ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 20 บทที่ 574 หลอกตา
ทว่าหลินเมิ้งหยาไม่ตำหนิหลงเทียนอวี้เลยแม้แต่น้อย
นางย่อมรู้สึกดีกับคำหลอกลวงเล็กๆ เพื่อปกป้องนางเช่นนี้ของเขา
“ท่านพ่อตาจะต้องวางใจอย่างแน่นอน เมิ้งหยา ข้ามารับเจ้าแล้ว”
อยู่ๆ เสียงของหลงเทียนอวี้พลันดังขึ้น หลินเมิ้งหยาหันไปมองเขาด้วยสายตาตกใจ เหตุใดเขาจึงปรากฏตัวราวภูติผีเช่นนี้เล่า
เซียวยี่ซินมองหลงเทียนอวี้ด้วยสายตาอึดอัดเล็กน้อย เขาสัมผัสได้ว่าบุรุษผู้นี้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับตนเอง
แต่จะเป็นเช่นนี้ก็ไม่แปลก เหตุเพราะตอนแรกเขาเกือบจะได้เป็นฟู่จวินของหลินเมิ้งหยา
ทว่าตอนนี้เขาไม่มีความคิดเช่นนั้นอีกแล้ว ทว่าเขาคงไม่อาจหลีกเลี่ยงความโชคร้ายนี้ไปได้
“ท่านอ๋อง ข้าขอทูลลา”
ถวายคำนับแล้วเดินจากไป เซียวยี่ซินย่อมรู้ดีว่าตนเองไม่เป็นที่ต้อนรับ
หลินเมิ้งหยามองตามหลังเขาก่อนจะถอนหายใจ
“อันที่จริงพี่เซียวทรมานมากพอแล้ว ขอบพระทัยที่ช่วยระบายอารมณ์ให้หม่อมฉันนะเพคะ”
หันหน้ากลับไปยิ้มซุกซนให้หลงเทียนอวี้
นางรู้ว่าหลงเทียนอวี้มิใช่คนใจแคบ แต่เขาเพียงแค่ต้องการล้อเล่นเท่านั้น
มองท่าทางน่ารักของนาง มุมปากหลงเทียนอวี้ยกขึ้นน้อยๆ
ไม่มีใครบนโลกใบนี้ทำใจรังเกียจนางลง
เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากท่านอาจารย์ เรื่องทุกอย่างจึงคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว
สถานการณ์ทางฝั่งหยุนโจวมิสู้ดีนัก ยิ่งไปกว่านั้นวังหลวงยังส่งข่าวมาแต่เช้าว่าพระสนมเสียนเฟยประกาศสงครามกับฮองเฮาแล้ว
ประการแรกพระสนมเสียนเฟยมีความดีความชอบที่ให้กำเนิดองค์ชาย ดังนั้นฮ่องเต้จึงเลื่อนขั้นนางให้เป็นพระสนมเสียนกุ้ยเฟย ทว่าฮองเฮาไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้
อันที่จริงกว่าจะประกาศพระราชโองการแต่งตั้งได้จำต้องใช้เวลาสองวัน แต่คิดไม่ถึงเลยว่าฮ่องเต้จะเตรียมการเอาไว้แล้ว
พระราชโองการและพิธีการจึงถูกจัดขึ้นภายในวันเดียว
กว่าฮองเฮาจะไปถึง เรื่องนี้ก็ดำเนินไปจนสำเร็จเสมือนตะปูถูกตอกลงแผ่นไม้เรียบร้อยแล้ว
ฮองเฮากริ้วเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงโต้เถียงกับฮ่องเต้กลางงานพิธี
สุดท้ายยังกล่าวหาว่าพระสนมเสียนกุ้ยเฟยวางยาเสน่ห์ฮ่องเต้อีกด้วย
คิดไม่ถึงเลยว่าพระสนมเสียนกุ้ยเฟยจะลุกขึ้นสู้กับฮองเฮาด้วยเหตุผล
ฮ่องเต้เดินหนีหน้านาง ฮองเฮาจึงเต้นเร่าๆ ด้วยความโกรธ ดูเหมือนคนที่ได้รับชัยชนะจะเป็นพระสนมเสียนกุ้ยเฟยอย่างมิต้องสงสัย
ไม่นานก็ถึงเวลาอาหารเช้าของหลินเมิ้งหยา ตอนได้ทราบข่าวนี้นางรู้สึกตกตะลึงไม่น้อย
แต่หลังจากอาการตกตะลึงผ่านไป ความตึงเครียดพลันเข้ามาแทนที่
ฮ่องเต้ต้องการอาศัยจังหวะนี้ดึงดูดความสนใจของฮองเฮาเพื่อมิให้นางสร้างปัญหาให้ตนเองและหลงเทียนอวี้
“เพราะเหตุนี้นี่เอง ป๋ายซ่าว เรื่องที่ข้ากำชับเอาไว้จงจดจำให้ดี”
ป๋ายซ่าวรีบพยักหน้าลง นี่เป็นวิธีการที่นายหญิงคิดขึ้น มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นองค์ชายสิบจึงจะสามารถอยู่รอดปลอดภัยจนกว่าท่านอ๋องและนายหญิงจะกลับมา
“ทูลพระชายา ข้าวของเตรียมเอาไว้พร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้พร้อมออกเดินทางแล้ว”
องครักษ์เข้ามารายงาน ป๋ายจีสวมเสื้อคลุมสีแดงให้หลินเมิ้งหยาก่อนจะมัดให้แน่น
ทุกคนในจวนล้วนออกมาส่งนางและหลงเทียนอวี้
แม้รู้ว่าเรื่องนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่เพียงได้ยินว่าท่านอ๋องและพระชายาต้องเดินทางไปยังเขตเกิดโรคระบาด ทุกคนล้วนหวั่นใจ
พวกเขารู้ดีว่าการเดินทางในคราวนี้อันตรายยิ่งนัก หากติดตามพวกเขาไปด้วย เช่นนั้นจะเป็นการสร้างภาระให้พวกเขาทั้งสอง
หลงเทียนอวี้ประคองหลินเมิ้งหยาขึ้นรถม้าด้วยตนเอง ป๋ายจื่อส่งสายตาละห้อยมองหลินเมิ้งหยา
“นายหญิง ท่านจะต้องกลับมาอย่างปลอดภัยนะเจ้าคะ !”
หลินเมิ้งหยาพยักหน้าลง ม่านประตูถูกปิดลง คนขับรถยกแส้ขึ้น
เพียะ เสียงดังขึ้น กีบม้าทั้งสี่ขยับย่ำเท้าไปบนถนน
“วางใจเถิด นายหญิงจะต้องกลับมาอย่างแน่นอน มีครั้งใดบ้างที่นายหญิงจัดการไม่ได้ พวกเราเองก็ต้องทำเรื่องที่นายหญิงสั่งเอาไว้ให้ดี”
ป๋ายจีเป็นพี่ใหญ่ นางย่อมต้องปลอบโยนพวกน้องๆ ทั้งสอง
แต่แน่นอนว่านางเองก็รู้สึกทรมานและเป็นห่วงหลินเมิ้งหยายิ่งนัก
ถึงแม้จะเป็นห่วง ทว่าเรื่องที่ต้องทำก็ต้องจัดการให้ดี
ป๋ายซ่าวและป๋ายจื่อระงับความกังวลของตนเอง ก่อนจะพยักหน้าลง
นายหญิงบอกเอาไว้ว่านางจะสามารถกลับมาได้ในเร็ววันหรือมิเช่นนั้นก็ขึ้นอยู่กับพวกนางทั้งสามแล้ว
“กลับไปกันเถิด ทุกคนไปทำงานของตัวเองให้เรียบร้อย อีกไม่นานนายหญิงก็จะกลับมาแล้ว ช่วงนี้ทุกคนจงระมัดระวังให้ดี อย่าให้คนนอกหาโอกาสสร้างปัญหาได้เข้าใจหรือไม่ ?”
ป๋ายซ่าวกลับมามีท่าทีเหมือนก่อนอย่างรวดเร็ว พวกผอจื่อล้วนขานรับ
“เจ้าค่ะ”
ทุกคนแยกย้ายกันไป แม่นางทั้งสามเองก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเองเช่นเดียวกัน
รถม้าสั่นโคลงเคลง เมื่อรถม้าวิ่งออกมาได้ไกลสักระยะแล้ว หลินเมิ้งหยาจึงแอบแหวกผ้าม่านออกดู
ตอนนี้คนที่ยืนอยู่หน้าประตูจวนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว
นางรู้ดีว่าสาวใช้ของตนเองสามารถจัดการงานได้อย่างมิขาดตกบกพร่อง
“พวกนางเริ่มเหมือนเจ้าขึ้นทุกวัน”
น้อยครั้งนักที่จะได้ยินคำชมผู้อื่นจากปากหลงเทียนอวี้
หลินเมิ้งหยายิ้มกว้าง สายตาเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
“แน่นอนเพคะ ก็ใครเป็นผู้สั่งสอนกันเล่า หลังจากพวกเราออกจากเมืองหลวงแล้ว ท่านอาจารย์และเซียวยี่ซินจะตามไปรวมตัวกับพวกเราในอีกสามวัน แต่จะถูกคนสอดแนมจับได้ก่อนหรือไม่นั้น เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับท่านอ๋องอวี้แล้วนะเพคะ”
หลินเมิ้งหยามองเขาด้วยสายตาซุกซน
หลงเทียนอวี้เลิกคิ้วขึ้นสูง ดูเหมือนนางจะกำลังทดสอบเขา
ดี เขาจะปล่อยให้ชายาของตนเองผิดหวังได้อย่างไร
“เข้ามา”
เอ่ยเสียงขรึมแต่กลับอารมณ์ดี
หลินเมิ้งหยาหยักยิ้มมองแผนการของเขา
ออกคำสั่งกับลูกน้องสองสามคำ แต่เขากลับทำเพียงขยับรูปปากโดยไม่ส่งเสียง !
หลินเมิ้งหยารู้สึกขุ่นเคืองไม่น้อย นางมีประสาทการได้ยินดีกว่าคนทั่วไป แต่หลงเทียนอวี้กลับจงใจใช้วิธีนี้กลั่นแกล้งนาง
แม้ลูกน้องจะพยักหน้ารับคำสั่ง แต่หลินเมิ้งหยากลับไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น
สุดท้ายลูกน้องก็จากไป หลงเทียนอวี้แสดงสีหน้าดั่งผู้เหนือกว่า
หลินเมิ้งหยามองเขา หัวใจรู้สึกราวกับถูกแมวข่วน
“เมื่อครู่พระองค์พูดอะไรกับเขาหรือเพคะ ?”
สุดท้ายก็ไม่อาจกักเก็บความสงสัยเอาไว้ได้จึงเอ่ยถาม
หลงเทียนอวี้กลับยิ้มแล้วส่ายหน้า สุดท้ายจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงมีลับลมคมใน
“ความลับ พูดไม่ได้ พูดไม่ได้”
อะไรกัน ! หลินเมิ้งหยาถลึงตาใส่เขา นางรู้ได้ทันทีว่าตนเองตกหลุมพรางเข้าให้แล้ว
แต่นางรู้สึกสงสารพวกคนที่ไล่ตามมาทางด้านหลังเหล่านั้นไม่น้อย หากคิดจะไล่ตามท่านอ๋องผู้นี้ เกรงว่าจะมิใช่เรื่องง่าย
ยิ่งไปกว่านั้นอีกสามวันข้างหน้านางจึงจะไปถึง
เป้าหมายของพวกคนที่สะกดรอยตามไม่มีอะไรนอกจากสืบข่าวหรือสร้างปัญหาให้พวกเขาระหว่างทางเท่านั้น
แต่คงไม่คิดทำอะไรมากไปกว่านี้ เหตุเพราะอาการประชวรของฮ่องเต้ดีขึ้นแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นไท่จื่อยังถูกตำหนิไม่น้อย
ขณะเดียวกันฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญกับอ๋องสามอย่างหลงเทียนอวี้มาก ดังนั้นหากเกิดปัญหาขึ้นกับหลงเทียนอวี้ เช่นนั้นไท่จื่อจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยแรก
ยังไม่ทันจะได้ขึ้นครองบัลลังก์ก็ได้ชื่อว่าฆาตกรเข่นฆ่าพี่น้องเสียแล้ว ข้อครหานี้ทำให้ชื่อเสียงของผู้ที่ต้องการขึ้นครองบัลลังก์อย่างรวดเร็วถูกทำลายไม่มีชิ้นดี
ถึงอย่างไรนอกจากอ๋องสามแล้ว ก็ยังเหลืออ๋องเจ็ดและอ๋องสิบ
เขาคงไม่อาจไล่ฆ่าทีละคนหรอกกระมัง หากเขากล้าทำเช่นนั้นจริง ไท่จื่อเองก็คงจบเห่แล้ว
วิธีการที่ดีที่สุดคือทำให้หลงเทียนอวี้ติดโรคระบาดเสียชีวิต
เหตุเพราะการติดโรคระบาดเป็นเหตุการณ์สุดวิสัยมิใช่หรือ ?
ดังนั้นเมื่อคิดได้เช่นนี้ พวกคนสะกดรอยจึงไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม
แต่หลงเทียนอวี้ไม่เหมือนกัน เวลาเพียงหนึ่งวันเท่านั้น ท่านอ๋องกลับไล่เก็บกวาดคนสะกดรอยเหล่านั้นจนสิ้นซากอย่างอารมณ์ดี
“ด้านหลังมีคนสะกดรอยตามมาแล้ว เจ้าระวังให้ดี”
บนอานม้าสีแดง หลินเมิ้งหยานั่งอยู่ภายในอ้อมกอดของหลงเทียนอวี้อย่างอารมณ์ดี มือกำเสื้อที่แผงอกของเขาแน่น ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มซุกซน
แม้จะเอ่ยว่าหลงเทียนอวี้กำลังเดินทางไปยังพื้นที่โรคระบาด แต่เขากลับเหมือนกำลังไปเที่ยวแถบชานเมืองเสียมากกว่า
คราวนี้มีรถม้าในขบวนเพียงสองคัน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนสนิทของเขาเป็นผู้ขับ
คนเหล่านี้มีวิทยายุทธ์ระดับสูง ยิ่งไปกว่านั้นยังรู้ใจหลงเทียนอวี้ ขอเพียงเขาออกคำสั่ง พวกเขาย่อมรู้ได้ทันทีว่าต้องทำเช่นไร
อย่างเช่น…..
“เอ๋ ? คนเล่า ? เมื่อครู่ยังเห็นพวกเขาเข้าไปในป่าอยู่เลยมิใช่หรือ เหตุใดจึงหายไปแล้วเล่า ?”
ผู้สะกดรอยคนที่หนึ่งมองลึกเข้าไปในป่าด้วยสายตาตกตะลึง
ทั้งที่ลูกน้องของเขาเห็นเช่นนั้น แต่เพราะเห็นใดเขาจึงไม่เห็นแม้แต่เงา
“เจ้าสายตาฝ้าฟางหรือไม่ ?”
ผู้สะกดรอยคนที่สองช่วยกันมองหา แต่กลับมองไม่เห็นสิ่งใด
นี่หรือพวกเขาเห็นผีในเวลากลางวันแสกๆ ?
ทั้งสองช่วยกันออกค้นหา พวกคนที่แอบซ่อนตัวอยู่ก็ช่วยหาด้วยเช่นเดียวกัน
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะหาเช่นไรก็ไม่พบร่องรอยของอ๋องอวี้
พวกเขามองไม่ผิดแน่ แต่เพราะเหตุใดอยู่ๆ เขาจึงหายตัวไปได้เล่า ?
“หรือจะไปทางอื่น ?”
ผู้สะกดรอยคนที่สามเอ่ยด้วยความสงสัย เขายกมือขยี้ตา
แปลก เขาเองก็เห็นว่ารถม้าแล่นมาทางนี้นี่นา
เป็นไปไม่ได้ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?
คนสะกดรอยเริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายในป่าแห่งนี้ก็มีคนสะกดรอยราวยี่สิบสามสิบคน
พวกเขาพยายามแหวกหญ้าหาเบาะแสจนเหล่ากระต่ายป่าล้วนตื่นตกใจ
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ทว่าพวกเขายังคงหาตัวหลงเทียนอวี้และหลินเมิ้งหยาไม่พบ
“ดู พวกเขาอยู่ที่นั่น !”
หลังจากที่ผู้สะกดรอยคนที่หนึ่งเกือบจะหมดแล้ว คนที่กำลังตามหาพลันปรากฏตัวที่ด้านนอกป่า
ทุกคนล้วนถอนหายใจ แต่คำถามใหม่กลับเกิดขึ้นอีกครั้ง
พวกเขาไปซ่อนตัวที่ใดมา ?
หลินเมิ้งหยาและหลงเทียนอวี้พลิกตัวลงจากหลังม้า ดวงตาเปล่งประกายคู่นั้นกะพริบปริบๆ ขณะมองเข้าไปในป่า