ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 20 บทที่ 592 ตกเป็นเป้าโจมตี
ไม่มีใครคิดว่าหลินเมิ้งหยาจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเช่นนี้ นางออกคำสั่งให้ตามตัวคนในครอบครัวของฮูหยินเหล่านั้นมา ไม่นานใบหน้าดำคร่ำเครียดของบุรุษร่างกำยำหลายคนก็ปรากฏขึ้นริมแม่น้ำอีกฝั่ง
แต่เพราะมีแม่น้ำขวางกั้น ดังนั้นทุกคนจึงคุยกันได้ไม่สะดวกนัก
ไม่นานบุรุษท่าทางมีคุณธรรมสูงส่งสองสามคนก็ปรากฏตัวที่หน้าประตูค่ายกักกันโดยมีหลี่เจียนำทาง
หลินเมิ้งหยานั่งนิ่งอยู่กับที่ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดสายตาที่เคยอ่อนโยนจึงเปลี่ยนเป็นดุดันคมกริบ
พวกฮูหยินที่คิดว่าตนเองมีเหตุผลล้วนก้มหน้าชำเลืองทางหลินเมิ้งหยา
“พระชายา ภรรยาของพวกเราไม่รู้ความ พระองค์ได้โปรดเห็นแก่เด็กน้อยเหล่านี้ ไว้ชีวิตพวกนางเถิดขอรับ”
เมื่อเทียบกับพวกฮูหยินที่รวมตัวกันตรงหน้า บุรุษกลุ่มนี้ล้วนมีเหตุผลกว่ามาก
เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง เท่าที่ดูจากสถานการณ์ในเวลานี้ หากลูกของพวกเขาถูกนำออกห่างจากพระชายา เกรงว่าพวกเขาจะต้องตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต
ดังนั้นพวกเขาจึงน้อมรับผิดทันทีที่มาถึง อย่างน้อยก็เพื่อปกป้องชีวิตน้อยๆ เหล่านั้นเอาไว้
“ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยพวกนาง แต่พวกนางรนหาที่ตายเอง นี่เป็นเรื่องในครอบครัวของพวกเจ้า เช่นนั้นพวกเจ้าตัดสินใจกันเองเถิด”
น้อยครั้งนักที่หลินเมิ้งหยาเอื้อนเอ่ยวาจาเชือดเฉือนเช่นนี้
แต่เมื่อนางเอ่ยออกมา ใบหน้าของชายฉกรรจ์ร่างกำยำเหล่านั้นล้วนมีเหงื่อซึม
พวกเขาล้วนเคยได้ยินพฤติกรรมอันมีคุณธรรมของหลินเมิ้งหยาดี แต่การที่นางเอื้อนเอ่ยเช่นนี้ แสดงว่าภรรยาของพวกเขาต้องทำให้นางรำคาญใจเป็นอย่างมากแน่นอน
ดังนั้นจึงหันขวับไปจ้องภรรยาของตนเองเขม็ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วยิ้มขมขื่นให้หลินเมิ้งหยา
“พระชายาได้โปรดสั่งสอนพวกนางด้วยเถิด แต่เด็กน้อยเหล่านั้นยังเล็กนัก พระชายาได้โปรดเห็นแก่เด็กแล้วไว้ชีวิตนางด้วยขอรับ”
อันที่จริงพวกฮูหยินเหล่านั้นล้วนถูกยุยงส่งเสริม ดังนั้นจึงกระทำเรื่องเช่นนี้
ทั้งหมดเพียงเพราะต้องการบีบบังคับหลินเมิ้งหยาให้หาตัวคนผิดเท่านั้น
แต่น่าเสียดายที่เงื่อนไขมีจำกัด วิธีการจึงตื้นเขินเกินไป
หลินเมิ้งหยาหาใช่พวกผอผอมามาเหล่านั้น หากคิดจะให้นางลงมือ เกรงว่าพวกผู้หญิงที่เดินหน้าก็กลัวหมาป่า หันหลังก็กลัวเสือเหล่านี้มิใช่ตัวเลือกที่ดี
เพียงนางตามตัวฟู่จวินของพวกนางมา ฮูหยินเหล่านั้นก็ล้วนตัวลีบประหนึ่งหนูเจอแมว เกรงว่าป่านนี้ผู้อยู่เบื้องหลังพวกนางคงเต้นเร่าๆ แล้ว
บรรยากาศชวนอึดอัด เมื่อหลินเมิ้งหยาไม่เอ่ยคำ พวกเขาก็มิกล้ากล่าวสิ่งใด
กวาดตามอง หลินเมิ้งหยารู้ดีว่าควรหยุดแต่เพียงเท่านี้
แสร้งถอนหายใจหนึ่งหน จากนั้นจึงส่งเสียงเนิบนาบ
“ข้าไม่คิดถือสาหาความกับเรื่องนี้ แต่หากยังมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก เช่นนั้นทุกคนคงต้องดูแลความปลอดภัยของตัวเองแล้ว”
แม้น้ำเสียงจะอ่อนโยน ทว่าคำพูดทุกคำล้วนติดตรึงอยู่ในใจของพวกเขาเป็นอย่างดี
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้พวกฮูหยินและสามีล้วนถอนหายใจอย่างโล่งอก
หากถูกไล่ออกไปจริงๆ แม้แต่สวรรค์ยังรู้ได้ว่าจะเกิดเหตุอันใดขึ้น
บรรยากาศจึงแปรเปลี่ยนเป็นอบอุ่นขึ้นมา
ทว่ายังไม่ทันที่ทุกคนจะสามารถหายใจได้อย่างคล่องคอ ร่างบางร่างหนึ่งพลันวิ่งพรวดพราดออกมาจากกระโจมทางด้านหลัง
หลินเมิ้งหยาปรายตามอง แต่เจ้าของร่างบางกลับเข้ามาคุกเข่าต่อหน้านาง
มือทั้งสองข้างคว้าชายกระโปรงของนางแน่น ขณะเดียวกันใบหน้าของนางแข็งเกร็ง
หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น หลินเมิ้งหยามองนางด้วยสายตาฉงน
“แม่นางอู๋หวัง ร่างกายของเจ้ายังไม่แข็งแรง เจ้าคิดจะทำอะไร ?”
กระซิบถามเสียงเบา สีหน้าแม่นางอู๋หวังขาวซีด นางเคยสั่งว่าให้ฮูหยินคนนี้รักษาตัวอยู่แต่ในกระโจมมิใช่หรือ ? เหตุใดจึงวิ่งหน้าตื่นเข้ามาที่นี่เล่า
ซ้ำยังร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับกำลังน้อยเนื้อต่ำใจอย่างไรอย่างนั้น
“พระชายา ข้าถูกคนเลวทำร้ายจนเกือบสิ้นลม ในเมื่อมีโอกาสที่จะแก้แค้นแล้ว เช่นนั้นพระชายาได้โปรดมอบความยุติธรรมให้แก่ข้าด้วยเถิด”
คำพูดของแม่นางอู๋หวังดึงดูดสายตาของทุกคน
หัวคิ้วหลินเมิ้งหยาขมวดมุ่น แม้นางจะเดาไว้แล้วว่าแม่นางอู๋หวังจะเอ่ยสิ่งใดก็ตาม
แต่ยังไม่ทันที่นางจะร้องห้าม แม่นางอู๋หวังพลันเงยหน้าเปื้อนน้ำตาขึ้นพลางร้องเสียงดังอย่างเดือดดาล
“คืนนั้นมีคนเห็นแม่นางเซียวฉีเข้าไปในกระโจมของข้า ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อลองนับเวลาดูแล้วก็เป็นเวลาที่ข้าถูกคนฝังเข็มพอดี ดังนั้นคนร้ายจะต้องเป็นแม่นางเซียวฉีอย่างแน่นอน แต่เพราะนางเป็นลูกสะใภ้สกุลเซียว ส่วนข้าเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้าน พระชายาได้โปรดช่วยมอบความยุติธรรมให้แก่ข้าด้วยเจ้าค่ะ !”
ทุกคนมองแม่นางอู๋หวังด้วยสายตาตกตะลึง
อะไรนะ ? ที่แท้ก็เป็นแม่นางเซียวฉี !
คำพูดนั้นของนางกระตุ้นอารมณ์เหล่าขุนนางในชนบทได้เป็นอย่างดี
ใช่แล้ว ในค่ายแห่งนี้มีทายาทและลูกสะใภ้ของชนชั้นสูงอยู่เป็นจำนวนมาก ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามที่แม่นางอู๋หวังกล่าว เช่นนั้นพวกนางที่นี่จะไม่ถูกรังแกอย่างนั้นหรือ ?
ดังนั้นพวกนางจึงเริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาบ้างแล้ว
ขณะเดียวกันเหล่าคนจากตระกูลของชนชั้นสูงต่างรู้สึกว่าตนเองถูกคนต่ำต้อยกว่าใส่ร้ายป้ายสี
หัวใจของทั้งสองฝ่ายล้วนเกิดช่องว่างที่ไม่อาจจัดการได้ง่าย (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“โอ๋ ? เช่นนั้นหรือ ? แม่นางอู๋หวัง เจ้ามีหลักฐานหรือไม่ ? หากเจ้ามีหลักฐาน เช่นนั้นข้าจะรีบตัดสินให้เจ้าเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าคนร้ายเป็นใคร ไม่ว่าเจ้ามีฐานะเช่นไร แต่ทุกคนที่นี่ล้วนเป็นราษฎรของต้าจิ้น ในเมื่อมีศักดิ์เป็นราษฎรแห่งต้าจิ้นเฉกเช่นเดียวกัน เช่นนั้นย่อมไม่มีทางแบ่งชนชั้นวรรณะ หากเจ้ามีหลักฐานจงนำมันออกมาเถิด”
เมื่อแม่นางอู๋หวังกล่าวจบ สีหน้าที่เคยเคร่งขรึมของหลินเมิ้งหยาพลันสงบนิ่งลง
ทว่ากลับไม่มีใครมองเห็นสิ่งใดจากความสงบนิ่งของนาง
คำพูดอันแสนสุภาพอ่อนโยนทำให้ไม่มีใครสามารถคัดค้านได้
ทว่าในเมื่อหลินเมิ้งหยากล่าวเช่นนี้แล้ว ขอเพียงแม่นางอู๋หวังนำหลักฐานออกมา เช่นนั้นก็จะสามารถลงโทษแม่นางเซียวฉีได้
แต่แม่นางอู๋หวังกลับเงยหน้าขึ้น หยดน้ำตารินไหล สายตาจับจ้องใบหน้าหลินเมิ้งหยา ทว่าไม่เอ่ยถึงหลักฐานเลยแม้แต่น้อย
“เหตุใดจึงต้องโศกเศร้าเช่นนั้นด้วยเล่า พูดออกมาเถิด ตอนนี้มีคนมองอยู่มากมาย ทุกคนจะได้เป็นพยานให้แก่เจ้าด้วย”
ฮูหยินที่เพิ่งได้รับการให้อภัยจากหลินเมิ้งหยากระโดดเข้ามาร่วมในวงสนทนานี้ด้วย
แต่พูดไปพูดมานางกลับมีความหมายราวกับกำลังช่วยสนับสนุนแม่นางอู๋หวัง
แม่นางอู๋หวังคนนั้นมองหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาลำบากใจ ก่อนจะเหลือบมองหลินเมิ้งหยาด้วยสายตากลัวเกรง
สุดท้ายจึงตัดสินใจลุกขึ้นสบตาหลินเมิ้งหยาโดยตรง
“พระชายา ในเมื่อท่านเอ่ยว่าจะตัดสินเรื่องนี้ให้กับข้า เช่นนั้นท่านก็มิควรตอบรับข้อเสนอของข้าที่นี่ แต่กลับแอบปล่อยให้นางเซียวฉีไป ! ข้ารู้ว่าท่านและแม่นางเซียวฉีมีความสนิทสนมกัน แต่หากท่านยังลำเอียงเช่นนี้ ข้าเกรงว่าท่านจะทำให้หัวใจของพวกเรารู้สึกหนาวเหน็บ”
คราวนี้กลายเป็นหลินเมิ้งหยาที่ฟังไม่เข้าใจ
ตั้งแต่เมื่อวานจนกระทั่งตอนนี้นางยังไม่ได้พบพี่สะใภ้เซียวเลย เช่นนั้นนางจะลำเอียงได้อย่างไร ?
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยอันใด เสียงตะโกนเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นจากมุมหนึ่งของค่าย
หลินเมิ้งหยาหันไปมอง ก่อนจะได้เห็นสีหน้าตื่นตระหนกของพี่สะใภ้เซียวที่กำลังอุ้มลูกน้อยเดินมาทางนาง
“ทูลพระชายา เมื่อครู่พวกเราจับตัวผู้หญิงคนหนึ่งได้จากอีกฝั่ง นางเอ่ยว่าได้รับคำสั่งของท่านให้ออกไปจากค่ายพะย่ะค่ะ”
องครักษ์แปลกหน้าคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ทว่าคำพูดของเขามิต่างอันใดจากน้ำมันราดรดกองไฟ
สายตาไม่พอใจพลันจับจ้องมาทางนาง
ในหัวใจของพวกเขา หลินเมิ้งหยาเป็นคนมีความยุติธรรม
หากนางมิให้คำตอบที่เหมาะสมในเวลานี้ เกรงว่านับจากวันนี้เป็นต้นไปคงไม่มีผู้ใดจดจำภาพลักษณ์อันดีงามของหลินเมิ้งหยาได้อีกแล้ว
ทุกคนคงเห็นนางเป็นเพียงคนที่ไม่รู้จักแยกแยะถูกผิดและลำเอียง
คราวนี้หลินเมิ้งหยาอ่านทุกอย่างออกหมดแล้วว่าอีกฝ่ายมีกลอุบายอันแสนแยบยลเพียงไหน
หันไปมองสายตาไม่พึงพอใจต่อตนเองที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นางรู้ดีว่าหากตนเองไม่ได้ใจชาวบ้านในเวลานี้ เช่นนั้นความพยายามทั้งหมดของนางและหลงเทียนอวี้จะพังพินาศ
ความกระวนกระวายพลันปรากฏบนใบหน้านวล
ราวกับแม่นางเซียวฉีเข้าใจแล้วว่าตนเองทำให้ชายาอวี้ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก
นางเป็นเพียงฮูหยินคนหนึ่ง เช่นนั้นจะรู้เรื่องกลอุบายได้อย่างไร
ท่ามกลางสายตาอาฆาตจากทุกคน นางทำได้เพียงโอบลูกน้อยของตนเองเอาไว้ในอ้อมกอด ร่างผอมบางสั่นเทา
ทว่านางได้รับเพียงหนึ่งในสิบส่วนของความรู้สึกที่หลินเมิ้งหยาได้รับเท่านั้น
สายตาของทุกคนที่มองนางมีทั้งสงสัย ตำหนิ แค้นเคือง
หยาดน้ำตาของแม่นางอู๋หวังทำให้คนเหล่านั้นเห็นใจเป็นอย่างมาก
ทว่าหลินเมิ้งหยาที่นั่งนิ่งไม่ยอมขยับเขยื้อนกลับมีท่าทางเหมือนคนกำลังสำนึกผิด
หัวคิ้วขมวดมุ่น สีหน้าเคร่งขรึม แต่กลับมิเอ่ยอันใด
ท่ามกลางเสียงสะอึกสะอื้นของแม่นางอู๋หวัง ความโกรธเกรี้ยวของคนเหล่านั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ราวกับมั่นใจแล้วว่าแม่นางเซียวฉีคือคนร้าย
สายตาเคียดแค้นตกลงบนร่างของคนน่าสงสารระคนไร้เดียงสาของแม่นางเซียวฉี
นางกวาดตามองด้วยสีหน้าหวาดกลัว ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคนสนิทที่เคยคุยกันเหล่านั้นจึงมองนางด้วยสายตาจงเกลียดจงชังเช่นนี้
ความไม่พอใจของทุกคนทำให้เท้าของแม่นางเซียวฉีขยับถอยหลัง
ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือจงใจ คนเหล่านั้นเริ่มบีบตัวล้อมวงเข้าหาแม่นางเซียวฉีแล้ว
หญิงสาวผู้น่าสงสารตกเป็นเป้าโจมตีในบัดดล
“ไม่ได้การ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ว่าพี่สะใภ้หรือเมิ้งหยาจะต้องตกอยู่ในอันตราย !”
ด้านนอกกลุ่มคน เซียวยี่ซินคิดจะพุ่งตัวเข้าไปแก้สถานการณ์
ทว่าป๋ายหลี่รุ่ยที่ยืนอยู่ด้วยกลับยื่นมือเข้าไปคว้าตัวเขาเอาไว้
“ท่าน...”
เซียวยี่ซินมองป๋ายหลี่รุ่ยด้วยสายตาฉงน ทว่าแม้อีกฝ่ายจะมีสีหน้าเคร่งขรึม แต่กลับไร้ซึ่งความกังวลใจ