหน้าเย็นชาอย่างจูเหยียน
“ทุกคนเข้าไปในเรือนก่อนเถิด ข้ามีคนอยากแนะนำให้พวกเจ้ารู้จัก”
หลังจากไม่ได้กลับมายังตำหนักหลิวซินหลายเดือน หลินเมิ้งหยารู้สึกว่าไม่มีที่ใดดีเท่าที่บ้านอีกแล้ว
กวาดสายตามองไปรอบๆ สาวใช้ทั้งสามล้วนเข้ามายืนข้างกายนาง
เถียนมามาเองก็มองนางด้วยความรักและเอ็นดู ซ้ำยังยกชานมมาให้นางด้วยตนเอง คาดว่าคืนนี้ตำหนักของนางจะต้องครึกครื้นไม่น้อย
“ท่านนี้คือแม่นางตงฟางซิ่วที่จะมาอยู่ที่นี่ชั่วคราว เหตุเพราะข้าและท่านอ๋องรู้จักกับลุงของนาง ดังนั้นนางจะมาพักกับพวกเราสักพัก”
เอ่ยแนะนำอาซิ่วก่อนคนแรก เหตุเพราะฐานะของอาซิ่วธรรมดาที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นนางยังเป็นเด็กแจ่มใสร่าเริง ทุกคนจึงชอบนางอย่างง่ายดาย
อาซิ่วยิ้มอ่อนหวานเพื่อแสดงมารยาทกับทุกคน
“ทุกคนเรียกข้าว่าอาซิ่วก็พอแล้ว ตลอดการเดินทางที่ผ่านมาพี่สาวพระชายาดูแลข้าอย่างดี เกรงว่าหากมาอยู่ที่นี่ข้าจะสร้างปัญหาให้กับพวกเจ้าเสียมากกว่า”
เด็กสาวน่ารักน่าชังเช่นนี้ทำให้ทุกคนหลงรัก
“ข้าขอแนะนำพวกนางให้เจ้ารู้จักก่อน ท่านนี้คือแม่นมเถียน นางเป็นแม่นมผู้แสนอ่อนโยนของข้า เจ้าเรียกนางว่าเถียนมามาก็ได้ ส่วนนี่ก็คือสาวใช้ประจำกายข้า เจ้าเรียกนางว่าพี่ป๋ายจีแล้วกัน คนสุดท้ายนี้คือป๋ายจื่อ นางเป็นเพ่ยเจี้ยของข้าและเติบโตมาด้วยกันกับข้า”
อาซิ่วเป็นเด็กไร้เดียงสา แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่ได้โง่เรื่องสร้างความสัมพันธ์
ดังนั้นจึงส่งเสียงอ่อนหวานร้องเรียกเถียนมามาและป๋ายจี ทุกคนจึงรู้สึกดีต่อนางมาก
หลินเมิ้งหยาหันไปมองหงอวี้ เห็นได้ชัดว่าสีหน้าของนางเคร่งขรึมมากกว่าเดิมอยู่หลายส่วน
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย
“ส่วนนี่คือผู้ช่วยชีวิตและมีบุญคุณ หงอวี้ เจ้าอยู่กับข้าที่นี่สักระยะก่อนเถิด”
หงอวี้ลุกขึ้นถวายคำนับด้วยท่วงท่าสง่างาม แต่ทุกคนกลับเงียบกริบ
เถียนมามาอาบน้ำร้อนมาก่อน ดังนั้นเพียงมองปราดเดียวก็ย่อมรู้ได้ทันทีว่าหงอวี้ผู้นี้ไม่ธรรมดา
แต่เพราะคุณหนูเอ่ยว่านางเป็นผู้มีพระคุณ ดังนั้นนางจึงไม่อาจรอช้า
“แม่นางหงอวี้ เช่นนั้นข้ามาท่านไปดูห้องรับแขกก่อนเถิด ท่านเป็นแขกของพระชายา เช่นนั้นย่อมเป็นแขกของจวนอ๋องแห่งนี้”
เถียนมามาเอ่ยทำลายบรรยากาศชวนอึดอัด หงอวี้หันไปมองนางด้วยสายตาซาบซึ้งใจ จากนั้นจึงกล่าวเชิงขอโทษแล้วเดินตามเถียนมามาไป
หลินเมิ้งหยามองตามหลังหงอวี้ ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่ป๋ายซ่าว
เฮ้อ เดาเอาไว้แล้วเชียวว่าป๋ายซ่าวจะต้องปล่อยข่าวออกไป
นอกจากนางที่ติดตามตนเองไปแล้วก็ไม่มีใครรู้เรื่องของหงอวี้อีก
“นายหญิงคงไม่ได้โกรธพวกเราใช่หรือไม่ ?”
ป๋ายจีเป็นผู้ใหญ่ที่สุด นางหันไปสบตาหลินเมิ้งหยา ก่อนจะเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ไม่หรอก พวกเจ้าล้วนหวังดีต่อข้า ข้าย่อมรู้เรื่องนี้ดี แต่โชคชะตาของหงอวี้อาภัพนัก หากพวกเจ้าไม่ชอบนาง เช่นนั้นเจ้าจงปลอบโยนนางสักหน่อยแล้วส่งนางออกจากจวนไปเถิด”
เหตุเพราะพวกนางล้วนอยู่ข้างเดียวกันกับตนเอง ดังนั้นจึงมองหงอวี้เป็นศัตรู
หลินเมิ้งหยาย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดี
เมื่อเห็นว่าหลินเมิ้งหยาไม่ได้ขุ่นเคือง พวกสาวใช้ทั้งสามจึงเบาใจ
หางตาของป๋ายจื่อพลันเหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มด้านหน้าประตู
“นายหญิง แล้วนั่นใครหรือเจ้าคะ ?”
หลินเมิ้งหยาเงยหน้าขึ้น สายตาพลันเหลือบไปเห็นสายตาอาฆาตของจูเหยียน
นาง…เกือบลืมเขาไปแล้วเชียว