ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 10.1 ท่านลองผ่าดู
บ่ายวันเดียวกันเยว่ฉีกำลังง่วนอยู่กับก้อนหินที่ได้รับมา นางกำลังใช้
ความคิดว่าจะทำเช่นไรถึงจะผ่าหินออกเป็นสองส่วนได้ เยว่ฉีรู้สึกว่าต้องมีความ
พิเศษบางอย่างซ้อนอยู่ในหินก้อนนี้
แล้วเหตุใดนางถึงไม่ขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสหมิง? เรื่องนี้ต้อง
ย้อนกลับไปตอนที่ยังอยู่บนเขา หลังผู้อาวุโสใช้พลังจิตขุดพืชวิญญาณออกมา
ทั้งหมดและช่วยเปิดประตูให้เยว่ฉีออกมาจากถ้ำ เขาก็หลับไปไม่พูดอันใดอีก
ก่อนจะไปได้บอกกับนางว่าจะไม่อยู่สองสามวันเพราะใช้พลังไปมากรู้สึกเหนื่อย
ไม่น้อย
สรุปคือ ใช้พลังเกินขีดจำกัดจนหลับไป
เยว่ฉีวางก้อนหินขนาดประมาณหัวเด็กลงบนพื้น ก่อนจะมองหาของที่
พอจะใช้ทุบก้อนหินให้แตกได้ ในระหว่างที่กำลังมองหาตัวช่วยปลายสายตา
พลันเหลือบไปเห็นปังตอขึ้นสนิมด้ามหนึ่งวางพิงอยู่ข้างเตา
เย่วฉีลุกขึ้นยืนจากท่านั่งขัดสมาธิ ก้าวฉับ ๆ ไม่กี่ก้าวก็ถึงเป้าหมายก้มลง
หยิบปังตอที่ว่าขึ้นมา เดินกลับมานั่งที่เดิม
“ไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้ !!” หญิงสาวบ่นพึมพำใช้สองมือประคองปังตอ
เดินกลับมา นั่งคุกเข่าลงตรงหน้าก้อนหิน
สองมือจับปลายด้ามจับของปังตอเอาไว้แน่น ยกขึ้นเหนือศีรษะใช้แรง
ทั้งหมดที่มีลงไปกับการฟันในครั้งนี้
เพล้ง!!!
ปังตอขึ้นสนิมขาดออกจากด้ามจับเป็นสองท่อนตัวใบมีดกระทบก้อนหิน
อย่างจังก่อนจะเด้งกลับมาที่นาง เย่วฉีผวารีบเอี้ยวตัวหลบ จากนั้นไม่นานก็ได้
ยินเสียง ฉึก ตามมา
หญิงสาวเอี้ยวตัวหัวกลับไปมองปังตอที่เฉาะก้อนหินไม่เข้าแต่ตอนนี้กำลัง
ปักอยู่บนผนังบ้านอย่างสวยงาม
หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
บ้านมีรอยรั่วแล้ว !!!คงต้องหากระดาษมาดามรูรั่ว
เยว่ฉีลุกขึ้นเดินไปดึงปังตอออกจากฝาบ้านทว่าดึงเท่าไรก็ดึงไม่ออก นางใช้
เวลาดึงอยู่นานปังตอเจ้ากรรมก็ยังคงยึดแน่นกับฝาบ้านราวกับไม่ต้องการแยก
จาก
ตอนสับหินละไม่เข้าพอสับบ้านเข้าหน่อยกลับดึงไม่ออก !!!
เยว่ฉีมือเท้าเอวหอบหายใจจ้องปังตอเขม็งไม่ต่างจากศัตรูที่โกรธแค้นกันมา
นาน พร้อมกับขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน ยกมือชี้มีดเจ้ากรรมพร้อมกล่าวว่า
“จะออกไม่ออก !? จะไม่ออกใช่ไหม? ได้เดี๋ยวได้รู้กัน” แต่ก่อนจะได้หัน
หลังออกไปหาของมาจัดการเศษซากเจ้าปัญหา ก็ได้ยินเสียงราบเรียบเอ่ยถาม
ขึ้นมาก่อน
“เป็นอันใดไป เหตุใดถึงได้มีท่าทางฉุนเฉียว?” หานลั่วอี้อดรู้สึกแปลกใจกับ
ท่าทางของนางไม่ได้ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาสามวันแล้วพึ่งจะเคยเห็นท่าทางโกรธ
เกรี้ยวเช่นนี้เป็นครั้งแรก
คนถูกจับได้ว่าทะเลาะกับมีดได้แต่สะดุ้งตัวโยน หันกลับไปยิ้มแห้ง
“ไม่มีอันใด ข้าเพียงกำลังมองหาสิ่งที่จะมานำเจ้านี้ออกจากฝาผนังบ้าน”
ว่าพร้อมกับชี้มือให้ดู หานลั่วอี้มองตามมือก่อนจะเห็นว่ามี ปังตอ? ปักอยู่ข้าง
บ้าน
เขาค่อย ๆ หันมามองหน้าภรรยาเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม
คนถูกจ้องหน้าถอนหายใจเดินเข้าไปใกล้
“ความจริงแล้วข้าต้องการผ่าเจ้าสิ่งนี้ออกไปสอนส่วน ใครจะไปคาดคิดว่า
เพียงใช้แรงทั้งหมดลงไปบนมีดแล้วฟัน ฉึบ มีดจะหักเป็นสองส่วนก่อนจะบินไป
ปักบนนั้น”
“เจ้าบาดเจ็บที่ใดหรือไม่?”
“ข้าไม่เป็นอันใด ยังดีที่สามารถหลบได้ทัน เหตุใดท่านถึงได้ถามราวกับรู้ว่า
ข้าเกือบจะเป็นอันตราย” บุรุษหนุ่มไม่ตอบ เหลือบสายตามองลงพื้น บนพื้น
ปรากฏรอยคุกเข่าอยู่สองรอย แค่มองดูก็สามารถคาดเดาตำแหน่งนั่งของนาง
ได้
แต่ว่าคนปกติจะมองออกในเวลาเพียงชั่วอึดใจจริงหรือ?
แน่นอนว่าไม่ หานลั่วอี้เป็นข้อยกเว้น
ตอนที่ 10.2 ท่านลองผ่าดู
เขาไม่ตอบคำถามเอ่ยเสียงเนือยนาบ “คราวหลังขอให้ข้าช่วยได้ ผ่าหิน
เช่นนี้ลำพังพลังฝึกปราณของข้าสามารถทำได้” ดวงตาหญิงสาวเป็นประกาย
พลังพิเศษสารพัดประโยชน์เสียจริง
เมื่อรู้ว่าหานลั่วอี้สามารถช่วยได้เยว่ฉีก็เดินไปหยิบหินเจ้าปัญหาขึ้นมา เอ่ย
อธิบายอย่างไม่ปิดบัง
“ท่านลองผ่าดู ตอนที่ข้าลงจากเขาเผลอสะดุดหินก้อนนี้เข้า จังหวะที่ผิว
กายสัมผัสกลับเกิดความรู้สึกบางอย่าง พอหยิบขึ้นมากอดเอาไว้ก็รู้สึกอบอุ่น
อย่างน่าประหลาด ข้าจึงเก็บกลับมาด้วย” คำอธิบายเรียบง่ายของภรรยาส่งผล
ให้คลื่นอารมณ์เคลื่อนผ่านนัยน์ตาน่าหลงใหล เขาก้มมองอยู่นานไร้ซึ่งคำพูด
ก่อนจะวางมือลงบนก้อนหินไหลเวียนพลังไปที่ปลายนิ้วมือ จากนั้น
แกร็ก
ก้อนหินที่เยว่ฉีใช้พลังทั้งหมดเพื่อผ่าดูว่ามีสิ่งใดอยู่หรือไม่ ชั่วอึดใจต่อมาก็
เกิดรอยร้าวขึ้นรอบ ๆ เพียงแค่หานลั่วอี้โคจรพลังเข้าไปด้านใน
“หากข้ามีพลังเช่นนี้บ้างคงดี” เยว่ฉีเผลอพูดออกไป หลังรู้ตัวก็รีบปิดปาก
เงยหน้ามองหานลั่วอี้
นางหาได้มีความตั้งใจพูดกระทบจุดความรู้สึกของเขา สิ่งที่กล่าวออกมา
เมื่อสักครู่เป็นเพียงความต้องการน้อย ๆ ของตัวนาง
หานลั่วอี้เงยหน้ามองสบสายตารู้สึกผิด เขารู้ว่านางไม่ได้มีเจตนาพูดถึงสิ่งที่
เขากำลังเผชิญอยู่ ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยกล่าวเสียงอ่อนโยน
“อย่าได้รู้สึกผิด ข้าเข้าใจในคำพูดของเจ้าทั้งยังทราบดีว่าเจ้าไม่ได้มี
ความคิดเช่นคนพวกนั้น”
เยว่ฉีผงกหัวขึ้นลง ย่อตัวลงตรงหน้าชายหนุ่ม มือเรียวติดซูบผอมวางบน
หลังมือ
“ข้าไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอย่างที่ท่านเข้าใจ” แค่นั้นก็เพียงพอ คำกล่าวยืนยัน
จากปากพร้อมสายตาจริงใจ เพียงพอสำหรับเขาในตอนนี้
เยว่ฉีไม่ชอบบรรยากาศอึมครึมระหว่างทั้งคู่จึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย มองก้อน
หินซึ่งถูกผ่าออกเป็นสองส่วนในมือ
“ท่านเปิดดูว่ามีสิ่งใดอยู่ด้านในหรือไม่” หานลั่วอี้พยักหน้าใช้มือแยกหิน
สองชิ้นออกจากกัน
สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของทั้งสองคนคือหยกขนาดประมาณสองชุ่นถูกฝังอยู่
ตรงกลาง เยว่ฉีขมวดคิ้วมองหานลั่วอี้
บุรุษหนุ่มคล้ายเข้าใจความนัยจากสายตา หยิบหยกสีเหลืองอ่อนขึ้นมาถือ
กล่าวอธิบาย
“สิ่งนี้เรียกว่าหยกวิญญาณ ผู้ฝึกปราณส่วนใหญ่มักจะซื้อหยกวิญญาณ
แจกจ่ายแก่ลูกหลาน ให้พวกเขาใช้ดูดซับ หยกวิญญาณมีส่วนช่วยให้ผู้ฝึกปราณ
เพิ่มระดับความสามารถให้สูงขึ้น ตอนที่ข้ายังอยู่ในตระกูลได้รับหยกวิญญาณ
เดือนละสองก้อน เป็นหยกวิญญาณระดับกลางเช่นเดียวกันแต่สีอ่อนกว่าก้อนนี้
มาก หยกวิญญาณมีคุณค่ามาก ทว่าก็หาได้ไม่ง่ายขึ้นอยู่กับระดับของหยก
วิญญาณ…”
หานลั่วอี้อธิบายข้อมูลเกี่ยวกับหยกวิญญาณให้เยว่ฉีฟัง หยกวิญญาณแบ่ง
ออกเป็นสี่ระดับ ต่ำ กลาง สูง สูงที่สุด โดยเรียงจาก ไม่มีสี สีเหลือง สีชมพู และ
สีแดง หยกวิญญาณแต่ละระดับล้วนมีคุณภาพสูงต่ำแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ
ความเข้มของสี
ที่หานลั่วอี้ถืออยู่ในมือคือหยกวิญญาณระดับกลาง คุณภาพต่ำค่อนไป
ระดับกลาง ตัวหยกวิญญาณแบ่งเป็นสี่ระดับ สามคุณภาพ คือต่ำ กลาง สูง
หลังฟังคำอธิบายเยว่ฉีพลันรู้สึกว่า หยกวิญญาณวิเศษกว่าพืชวิญญาณ
เพราะสามารถดูดซับได้ทันที แตกต่างจากพืชวิญญาณที่ต้องผ่านการหลอม
ขึ้นมาก่อนจึงจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
แล้วเหตุใดพืชวิญญาณถึงยังเป็นที่ต้องการ? เพราะเมื่อเทียบกับจำนวน
โอสถแล้ว หยกวิญญาณหาได้ยากมากกว่า
“ลั่วอี้เช่นนั้นข้ามอบให้ท่าน”
“สิ่งนี้สำหรับข้าตอนนี้ไม่จำเป็น เจ้านำไปขายเป็นเงินมาใช้ในครอบครัว
ดีกว่า” ระหว่างที่หานลั่วอี้เอ่ยประโยคนี้ ตัวนางสัมผัสได้ถึงบรรยากาศเศร้า
สร้อยโอบล้อมร่างกายแกร่ง พอเงยหน้าสบเข้ากับดวงตาคมเข้มก็เห็นว่าในนั้น
มีประกายเศร้าหมองปรากฏอยู่
เยว่ฉียื่นมือเรียวสวยไปวางลงบนหลังมือแกร่งตบเบา ๆ สองสามครั้ง ไร้ซึ่ง
คำพูด