ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 16.1 การยุยงของบุคคลปริศนา
บรรยากาศโดยรอบเรียกได้ว่าตึงเครียด ชาวบ้านหลายคนวิ่งออกมาจาก
บ้านมองตรงไปยังจุดเดียวกัน และยังมีชาวบ้านบางส่วนซึ่งกำลังทำงานในไร่อยู่
ใกล้บริเวณตีนเขาวิ่งหนีมาทางพวกเขาทั้งสี่คน
หานลั่วอี้ยื่นมือออกไปดึงภรรยามากอด ตบหลังเบา ๆ บอกเป็นนัยว่า
อย่าได้กังวล พร้อมกับพึมพำอะไรบางอย่างไม่นานเสียงวุ่นวายรอบกายก็
หายไป หญิงสาวเงยหน้ามองปลายคางสามีซึ่งอยู่ร่วมกันมากว่าครึ่งเดือนผู้นี้
ความอบอุ่นสายหนึ่งพลันแล่นผ่านตั้งแต่สายตามาจนถึงหัวใจดวงน้อย เผย
รอยยิ้มมุมปากอย่างไม่รู้ตัว ซุกซบหน้ากับอกแกร่งอีกครั้ง
ครอบครัวเฟิงยืนอยู่ไม่ไกลมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
ดูเหมือนความสัมพันธ์เยว่ฉีกับสามีจะดีมาก
“น้องหานเข้าไปด้านในกันก่อนดีหรือไม่?” เฟิงซิ่วเอ่ยถามเดินไปหยุดข้าง
หายหานลั่วอี้ ชายหนุ่มผินหน้ามองมาก่อนจะส่ายหน้า
“พี่เฟิง ปกติแล้วสัตว์อสูรลงเขามาบ่อยหรือไม่?”
“ไม่บ่อยอย่างที่คิด ตั้งแต่ข้ามาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านนี้ได้สองปีครั้งนี้คือครั้ง
แรก” คิ้วคมขมวดเข้าหากันหลังฟังคำพูดเฟิงซิ่ว
เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาคล้ายสัมผัสได้ว่ามีบางคนกำลังจับตามองเขาอยู่ แต่พอ
ลองตั้งใจตรวจสอบกลับไม่พบความผิดปกติ จึงเลิกสนใจ เพราะยังไม่มีเรื่อง
ร้ายแรงใด ๆ เกิดขึ้นกับคนในครอบครัว
ทว่าตอนนี้สัตว์อสูรที่น้อยครั้งนักจะลงมาจากถิ่นที่อยู่กับกำลังวิ่งด้วย
ความเร็วมุ่งตรงมายังหมู่บ้าน
ปกติแล้วหมู่บ้านใกล้เขามักจะมีม่านพลังคอยคุ้มกันไม่ให้สัตว์อสูรลงมาทำ
ร้ายคนในหมู่บ้าน แต่ยามนี้ม่านพลังที่ว่ากับไม่เห็นแม้แต่เงา ทำไมถึงได้ไม่
ทำงานปล่อยให้สัตว์อสูรวิ่งฝ่าเข้ามาได้?
ดวงตาทรงเสน่ห์มองตรงไปด้านหนัง ปลายสายตาคือสัตว์อสูรกลุ่มหนึ่ง
ประมาณยี่สิบตน สัตว์อสูรที่ปกติมักจะอยู่อย่างสันโดษน้อยนักจะรวมตัวกัน
เป็นเว้นแต่ว่าในกลุ่มสัตว์อสูรจะมีผู้นำอยู่ หรือไม่ก็มีบางสิ่งดึงดูดพวกมันให้
รวมตัวกัน ภาพตรงหน้าจึงชวนให้รู้สึกสงสัย
กลุ่มควันฟุ้งกระจายไปทั่ว เสียงเท้าหนักแน่นกระทบพื้นสั่นสะเทือนหัวใจ
ผู้คน ดวงตาสีแดงฉานของสัตว์จ้องมาราวกับต้องการฉีกกระชากร่างกาย
ออกเป็นสองส่วน
ผู้คนต่างหวาดกลัวหนีตาย บางคนหนีไม่ทันเกือบจะถูกสัตว์อสูรฉีกร่าง
ออกเป็นส่องส่วน ยังดีที่หานลั่วอี้มีปฏิกิริยารวดเร็วซัดพลังออกไปกระแทกเข้า
ร่างสัตว์อสูรตนนั้นจนกระเด็นไปไกล
หญิงวัยแต่งงานที่เกือบจะสิ้นลมหายใจลืมตาขึ้น นางยังไม่ตายก่อนจะหัน
หลังกลับมามองพลันเห็นบุรุษรูปงามนั่งตระหง่านน่าเกรงขามอยู่ไม่ไกล มือของ
เขายกขึ้นมาตรงหน้า
คงจะเป็นเขาที่ช่วยนางเอาไว้
หัวใจหญิงสาวเต้นระรัว เมื่อสักครู่เป็นเขาช่วยนางไว้ใช่หรือไม่ ทว่า
ความคิดยังทันจะได้ตกตะกอนก็มีเสียงหนึ่งดังเข้าหู
“ยืนทำอะไรอยู่อยากตายหรือ!!” เสียงนี้ช่วยดึงนางออกจากภวังค์ หญิง
สาวรีบวิ่งหนีตายออกห่างปีศาจร้ายที่กำลังใกล้เข้ามา ครั้งนี้นางมีจุดหมายใน
การวิ่ง ไม่ใช่วิ่งหนีอย่างไม่รู้ทิศทางเหมือนคราแรก
“บัดซบ เหตุใดสัตว์อสูรถึงบุกรุกเข้ามาในหมู่บ้านได้ มีใครรู้เรื่องบ้างไหม
ไหนหัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าที่หมู่บ้านใกล้เขามักจะมีม่านพลังปกป้องเอาไว้ แล้ว
ตอนนี้ม่านพลังนั้นหายไปที่ใดหมดแล้ว!!”
ชาวบ้านหลายคนต่างวิ่งหนีกันสุดชีวิตไปพร้อมกับสบถด่าไม่หยุดปาก บาง
คนวิ่งอุ้มลูกน้อยไปด้วย บางคนวิ่งจูงลูกเล็กไปด้วย เป็นภาพที่ชุลมุนมาก
พวกเขาวิ่งผ่านทั้งสี่คนไป มีคนเหลือบสายตามองมาอย่างอ่อนใจ และมี
หลายคนที่มองมาด้วยสายตาเย้ยหยัน เยาะเย้ย
ไม่มีชาวบ้านคนใดเลยที่เอ่ยบอกให้พวกเขาหนี
ไม่สิมีสตรีผู้หนึ่งวิ่งตรงมาทางพวกเขา นางวิ่งมาพร้อมร้องขอ
“ท่าน ช่วยข้าด้วย !!” เป้าหมายของสตรีผู้นี้ชัดเจนยิ่งนัก ทว่าหานลั่วอี้หา
ได้สนใจ ก้มลงมองภรรยาตัวน้อยที่ตอนนี้ร่างกายหยุดสั่นไปแล้ว ท่าทางเช่นนี้
ของนางน่าเอ็นดูในสายตาเขาเหลือเกิน สตรีที่ยามปกติมักจะดูเข้มแข็งคอย
ช่วยเหลือเขาในหลาย ๆ เรื่อง รวมทั้งคอยให้กำลังใจมาตลอด แต่พอเห็นฝูง
สัตว์ร้ายหน้าตาถมึงทึง นางกลับตัวสั่นไม่หยุด
กับคนอื่นหานลั่วอี้คงไม่เป็นเช่นนี้ เขาไม่เคยด้อยค่าตนเองเพียงเพราะ
ช่วยเหลือผู้อื่นไม่ได้ ไม่เคยรู้สึกกังวลยามเห็นใบหน้าหวาดกลัว ไม่เคยรู้สึกไร้
ประโยชน์ยามมองนางทำอะไรต่าง ๆ เพียงลำพัง
มีเพียงสตรีในอ้อมกอดที่ทำให้เขารู้สึกอยากจะปกป้องทั้งยังขุ่นเคืองที่
ร่างกายนี้ทำอันใดได้ไม่มาก
ผู้คนหนีไปเกือบหมดแล้ว หานลั่วอี้ไม่มีความคิดที่จะปกปิดพลังทั้งยังไม่ได้
เป็นคนดียื่นมือเข้าไปช่วยผู้คนโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แต่ที่เขาออกมาช่วย
เพราะเห็นว่าหมู่บ้านนี้คือหมู่บ้านที่เขาต้องอยู่อาศัย ทั้งยังเหตุเกิดตรงหน้าจะ
ทำเป็นนิ่งเฉยก็คงไม่ได้
เขาวาดมือกลางอากาศ ปราณสีฟ้าอ่อนสายหนึ่งปรากฏขึ้นเป็นสัญลักษณ์
รูปวงกลม ลวดลายด้านในวิจิตรงดงามยากจะจินตนาการ ก่อนจะตามมาด้วย
ลมเย็นหมุนวนเข้าหาปราณรูปวงกลมตรงหน้าจากนั้นก็ก่อเกิดเป็นพายุหมุนลูก
เล็ก ๆ
หานลั่วอี้ใช้พลังปราณเกือบทั้งหมดไปกับการร่ายคาถาในครั้งนี้ พอร่าย
คาถาเสร็จสิ้นใบหน้าพลันปรากฏเม็ดเหงื่อ
เขาฝืนร่างกายขยับมือผลักก้อนพลังตรงหน้าออกไปเบา ๆ พลังส่ายหนึ่ง
เคลื่อนตัวไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเข้าปะทะกับฝูงสัตว์อสูรนับยี่สิบตัว
ตอนที่ 16.2 การยุยงของบุคคลปริศนา
สัตว์อสูรที่บุกรุกหมู่บ้านส่วนมากเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่ง และมีระดับสอง
อยู่ประมาณสองตัว
เขาจึงสามารถใช้พลังจัดการทั้งหมดในครั้งเดียว
หลังปราณสีฟ้ากระทบสัตว์อสูรที่วิ่งนำขบวนเข้ามาใกล้ กลุ่มก้อนพลัง
ขนาดเท่าสองฝ่ามือพลันขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะปกคลุมเป้าหมายทั้ง
หมดแล้วหยุดขยาย เกิดเป็นพายุหมุนลูกใหญ่หมุนวนพาสัตว์อสูรทั้งหมดลอย
ขึ้นสู่ท้องฟ้า พวกมันส่งเสียงคำรามขัดขืน บางตัวถึงขั้นซัดพลังออกมา แต่
เพราะระดับห่างกันถึงสองขั้น หานลั่วอี้จึงบังคับพายุหมุนสกัดการโจมตี
เหล่านั้นเอาไว้
ไม่นานภาพสัตว์อสูรวิ่งทะยานเข้าหาผู้คนก็หายไปเหมือนไม่เคยมีเรื่องอัน
ใดเกิดขึ้น เหลือไว้เพียงกองสัตว์อสูรสูงกว่าหนึ่งจั้งยาวสามจั้ง พร้อมกับอาการ
ตกตะลึงระคนประหลาดใจของชาวบ้าน
พวกเขามองมายังจุดเดียวกัน ปลายทางสายตาคือบุรุษผู้หนึ่งบนรถเข็น ใน
อ้อมกอดเขามีสตรีนางหนึ่งอิงแอบอยู่
ไม่รู้ว่าความเงียบสงัดผ่านไปนานเท่าใดก่อนจะมีคนเอ่ยขึ้นมาว่า
“ผู้ฝึกปราณขั้นสาม บุรุษผู้นั้นเป็นผู้ฝึกปราณขั้นสาม!!!” เสียงของเขาดัง
สะท้อนอยู่ในหูของผู้คนโดยรอบ ไม่ใช่แค่ชาวบ้านที่ประหลาดใจ สองสามี
ภรรยาเฟิงก็แปลกใจไม่แพ้กัน พวกเขาก็เป็นผู้ฝึกปราณแต่กับสัมผัสพลังของ
หานลั่วอี้ไม่ได้
นึกว่าเป็นเพียงบุรุษหนุ่มมีฐานะผู้หนึ่ง เพราะหากเป็นผู้ฝึกปราณคงไม่
ปล่อยให้ตนต้องกลายเป็นเช่นนี้ แต่เหมือนว่าเรื่องราวจะไม่ได้ง่ายอย่างที่ทั้ง
สองเข้าใจ
“น้องหาน ฝีมือเจ้าไม่ธรรมดาเลย”
“ไม่ถึงขั้นที่พี่เฟิงต้องเอ่ยชม ข้าเพียงจัดการตามสมควร” เฟิงซิ่วเห็นว่า
ใบหน้าของหานลั่วอี้มีเม็ดเหงื่อผุดผาย ดูท่าจะใช้พลังไปกับวิชาเมื่อสักครู่ไม่
น้อย
“สัตว์อสูรขายได้ราคาดี น้องหานเป็นคนจัดการได้เช่นนั้นก็ต้องเป็นของ
น้องหานแล้ว ไม่ทราบว่าเจ้าจะทำเช่นไร” ตอนแรกชาวบ้านเพียงตกใจกับพลัง
ความสามารถของหานลั่วอี้ ทว่ายามได้ยินคำพูดประโยคนี้ของเฟิงซิ่วก็ให้ร้อน
รนขึ้นมา
“เช่นนั้นพวกเราก็ต้องมีส่วนร่วมด้วยมีใช่หรือ ในเมื่อเป็นคนหมู่บ้าน
เดียวกัน” ชาวบ้านหลานคนฟังประโยคนี้ก็หน้าเปลี่ยนสีแล้ว นี่ไม่เท่ากับว่า
กำลังพูดเพื่อต้องการแบ่งชิ้นเนื้อจากความพยายามของผู้อื่นหรอกหรือ
ถึงจะมีหลายคนที่ต้องการเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมา ด้วยยัง
มีความละอายใจอยู่บ้าง
เฟิงซิ่วได้ยินประโยคนี้พลันขมวดคิ้วหันหน้าไปจะกล่าวตอบกลับคนผู้นั้น
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยก็มีคนผู้หนึ่งเอ่ยเห็นด้วยขึ้นมาก่อน
“คนหมู่บ้านเดียวกันแบ่งเนื้อให้กันเล็กน้อยจะเป็นไรไป พวกท่านไม่สงสัย
กันบ้างหรือ? หมู่บ้านชวีซานที่เมื่อก่อนไม่เคยมีเรื่องอันตรายอันใด แต่วันนี้
กลับมีสัตว์อสูรบุกเข้ามาทำร้ายคนในหมู่บ้าน หลังจากที่ครอบครัวหนึ่งย้ายเข้า
มาอยู่ไม่นาน”
คำกล่าวนี้พุ่งเป้ามาที่ครอบครัวหานอย่างชัดเจน เขาหันหน้าไปมองคนพูด
ก็เห็นว่าคนที่ทำเป็นปากดีผู้นั้นหลบอยู่หลังชาวบ้านคนอื่น ไม่ยอมเผยตัว
ออกมา
หานลั่วอี้ฟังแล้วตอบกลับ “สหายท่านนั้นกล่าววาจาหนักเกินไปแล้ว ที่ข้า
สงสัยคือหมู่บ้านใกล้เขาจะมีค่ายกลป้องกันสัตว์อสูรบุกรุกแต่เหตุค่ายป้องกัน
ที่ว่าถึงไม่ทำงาน”
“ถามข้าแล้วข้าต้องรู้หรือ? เรื่องนี้หากสงสัยต้องมีการตรวจสอบ แต่ที่ข้า
สงสัยคือ หลังพวกเจ้าย้ายเข้ามาอยู่ไม่นานก็มีสัตว์อสูรบุกรุกหมู่บ้าน ทำข้า
สงสัยว่าพวกเจ้าคงมิใช่ตัว…” คนพูดลากเสียงในคำสุดท้ายก่อนจะหยุดเอ่ย
เพียงเท่านั้น ทว่าหลายคนก็เริ่มเข้าใจได้ถึงสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ
ชาวบ้านคนแรกที่เอ่ยอยากให้แบ่งเนื้อรีบแสดงตนว่าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น
แม้ใจจริงจะไม่เห็นด้วยทั้งหมดแต่เพราะต้องการส่วนแบ่งของเนื้อจึงคิดคำนวณ
แล้วหาทางเอาเนื้อมา
“ใช่ ในเมื่อพวกเจ้าอาจจะมีส่วนทำให้สัตว์อสูรบุกรุกหมู่บ้าน เช่นนั้นก็ควร
แบ่งเนื้อให้พวกข้ามิได้หรือ? ทำคนอื่นเดือดร้อนก็ควรจะต้องตอบแทนหรือขอ
โทษมิใช่หรือ!?”
น้ำเสียงเขาไม่ดังเลย ทั้งยังพยายามหาเหตุผลมารองรับการกระทำของตน
ให้ดูมีเหตุมีผลมากที่สุด ชาวบ้านบางส่วนที่ตอนแรกยังรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง
มาตอนนี้มีเหตุผลที่พอถูไถไปได้แล้วก็เริ่มมีเห็นด้วยมากขึ้น
ใจจริงพวกเขาก็ต้องการสัตว์อสูรพวกนี้เหมือนกัน สัตว์อสูรมากขนาดนี้
หากนำไปขายต้องได้หลายสิบตำลึงไปจนถึงหลายร้อยตำลึง !!สำหรับชาวบ้าน
หาเช้ากินค่ำและบางบ้านมีผู้ฝึกตนอยู่ด้วยจะอดใจกับเงินก้อนโตได้หรือ?
แน่นอนว่ายาก !!
ด้วยเหตุนี้จึงมีคนเห็นด้วยมากขึ้น ชายผู้สร้างความบาดหมางเห็นทิศทาง
ของชาวบ้าน ริมฝีปากพลันปรากฏรอยยิ้มยินดี
“ใช่แล้ว พวกเจ้าย้ายเข้ามาไม่นานก็มีสัตว์อสูรบุกรุกเข้ามาเช่นนั้นเพื่อเป็น
การปลอบประโลมขวัญกำลังใจของพวกข้า ควรจะแบ่งเนื้อมาถึงจะถูก”
“ใช่แล้ว ข้าเกือบถูกสัตว์อสูรกิน!!”
“ข้าเกือบจะถูกควักลูกตาออกไปแล้ว พวกเจ้าต้องรับผิดชอบ” ครอบครัว
ตระกูลเฟิงเห็นการกระทำน่ารังเกียจของคนในหมู่บ้าน ความเดือดดาลก็เพิ่ม
ขึ้นมา ชาวบ้านพวกนี้ถูกความโลภเข้าครอบงำไปหมดแล้ว สัตว์อสูรพวกนี้
หานลั่วอี้เป็นคนจัดการก็ควรเป็นของเขาทั้งหมดถึงจะถูก คนพวกนี้ถือสิทธิ์อัน
ใดคิดจะยึดไปเป็นของตน
“พวกท่านบ้ากันไปหมดแล้วหรือ? สัตว์ร้ายพวกนี้เป็นหานลั่วอี้จัดการผู้
เดียว เนื้อทั้งหมดก็ควรเป็นของเขาแต่พวกท่านกลับคิดจะเอาเนื้อของผู้อื่นไป
!!” หลัวหรูพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดสามี เอ่ยสมทบออกไปคำหนึ่ง
ชายผู้นั้นเห็นว่ามีคนขัดขวางแผนการของตนจึงเอ่ยขึ้นมาอีกประโยค
“พวกเจ้ากลัวว่าส่วนของตนจะลดน้อยลงใช่หรือไม่ ถึงได้กล่าววาจาเช่นนี้?
พวกเจ้าสนิทกับครอบครัวบุรุษบนรถเข็นผู้นั้นนี่” คำกล่าวนี้สร้างความขุ่นเคือง
ให้ชาวบ้านได้ไม่น้อย
ตนไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แบ่งปันกันลับหลังก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อได้ยินว่าที่พวกเขา
ออกมาพูดเพียงเพราะกลัวว่าส่วนแบ่งของตนจะลดน้อยลงนั้นชาวบ้านเหล่านี้
กลับยอมไม่ได้
หันไปสร้างความลำบากใจให้ครอบครัวเฟิงต่อว่าว่าพวกเขามีจิตใจคับแค
บอยากจะเอาส่วนแบ่งไปเพียงผู้เดียว
เฟิงซิ่วโกรธจนควันแทบจะลอยออกมาจากหัว ต้องการพูดกลับไปอีกหลาย
ประโยค
แต่ถูกเยว่ฉีหยุดเอาไว้ก่อน…
“พี่เฟิงให้ข้าจัดการเอง” เยว่ฉีกลับมาได้ยินแล้ว และทันได้ยินคำพูดของ
คนหน้าไม่อายเหล่านี้ ถึงจะไม่รู้เรื่องราวตั้งแต่ต้นทว่าก็พอคาดเดาได้
ยามปกติสตรีผู้นี้เป็นเหมือนเด็กสาวอายุสิบหก ยิ้มแย้มไร้พิษภัย แต่นั่นก็
เป็นในช่วงเวลาปกติ แตกต่างจากตอนนี้
ดวงตาหงส์เป็นประกายสดใสแปลเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยเย็นชา ยามกวาด
ตามองมาชั่งเลือดเย็นจนทำคนแทบลืมหายใจ กับคนเห็นแก่ได้พวกนี้เยว่ฉีไม่มี
ความหวาดกลัวให้แม้แต่น้อย นางเอ่ยเสียงเบาประโยคหนึ่ง แต่กับทำให้บุรุษ
หนุ่มผู้นั้นสั่นสะท้านไปทั้งตัว
“ปากดีแล้วก็ควรจะทำตัวเปิดเผยด้วยสิ”
ยามย่างก้าวเข้าหาก็คล้ายถูกแรงกดดันสายหนึ่งสาดซัดลงกลางหลัง เม็ด
เหงื่อเริ่มผุดผาย นัยน์ตาฉายแววหวาดกลัว
เขากลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง พร้อมก้าวถอยหลัง
ราวกับรู้ความคิด จังหวะเดียวกับที่ฝ่าเท้าเหยียบพื้นประโยคเนือยนาบฉาย
แววอันตรายพลันดังขึ้น ทำเอาร่างกายหยุดชะงักไม่อาจเคลื่อนไหว
“จะรีบไปไหน ข้ายังมีเรื่องจะคุยกับเจ้า”