ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 20 บทที่ 573 เถียเจียกู่
“แม้เจ้าจะวิเคราะห์อาการป่วยและสูตรยาออกมาได้ไม่เลว แต่สุดท้ายแล้วพวกเราก็ยังมิได้เห็นอาการที่แท้จริงของคนไข้ ข้าจึงยังมิอาจมั่นใจได้ ยิ่งไปกว่านั้นโรคที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เกรงว่าคงไม่อาจรักษาได้ง่ายๆ “
หลินเมิ้งหยาเองก็ตระหนักถึงสิ่งที่ท่านอาจารย์กำลังเป็นกังวลเช่นเดียวกัน
หลงเทียนอวี้เคยกล่าวว่าแม้จะสามารถเดินทางไปยังเขตโรคระบาดได้ แต่เกรงว่าคงไม่อาจเข้าไปภายในได้ง่ายๆ
นั่นเท่ากับว่านางสามารถสังเกตการณ์ได้เพียงภายนอกและทำได้เพียงป้องกันเท่านั้น
หากเป็นเช่นนั้น บทบาทของนางก็จะลดลงเป็นอย่างมาก
“แต่ข้าเคยเห็นคนถูกวางยาเช่นนี้มาก่อน ข้าเดาว่าพิษในร่างกายของเขากับพิษที่ถูกใช้ในเขตที่เกิดโรคระบาดเป็นชนิดเดียวกัน บางทีอาจจะมีความเกี่ยวข้องกันก็ได้เจ้าค่ะ หากข้าและท่านอาจารย์ร่วมมือกัน ความสำเร็จจะเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ ?”
นางกำลังพูดถึงเซียวยี่ซิน
เขาเดินทางมาถึงจวนนานแล้ว เหตุเพราะนำของของหลินเมิ้งหยามาแสดง ดังนั้นคนในจวนจึงปฏิบัติต่อเขาอย่างดี
แม้เซียวยี่ซินจะเอ่ยว่าพวกเขาปฏิบัติต่อตนเองอย่างใจกว้าง ทว่าแต่ก่อนเขาเป็นคนยอดเยี่ยมมากเพียงไหน แต่กลับต้องใช้ชีวิตเหมือนคนก็มิใช่ผีก็มิเชิงเช่นนี้ เกรงว่าเซียวยี่ซินคงอดทนมามากพอแล้ว
ทว่าเขาเป็นคนมีมารยาทและสงบนิ่ง เมื่อหลินเมิ้งหยาไม่พูด เขาย่อมไม่เอ่ย
“แน่นอน ! เร็ว ไปเชิญเขามา คราวนี้อาจารย์กับเจ้าจะไปด้วยกัน ข้าเองก็อยากเห็นพิษร้ายเช่นนั้น !”
ไม่รู้ว่าแววตาของป๋ายหลี่รุ่ยกำลังดีใจหรือมีโทสะอยู่กันแน่
หลินเมิ้งหยาอึ้งงันอยู่กับที่ ดูเหมือนนิสัยของท่านอาจารย์จะ…สดใสมากกว่าเดิม
มองใบหน้าระรื่นของท่านอาจารย์ หรือการมีความรักในวัยกลางคนคนจะทำให้ท่านอาจารย์เด็กลง ?
อยู่ๆ ก็นึกถึงหลงเทียนอวี้ที่มักจะยิ้มและหัวเราะกับนางขึ้นมา
พยักหน้าในใจ จะต้องใช่แน่ๆ
“ดี ข้าจะไปหาเขาเดี๋ยวนี้ ท่านอาจารย์รอสักครู่เถิด เขาอยู่ที่จวนแล้วเจ้าค่ะ”
การไปหาเซียวยี่ซินไม่จำเป็นต้องใช้เวลานาน
ทว่าหลังจากหลงเทียนอวี้ถามนางหนึ่งคำ เขากลับเอ่ยว่าต้องการสอบถามเรื่องเซินเซียนซ่านกับท่านอาจารย์ ดังนั้นจึงให้นางไปเชิญเซียวยี่ซินด้วยตนเอง
ก็จริง ยาเซินเซียนซ่านเป็นสูตรยาเก่าของท่านอาจารย์ หากได้รับการช่วยเหลือจากท่านอาจารย์ หลงเทียนอวี้อาจหายเร็วขึ้น
แต่ขณะที่นางรีบร้อนพาตัวเซียวยี่ซินมานั้น ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางจึงไม่ได้ยินเสียงถกเถียงกันของท่านอาจารย์และหลงเทียนอวี้อย่างทุกครั้ง
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านป๋ายหลี่แล้ว”
หลงเทียนอวี้เหยียดกายลุกขึ้น มือทั้งสองข้างประกบเข้าหากันขณะส่งเสียงเคร่งขรึมกับป๋ายหลี่รุ่ย
“วางใจ ข้ามีแผนอยู่ในใจแล้ว ช่วงนี้อ๋องอวี้มีงานมิขาดมือ เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเถิด”
ท่านอาจารย์เองก็มีสีหน้าเคร่งขรึมมิต่างกัน ทั้งสองคารวะซึ่งกันและกัน
หลงเทียนอวี้เดินเข้ามาหยุดตรงหน้าหลินเมิ้งหยา ก่อนจะยื่นมือเข้าไปจับปอยผมที่กำลังยุ่งเหยิงของนางขึ้นทัดหู
“อย่าดึกนัก”
หลินเมิ้งหยาผงกศีรษะรับคำ นางรู้ว่าหลงเทียนอวี้เป็นห่วงสุขภาพของนาง
แต่ที่นี่มีท่านอาจารย์อยู่ด้วย นางเพียงเป็นลูกมือของเขาเท่านั้น ปกติแล้วใช้เวลาไม่มาก
หลงเทียนอวี้ปรายตามองเซียวยี่ซินหนึ่งหน ก่อนจะเดินออกจากห้องศิลาด้วยท่วงท่าสง่างาม
ทว่าคนมีประสาทสัมผัสว่องไวอย่างหลินเมิ้งหยาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจากเขา
แต่อะไรที่ผิดปกตินั้นนางก็ไม่แน่ใจ
“นั่งเถิด”
น้ำเสียงที่ท่านอาจารย์ใช้ในเวลานี้กลับมาเย็นชาดุจน้ำแข็งเหมือนก่อน
เซียวยี่ซินรีบถวายคำนับท่านอาจารย์ในฐานะผู้น้อย จากนั้นจึงนั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้าป๋ายหลี่รุ่ย
“ท่านอาจารย์ ท่านนี้คือเซียวยี่ซิน เขาคือลูกชายของสกุลที่มีความสัมพันธ์อันดีกับบิดาของข้า อีกทั้งยังเหมือนพี่ชายของข้าอีกคน ท่านลองดู พิษในร่างของเขาทำให้กล้ามเนื้อหดตัวและพิษได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งร่างอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเขาจึงกลายเป็นเช่นนี้”
เมื่อได้ยินหลินเมิ้งหยาพูดจบ ดวงตาคมกริบของป๋ายหลี่รุ่ยพลันจ้องทางเซียวยี่ซิน ก่อนจะหันไปหาหลินเมิ้งหยา
“เจ้าออกไปก่อน ข้าจะตรวจอาการของเขา เจ้าเป็นสตรี ยืนอยู่ที่นี่คงไม่สะดวกนัก”
หลินเมิ้งหยาอึ้งงันอยู่กับที่ สมัยที่นางยังฝึกงานนางล้วนเห็นทุกอย่างมาหมดแล้ว
ในวิชากายวิภาคเองก็ได้เห็นชิ้นส่วนทุกชิ้นของมนุษย์
ขณะที่คิดจะหาข้อโต้แย้ง ท่านอาจารย์พลันถลึงตาใส่นาง นางจึงทำได้เพียงเดินคอตกออกจากห้องไป
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้นางข้ามภพมาอยู่ในสมัยโบราณกันเล่า ?
ประตูห้องศิลาถูกปิดลงอีกหน บริเวณรอบๆ ล้วนเป็นทหารองครักษ์ แม้หลินเมิ้งหยาจะเบื่อ แต่ก็ไม่ได้โง่เขลาจนถึงขั้นไปแอบดู
ยืนอยู่บนทางเดิน ทว่าไม่นานหูก็ได้ยินเสียงจากภายใน
เมื่อครู่ทุกอย่างยังเป็นปกติ แต่อยู่ๆ ………
“โอ๊ย….เจ็บ ท่านป๋ายหลี่…ข้า…”
เอ๋ ? ดวงตาหลินเมิ้งหยาเบิกกว้าง เพียงแค่ตรวจอาการเท่านั้น เหตุใดเซียวยี่ซินจึงส่งเสียงทรมานเช่นนี้เล่า ?
“อดทน ! ชายชาตรีจะเจ็บปวดกับเรื่องเท่านี้ได้เช่นไร หากมิใช่เพราะเห็นแก่หน้าลูกศิษย์ตัวน้อยของข้า ข้าคงไม่คิดจะแลเจ้า !”
เสียงตะคอกของท่านอาจารย์เล็ดลอดออกมา เซียวยี่ซินจึงทำได้เพียงอดทนต่อความเจ็บปวด เสียงของเขาจึงเงียบไป
ทว่า…..
“ซี้ด….ท่านป๋ายหลี่ ท่านนำมีดมาทำไมขอรับ ?”
“ข้าจะทำอะไรได้เล่า ? แน่นอนว่าต้องอยากเห็นร่างกายภายในของเจ้า เจ้าเป็นบุรุษ เช่นนั้นจะกลัวทำไมกับบาดแผลเล็กๆ”
เซียวยี่ซินเงียบไปอีกหน แต่คาดว่าหนนี้อาจเพราะกำลังตกใจสุดขีด
หลินเมิ้งหยายืนฟังด้วยความประหลาดใจ หรือเพราะวิธีการตรวจอาการของนางและท่านอาจารย์จะไม่เหมือนกัน ?
แปลกจริง นางมีระบบเซินหนงคอยช่วย ดังนั้นวิธีการตรวจอาการในสมัยโบราณจึงมีบันทึกเอาไว้
ในที่สุดเสียงร้องภายในก็เงียบลง
“เข้ามาเถิด”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกของท่านอาจารย์ หลินเมิ้งหยาจึงรีบเปิดประตูแล้วเข้าไปในทันที
เซียวยี่ซินยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ทว่าสายตากลับเผยความหวาดกลัว เมื่อหันไปมองท่านอาจารย์อีกหน หัวคิ้วขมวดมุ่น ราวกับกำลังรู้สึกไม่สบาย
เอ๋ ? หรือพิษในร่างของเซียวยี่ซินจะไม่อาจถอนได้ง่ายๆ?
“เจ้าคนไม่ได้เรื่อง ก็แค่ตรวจอาการเท่านั้น เหตุใดต้องส่งเสียงร้องอย่างทรมานเช่นนี้ หากใครไม่รู้คงคิดว่าข้าทำร้ายเจ้าแล้ว !”
ท่านอาจารย์ส่งสายตาดูถูกไปทางเซียวยี่ซิน ทว่าอีกฝ่ายกลับทำเพียงหยักยิ้มขมขื่นมิกล้าต่อปากต่อคำ
หลินเมิ้งหยารับรู้ได้ถึงบรรยากาศผิดปกติ ช่างเถิด ถึงอย่างไรท่านอาจารย์ก็เป็นถึงปรมาจารย์ด้านยาพิษ วิธีการที่ใช้จึงอาจแตกต่างจากผู้อื่น
“เป็นอย่างไรเจ้าคะ ? ท่านอาจารย์ ท่านมีวิธีถอนพิษในร่างพี่ชายสกุลเซียวหรือไม่ ?”
เมื่อพูดเข้าประเด็น สีหน้าของป๋ายหลี่รุ่ยจึงเคร่งขรึมขึ้นมาหลายส่วน
“ข้าลองตรวจดูแล้ว อาการป่วยของเขาไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อ ตอนที่ใช้มีดกรีด ข้าทำเพียงเฉือนเบาๆ เท่านั้น แต่กลับไม่มีเลือดไหลออกมา ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่รู้สึกเจ็บ นั่นเท่ากับว่านอกจากผิวหนังภายนอกแล้วยังมีผิวหนังอีกชั้นถูกสร้างขึ้นและเป็นผิวหนังชั้นที่ทำให้ร่างกายของเขาผิดรูปผิดร่างเช่นนี้”
หลินเมิ้งหยาคิดไม่ถึงเลยแม้แต่น้อย แต่ผิวหนังของมนุษย์สามารถสร้างได้ง่ายๆ ด้วยหรือ ?
หากมียาวิเศษเช่นนั้นจริง เช่นนั้นคนที่มีแผลถูกไฟลวกจะมีโอกาสหายดีหรือไม่ ?
แต่ท่านอาจารย์ไม่เคยเห็นยาชนิดนี้มาก่อน
“อาการเหมือนโดนพิษของแมลงชนิดหนึ่งชื่อว่าเถียเจียกู่ แต่พิษที่เจ้าคนไม่ได้เรื่องนี้โดนไม่ได้ซึมลึกถึงกระดูก ดังนั้นร่างกายจึงถูกทับซ้อนเพียงส่วนเดียว ข้าเคยเห็นคนที่ถูกพิษรุนแรงกว่านี้ คนผู้นั้นเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ แต่กลับกลายเป็นลูกชิ้นไปเสียได้ เจ้าคิดว่าน่ากลัวหรือไม่ ?”
เถียเจียกู่ ? หลินเมิ้งหยาคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีแมลงพิษน่าพิศวงเช่นนี้
“เช่นนั้นพิษชนิดนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับพิษที่เกิดในเขตโรคระบาดใช่หรือไม่เจ้าคะ ?”
นี่ต่างหากคือปัญหาที่หลินเมิ้งหยากังวลที่สุด แต่คำอธิบายของท่านอาจารย์ไขความกระจ่างให้แก่นาง
“ไม่ หากนำพิษของเถียเจียกู่มาทำเป็นยาแล้วล่ะก็ เช่นนั้นจะทำให้ชีพจรของคนเปลี่ยนไป ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้กระดูกและกล้ามเนื้อของมนุษย์พลิกกลับด้านผิดรูปผิดร่างเหมือนอย่างที่เจ้าวิเคราะห์ออกมา ทว่ามันจะต้องถูกคนทำอะไรบางอย่าง มิเช่นนั้นคงไม่เกิดโรคระบาดเช่นนี้”
เมื่อได้บทสรุปแล้ว หลินเมิ้งหยาจึงสบายใจขึ้น
หันหน้าไปอีกทางจึงได้เห็นสายตาฉงนสงสัยของเซียวยี่ซิน หลินเมิ้งหยาคิดว่าในเมื่ออีกฝ่ายช่วยนางเอาไว้ เช่นนั้นนางก็ควรตอบแทน
“ท่านอาจารย์ ท่านมีวิธีรักษาอาการของพี่เซียวหรือไม่ ?”
ป๋ายหลี่รุ่ยปรายตามองเซียวยี่ซิน อยู่ๆ ก็ส่งเสียงหัวเราะชั่วร้าย
“มีแน่นอน แต่เจ้าคนไม่ได้เรื่องนี่จะต้องทรมานสักหน่อยแล้ว ใช่ว่าใครจะสามารถทานทนต่อยาของข้าป๋ายหลี่รุ่ยได้ง่ายๆ”
เพียงได้ยินคำพูดของท่านอาจารย์ ตอนแรกคิดว่าเซียวยี่ซินจะตกใจจนแทบกระโดดหนี
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะลุกขึ้นแล้วคารวะท่านอาจารย์อย่างซาบซึ้งใจ
“ข้าต้องรบกวนท่านป๋ายหลี่แล้ว เซียวยี่ซินไม่มีสิ่งใดตอบแทน แต่บุญคุณในคราวนี้ข้าจะขอตอบแทนท่านด้วยชีวิตอย่างแน่นอนขอรับ”
“ฮึ ชีวิตของเจ้ายังไม่เพียงพอเลี้ยงยาพิษของข้าด้วยซ้ำ ไสหัวไปได้แล้ว พรุ่งนี้ข้าจะรักษาเจ้าเอง หากได้รับยาของข้า รับรองว่าเจ้าจะหายดีอย่างแน่นอน”
ท่านอาจารย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาผิดปกติ
เซียวยี่ซินกลับไม่รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไป เขาทำเพียงยิ้มขมขื่น
“เช่นนั้นท่านอาจารย์พักผ่อนเถิด ข้าขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อน หลงเทียนอวี้ยังรอข้าอยู่ หากข้ากลับไปช้าเขาจะเป็นห่วง”
ป๋ายหลี่รุ่ยโบกมือ ก่อนที่เขาจะเข้าไปในห้องเก็บยา
หลินเมิ้งหยาและเซียวยี่ซินเดินออกไปพร้อมกัน แม้จะซ่อนตัวอยู่ภายใต้ผ้าคลุมสีดำ ทว่าดวงตาสีดำคมกริบของเขากลับมาเปล่งประกายดั่งเดิมแล้ว
“พี่ยี่ซิน ข้าขออภัยแทนท่านอาจารย์ด้วย ท่านอาจารย์ของข้ามีนิสัยประหลาด แต่การรักษายอดเยี่ยมมิต้องกังวล ไม่มีปรมาจารย์แพทย์พิษคนใดในใต้หล้าจะเก่งไปกว่าท่านอาจารย์ของข้าอีกแล้ว”
หลินเมิ้งหยาไม่ได้คุยโวโอ้อวดแต่อย่างใด
เมื่อก่อนนางอาจไม่รู้ แต่นางมักได้ยินคำเชยชมถึงความน่าพิศวงของท่านอาจารย์จากปากจั่วชิวอวี้อยู่บ่อยครั้ง
ครั้นอายุสิบห้า ท่านอาจารย์กลายเป็นแพทย์พิษคนแรกที่ได้รับการยอมรับของต้าจิ้น
หลังจากเหน็ดเหนื่อยมิหยุดหย่อนมาหลายสิบปี ชื่อเสียงของท่านอาจารย์จึงเลื่องลือระบือไกล
“ช่วยไม่ได้ ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะการกระทำของข้าเอง ท่านป๋ายหลี่เป็นคนดี การที่เจ้าได้เป็นลูกศิษย์ของเขา หนานเซิงและท่านลุงจะต้องวางใจ”
เซียวยี่ซินไม่ได้เล่าให้หลินเมิ้งหยาฟังว่าตนเองเผชิญหน้ากับสิ่งใดมา
ทว่าหลินเมิ้งหยาพอจะเดาบางอย่างได้แล้ว
แอบแลบลิ้นซุกซนในใจ อันที่จริงนางก็พอจะรู้แล้วว่าหลงเทียนอวี้ต้องแอบอาศัยจังหวะที่นางไปตามตัวคนมาแล้วฟ้องท่านอาจารย์อย่างแน่นอน