ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 21.1 ร้านเยว่ลั่ว
“หน้าร้านไม่เลวเลย ตกแต่งเรียบง่ายแต่น่าเข้า” หลัวหรูเอ่ยชม หน้าร้าน
เป็นแบบประตูเปิดออกไปด้านข้าง ด้านในร้านวางโต๊ะสำหรับนั่งทานอาหารสี่
ชุดและหน้าร้านอีกสองชุดรวมเป็นหกชุด นอกจากป้ายชื่อร้าน เยว่ฉียังได้สั่งทำ
ป้ายแบบตั้งหน้าร้าน บนป้ายหน้าเขียนรายการอาหารเอาไว้ มีทั้งหมดห้าอย่าง
อาหารจานร้อนสามอย่าง น้ำแกงสองอย่าง
เมื่อวานเยว่ฉีได้เตรียมน้ำแกงไว้ก่อนแล้ว รวมถึงหยดน้ำแห่งชีวิตเจือจาง
แล้วลงไปด้วย ตอนผู้อาวุโสหมิงรู้ว่านางนำน้ำวิเศษมาใช้ทำอาหาร ถึงจะมอง
ไม่เห็นสีหน้าแต่นางคล้ายเห็นว่าท่านกำลังทำหน้าเอือมระอาอยู่
เยว่ฉีได้ขอให้ครอบครัวเฟิงมาช่วยงานในร้านให้ค่าจ้างวันละห้าร้อยอีแปะ
ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับค่าแรงของร้านอื่นที่ให้เพียงวันละสอยร้อยอีแปะ
พอก้าวเข้ามาในร้าน เฟิงซิ่วก็จัดการขนของทุกอย่างเข้ามาด้านใน ถ้วย
ชามทุกอย่างถูกนำไปไว้หลังร้านวางเป็นระเบียบตามตำแหน่งที่เยว่ฉีได้ระบุ
เอาไว้ หลัวหรูเตรียมงานหน้าร้าน เช็ดโต๊ะทำความสะอาด ก่อนจะนำป้าย
รายการอาหารออกไปวางหน้าร้าน
ป้ายชื่อร้านได้หานลั่วอี้เขียนให้แขวนเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ลายเส้นสีทอง
มั่นคงดูงดงามน่าเกรงขาม แค่เงยหน้าขึ้นมองก็รู้สึกฮึกเหิมแล้ว
ทั้งสามคนออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่หลังเตรียมร้านเรียบร้อยก็ถึงยามเฉิน
(07.00-08.59 น.) ชาวบ้านเริ่มออกมาเดินจับจ่ายซื้อของ
ร้านค้าใหม่ยังไม่มีใครรู้จัก ตอนนี้จึงมีแค่คนเดินผ่านไปผ่านมาเท่านั้น บาง
คนก็เงยหน้าอ่านป้ายชื่อร้านแต่ยังไม่มีใครก้าวเท้าเข้ามา
เยว่ฉีไม่รีบร้อนยังคงเตรียมของอย่างใจเย็น น้ำแกงสองอย่างถูกเทลงใน
หม้อขนาดใหญ่ตั้งอุ่นบนเตา เนื้อและผักถูกเตรียมเอาไว้ทั้งหมดแล้วเหลือเพียง
ให้ลูกค้าเข้ามาสั่งก็เริ่มทำอาหารได้เลย
ผ่านมาครึ่งชั่วยามตั้งแต่เปิดร้านก็ยังไม่มีลูกค้าเข้าร้านสักคน ครอบครัวเฟิง
เริ่มร้อนใจแล้ว เขาไม่ได้กลัวว่าจะไม่ได้เงินค่าจ้างแต่กลัวว่าร้านอาหารจะขาย
ไม่ออกแล้วต้องทิ้งของที่อุตส่าห์เตรียมมา
“น้องเยว่ทำเช่นไรดียังไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย” เยว่ฉีกับยังคงใจเย็น ร้าน
ใหม่ไม่มีคนรู้จัก ไม่มีการประชาสัมพันธ์ ทั้งยังราคาไม่ถูก ไม่แปลกที่คนจะไม่
เข้าร้าน
นางไม่กังวลเพราะอาหารของนางแตกต่างจากร้านอื่นขอเพียงมีคนกล้าเข้า
มาลองชิมสักครั้งจะต้องมีลูกค้าเข้าร้านเพิ่มอย่างแน่นอน
ใช่แล้ว สาเหตุหลักที่ไม่มีใครเข้าร้านนอกจากเป็นร้านใหม่แล้วยังเป็น
เพราะราคาอาหารอีกด้วย ปกติหมู่ผัดเปรี้ยวหวานจานหนึ่งราคาห้าสิบอีแปะ
แต่ร้านเยว่ลั่วกับราคาสูงถึงห้าร้อยอีแปะจะไม่ให้คนส่ายหน้าหนีได้อย่างไร
เมนูผัดยังราคานี้แต่เมนูน้ำแกงกับแพงกว่าเพราะราคาสูงถึงหนึ่งตำลึง
คนไม่รู้ย่อมไม่เข้าใจถึงความวิเศษของราคานี้ นางได้ลองให้หานลั่วอี้เทียบ
ดูว่า อาหารหนึ่งจานให้พลังวิญญาณเทียบเท่าหยกวิญญาณระดับหนึ่งคุณภาพ
ต่ำกี่ส่วน หานลั่วอี้บอกว่าแปดส่วน
ให้พลังวิญญาณสูงถึงแปดส่วนเมื่อเทียบราคาแล้วย่อมถูกกว่ามาก เพราะ
หยกวิญญาณระดับหนึ่งคุณภาพต่ำมีราคาก้อนละสองตำลึง
คิดดูว่าราคาแตกต่างกันมาเท่าใด? แต่ที่เยว่ฉีไม่ตั้งราคาให้ใกล้เคียงกัน
เพราะต้องการให้ผู้คนเข้าถึงร้านของนางได้มากขึ้น อีกทั้งต้นทุนของนางยังเป็น
เพียงน้ำแห่งชีวิตหนึ่งหยดกับน้ำหนึ่งถังซึ่งมากกว่าที่เจือจางให้หานลั่วอี้สิบเท่า
“พี่หลัวไม่ต้องกังวล ไม่มีลูกค้าตอนนี้ก็ใช่ว่าหลังจากนี้จะไม่มี จะต้องมี
ลูกค้าประเภทต้องการลองดูว่าเหตุใดราคาอาหารร้านข้าถึงได้แพงกว่าร้านอื่น
ๆ” นางยังคงรักษารอยยิ้มบนใบหน้า ระหว่างรอลูกค้าเข้าร้านเยว่ฉีได้
ทำอาหารสองอย่างออกมา ก่อนจะตักน้ำแกงหนึ่งอย่าง จัดวางลงในตะกร้า
แล้วเดินข้ามถนนไปยังร้านค้าฝั่งตรงข้าม
ตอนที่เห็นว่าเยว่ฉีเดินเข้าไปในร้านซินซินครอบครัวเฟิงทั้งสองต่างเผยสี
หน้าประหลาดใจ ก่อนจะคิดว่า นางคงคุ้นเคยกับคนในร้าน
“ข้านำอาหารมาให้เถ้าแก่ร้าน”
“เชิญด้านในขอรับ” หลายวันมานี้ลูกจ้างร้านคุ้นเคยกับเยว่ฉีไม่น้อย ไม่
ต้องเอ่ยถามว่านางมาด้วยเหตุผลใด ขอเพียงเอ่ยว่าต้องการพบเจ้าของร้าน
ลูกจ้างก็จะพานางเข้าไปยังหลังร้านทันที
การถูกดูแลเป็นพิเศษนี้เรียกความสงสัยจากลูกค้าผ่านไปมาได้ไม่น้อย แต่
ไม่ว่าจะเอ่ยถามว่าสตรีผู้นั้นมีความเป็นมาอย่างไรกับไม่มีใครให้ความกระจ่าง
“เปิดร้านแล้วจึงนำอาหารมาให้ข้าหรือ?”
“ใช่ แต่หากท่านลองชิมแล้วและคิดว่าไม่ถูกปากบอกข้าได้ ข้าจะได้ไม่ต้อง
เก็บส่วนของท่านไว้” เขาพยักหน้าเข้าใจอวยพรให้ร้านค้าเยว่ลั่วขายดีสองสาม
ประโยค
เสินเทียนเป็นชายหนุ่มเงินหนา เขาไม่สนใจอาหารที่นางทำล้วนไม่แปลก
แต่หากได้ลองทานแล้วจะยังคงรู้สึกเช่นเดิมอยู่ไหมก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ
ของเขา
เยว่ฉีวางตะกร้าอาหารไว้บนโต๊ะก็ออกจากร้านมาทันที ถึงจะยังไม่มีคนเข้า
ร้านแต่นางไม่คิดจะปล่อยร้านทิ้งไว้นาน ๆ
กลับมาถึงร้านก็ยังไม่มีลูกค้า เยว่ฉีจึงเข้าครัวไปเตรียมอาหารสองสามอย่าง
ออกมาทานกับครอบครัวเฟิง
ตอนที่ 21.2 ร้านเยว่ลั่ว
กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ของน้ำแกงกระดูกหมูบวกกับรสเปรี้ยวเค็มเข้ากัน
ได้เป็นอย่างดี ตอนที่กลืนน้ำแกงลงคอความชุ่มชื่นจากพลังสายหนึ่งพลันแผ่
กระจายไปทั่วร่างช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า นอกจากน้ำแกงกระดูกหมู
เข้มข้น เยว่ฉียังได้ทำหมู่ผัดเปรี้ยวหวานอีกจาน
ทั้งสามนั่งทานอยู่หน้าร้านพูดคุยกันไปด้วยอย่างสนุกสนาน สีสันและกลิ่น
หอมของอาหารดึงดูดสายตาผู้คนโดยรอบได้เป็นอย่างดีแต่พอเหลือบไปเห็น
ราคาอาหารก็พากันส่ายหน้าหนี ราคานี้แพงมากเกินไป
ผ่านไปประมาณสองเค่อทั้งสามคนทานอาหารใกล้อิ่มแล้วก็มีเด็กชายคน
หนึ่งเดินเข้ามาเอ่ยเสียงสั่งการ
“ข้าต้องการอาหารแบบเดียวกับบนโต๊ะชุดหนึ่ง” เด็กน้อยเชิดใบหน้ารั้น ๆ
ของตนขึ้น ยกแขนขึ้นกอดอกท่าทางอวดดี มองอาหารบนโต๊ะสายตาเป็น
ประกาย การแสดงออกเช่นนี้ของเด็กน้อยนอกจากจะไม่ได้ทำให้คนทั้งสามไม่
พอใจกลับยังสร้างความรู้สึกเอ็นดูขึ้นมา
“เด็กน้อยเจ้ารอสักครู่ ข้าจะไปทำอาหารมาให้ เจ้ามีเงินจ่ายค่าใช่ไหม”
“ข้ามี !!” ไม่ว่าเปล่าเด็กชายควักเงินจากอกเสื้อออกมาให้เยว่ฉีดู หญิงสาว
อมยิ้ม เด็กน้อยไร้เดียงสาควักเงินออกมาให้ผู้อื่นโดยง่าย ไม่รู้ว่าเป็นลูกหลาน
ใครทำไมถึงปล่อยให้ออกมาเดินเล่นเพียงลำพัง ดูจากเสื้อผ้าที่สวมอยู่ต้องเป็น
ลูกหลานคนมีเงินเป็นแน่
แต่เยว่ฉีสงสัยได้ไม่นานก็เห็นชายหนุ่มสองคนวิ่งหน้าตั้งมาทางเด็กชาย
พร้อมเอ่ย
“คุณชายน้อยเหตุใดถึงได้วิ่งหนีออกมาไม่รอพวกข้าขอรับ” ชายทั้งสอง
สวมอาภรณ์คล้ายคลึงกับเด็กชายเพียงแต่คนละสีทั้งการตัดเย็บยังแตกต่างกัน
เล็กน้อย ทั้งสองคนสวมอาภร์สีขาวแบบเดียวกัน ส่วนเด็กน้อยสวมอาภรณ์สีฟ้า
อ่อนปักลายก้อนเมฆสีขาวเลื่อมทอง
“พวกเจ้าช้าเหตุใดถึงมาโทษข้า ข้าสั่งอาหารร้านนี้ไปแล้วพาข้าไปนั่งที่
โต๊ะ” ทั้งสองคนมองหน้ากัน เงยหน้ามองป้ายร้านก่อนจะหันมามองหญิงสาว
ตรงหน้า ก่อนจะเผยสีหน้าลำบากใจ แล้วหันไปเอ่ยกับคุณชายน้อย
“คุณชายน้อยพวกข้าจองร้านอาหารอันดับหนึ่งของเมืองโม่ฉีเอาไว้แล้ว
ท่านจะมาเสียเวลาที่ร้านนี้ไม่ได้นะขอรับ” เยว่ฉีคิ้วกระตุก คนพวกนี้ยังไงกันถึง
จะเผยสีหน้าลำบากใจ แต่เวลาที่เอ่ยว่า ร้านค้าอันดับหนึ่งกลับเน้นหนักกว่าคำ
อื่น ๆ
จะบอกว่าร้านนางอร่อยสู้ร้านค้าอันดับหนึ่งไม่ได้? ถึงจะจริงแต่ก็อดรู้สึกไม่
พอใจไม่ได้เลย
“ร้านนั้นข้ากินบ่อยแล้ว ข้าต้องการกินอาหารร้านนี้ อย่าพูดมากไม่เช่นนั้น
ข้าจะฟ้องท่านปู่” เด็กน้อยไม่ยอมท่าเดียว เดินเข้ามาในร้าน ก่อนจะพยายาม
ปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ด้วยขาสั้น ๆ ของตนเอง เยว่ฉีมองหน้าคนทั้งสอง พวกเขา
ผงกหัวขออภัยแล้วเดินเข้าไปช่วยคุณชายน้อยขึ้นนั่งบนเก้าอี้
เยว่ฉีหันไปมองครอบครัวเฟิงบอกเป็นนัยให้ทั้งสองคนช่วยต้อนรับลูกค้าทั้ง
สามท่าน ก่อนจะเดินเข้าครัวไปทำอาหาร
เพราะเตรียมของทุกอย่างเอาไว้แล้ว ผ่านไปประมาณครึ่งเค่ออาหารสอง
อย่างก็ถูกนำออกมาวางบนโต๊ะ บุรุษทั้งสองไม่ได้สั่งอาหารเพิ่ม ไม่รู้ว่าเพราะ
ทานมาแล้วหรือไม่ต้องการทานอาหารที่ร้านของนาง
แต่เยว่ฉีก็ไม่ได้สนใจ ขายอาหารได้เป็นพอ
เด็กชายตัวน้อยมองอาหารตรงหน้าดวงตาเป็นประกาย เยว่ฉีได้ปรับระดับ
ความเผ็ดลงพอที่เด็กคนหนึ่งจะทานได้ มือเล็ก ๆ หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบหมูผัด
เปรี้ยวหวานเข้าปากก่อนเป็นอย่างแรก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นมากกว่าเดิม
จากนั้นก็คีบอาหารเข้าปากเพิ่มเคี้ยวตุ่ย ๆ เต็มปาก
รอยยิ้มมีความสุขประดับบนใบหน้า เด็กชายตัวน้อยถึงขั้นยกมือทั้งสองจับ
แย้ม ดวงตายิบหยีเงยหน้าขึ้น
“อร่อยมาก !!” เอ่ยชมเพียงครั้งเดียว เด็กชายตัวน้อยก็จัดการตักน้ำแกง
เข้าปากไปหนึ่งคำ ครานี้เด็กน้อยไม่พูดอันใดอีก ขยับตะเกียบคีบอาหารเข้า
ปากไม่หยุด
ชายหนุ่มทั้งสองเห็นคุณชายน้อยเจริญอาหารก็รู้สึกแปลกใจ คุณชายน้อย
เรื่องมากมักจะทานอาหารได้น้อย พวกเขาจึงต้องเลือกสรรร้านอาหารที่เขาว่า
ทำอร่อยมาให้คุณชายน้อยได้ลองชิม
พอเห็นภาพคุณชายน้อยทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ไม่บ่นออกมาสักคำ
นอกจากความประหลาดใจก็มีความรู้สึกยินดีรวมอยู่ด้วย
คุณชายน้อยเจริญอาหาร ทำพวกเขาแทบน้ำตาไหล
พอเห็นแบบนี้ทั้งสองคนก็ทนไม่ไหวจนต้องสั่งอาหารรายการแบบเดียวกับ
คุณชายน้อยมาอีกสองชุด
เยว่ฉีย่อมยินดี อาหารขายออกนั่นหมายความว่าร้านนางมีรายได้