ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 2.2 แยกบ้าน
ดวงตาบุรุษหนุ่มเข้มขึ้นมองบิดาด้วยสายตาผิดหวังไม่นานก็สลายหายไป
ตนยังจะคาดหวังอันใดได้อีก ในดินแดนที่การฝึกปราณถือเป็นที่สุดกับคนที่ ถูกตัดสิน ให้ไม่อาจฝึกปราณต่อได้ ไม่ต่างอันใดกับคนธรรมดา ไม่มีค่าให้เอ่ยถึง
“แต่ท่านพี่…” มู่ฉิงเย่ยังคงทำทีเป็นไม่ต้องการ แต่เวลาที่มองมากับเผย แววตาเยาะเย้ยดูแคลน
เยว่ฉีไม่เข้าใจว่าเหตุใดหานลั่วอี้ถึงต้องการนำตัวผู้ป่วยติดเตียงไปด้วย แค่ พวกเขาสองคนก็แทบจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ทำไมต้องนำภาระไปเพิ่ม ทว่าใน เมื่อหานลั่วอี้ตัดสินใจเช่นนั้นนางก็น้อมรับ เพราะมีความเชื่อว่าบุรุษผู้นี้มิใช่คน ทำอะไรไม่รู้จักคิด
“เอาละน้องหญิงที่พี่ทำเช่นนี้ก็เพื่อลูก ๆ ของเรา” นางอึกอักไม่ยินยอม ซบหน้าลงกับอกสามีอีกครั้ง
หานฉิงอี้ปวดใจยิ่งนักเมื่อเห็นน้ำตาภรรยา เขาหันไปหาบุตรชายคนรอง บอกกล่าวให้พามารดาไปพักเสียก่อน ทั้งยังบอกให้หานลั่วเหมยตามไปด้วย
ภายในห้องจึงเหลือเพียงท่านลุง ป้าสะใภ้ใหญ่ ป้าสะใภ้รอง ท่านอา และ อาสะใภ้ ส่วนลูก ๆ ของพวกท่านล้วนถูกกันไม่ให้เข้ามา
“หานลั่วอี้ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้วข้าจะเขียนหนังสือสัญญาแยกบ้าน นอกจากข้อเรียกร้องเรื่องลั่วซานเจ้าไม่มีสิ่งใดต้องการอีกใช่หรือไม่” หานลั่วอี้ กำลังจะตอบตกลงทว่ากลับถูกมือคู่หนึ่งยื่นมาสัมผัสหลังฝ่ามือเข้าเสียก่อน
เขาเงยหน้าขึ้นมอง เป็นภรรยาที่เงียบอยู่ตลอด
เขามองนางเป็นเชิงถาม น้ำเสียงสดใสไพเราะทว่ายังคงติดแหบแห้ง เล็กน้อยเอ่ยขึ้น
“ท่านพี่ในเมื่อแยกบ้านแล้วเช่นนั้นก็ควรทำให้เด็ดขาด ต่อจากนี้ทั้งสอง ครอบครัวไปมาหาสู่กันให้น้อยหน่อย หากไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็ไม่ต้องไปมาหาสู่กัน รวมไปถึงเรื่องภายในบ้านห้ามมิให้ยุ่งเกี่ยว แทรกแซงกันเป็นอันขาด ท่าน คิดเห็นเช่นไร” หานลั่วอี้มองภรรยาด้วยสีหน้าประหลาดใจ ไม่คิดว่านางจะมี ความคิดรอบคอบถึงเพียงนี้ หลังเขาไตร่ตรองดูแล้วก็เห็นว่าสมควรจึงพยักหน้า ตกลง
เมื่อก่อนรักคนในครอบครัวมากแค่ไหน มาตอนนี้เขาได้เห็นน้ำใสใจจริง จากคนที่เรียกว่าครอบครัวแล้ว ถึงจะยังรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง แต่ขีดเส้นแบ่งแยก ให้ชัดเจนเสียแต่เนิ่น ๆ ย่อมดีกว่า
เขาก็ไม่อยากสนิทสนมกับครอบครัวที่ละทิ้งเขาทันทีที่ไร้ประโยชน์
หานลั่วอี้พยักหน้าเห็นด้วย มองสายตาแน่วแน่จริงจัง หลังตอบตกลง ดวงตาทรงเสน่ห์คู่นั้นพลันถูกเคลือบด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
“ท่านพ่อเขียนลงไปตามที่นางกล่าว”
หานฉิงอี้ไม่เอ่ยแย้ง สิ่งที่นางกล่าวมาล้วนเป็นสิ่งที่เขาต้องการ ไม่ต้องพูด ออกไปเองย่อมดีที่สุด ผู้คนจะได้ไม่ติฉินนินทาว่าเขาทำตัวร้ายกาจต่อบุตร พิการ
หานฉิงอี้จรดปลายพู่กันเขียนตามสะใภ้กล่าว หลังสัญญาถูกเขียนขึ้นมา เรียบร้อยก็คัดลอกเป็นสองฉบับ
หานลั่วอี้อ่านทวนเนื้อหาในสัญญาอีกครั้งก่อนพยักหน้า จากนั้นคนทั้งสอง ก็กรีดนิ้วหยดเลือดลงบนสัญญา จากนั้นประทับลายนิ้วมือลงไป
สัญญาตรงหน้าพลันเปล่งประกายสีทองลอยขึ้นกลางอากาศไม่นานก็หล่น ลงบนโต๊ะเช่นเดิม
เป็นอันเสร็จสิ้นการทำสัญญา
สัญญาถูกแยกเก็บที่หานลั่วอี้ฉบับหนึ่ง หานฉิงอี้ฉบับหนึ่ง เมื่อสัญญาที่เขา ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธเสร็จสบูรณ์ ต่อจากนี้ก็ถึงเวลาย้ายออกเสียที
แม้ไม่รู้ว่าภายภาคหน้าชีวิตจะเป็นเช่นไร ก็ได้แต่ภาวนาให้ดีกว่ายามอยู่ใน จวนหลังนี้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนกับการเลือกปฏิบัติและสายตาดูถูกดูแคลน จากผู้ที่ได้ชื่อว่า ครอบครัว
เยว่ฉีมองท่าทางเด็ดเดี่ยวของสามีก็ได้แต่รู้สึกปวดใจ ถึงจะไม่ใช่เรื่องของ นาง แต่การถูกครอบครัวหันหลังให้ไม่ว่าใครก็คงเจ็บปวด แม้จะไม่เข้าใจอย่าง ถ่องแท้ ทว่าความรู้สึกเจ็บปวดซึ่งเคลือบอยู่จาง ๆ รอบดวงตาโศกเศร้าคู่นั้น นางกลับเข้าใจได้เป็นอย่างดี
ชาติก่อนเยว่ฉีก็มีครอบครัวถึงจะอยู่ด้วยกันได้ไม่นานทั้งสองก็จากไปเพราะ อุบัติเหตุ แต่การจากไปของนางยังดีกว่าการแยกจากแบบที่หานลั่วอี้เผชิญ
มือเรียวสวยพารถเข็นไม้เคลื่อนตัวออกมาด้านนอกห้องโถง ตั้งใจแน่วแน่ว่า ต่อให้ต้องลำบากจนตายก็ไม่คิดจะให้หานลั่วอี้กลับมายังบ้านหลังนี้ ทั้งนางยัง เชื่อว่าเขาไม่คิดจะหวนกลับมาเช่นเดียวกัน
แผ่นหลังเด็ดเดี่ยวของนางบดบังแผ่นหลังงองุ้มเล็กน้อยของหานลั่วอี้ ทำให้ คนในห้องมองเห็นเพียงแผ่นหลังตั้งตรงเกินกว่าที่สตรีนางหนึ่งจะมี
ไม่มีใครคาดคิดว่า คนที่พวกเขาผลักออกไปด้วยสองมือคู่นี้จะมีชีวิตที่ดีเกิน กว่าพวกเขาจะยื่นมือออกไปหาได้