ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 22 กิจการรุ่งเรือง
ชายหนุ่มทั้งสองคนที่ได้ลองชิมอาหารของร้านต่างเบิกตากว้างตกใจกับ
ความพิเศษของอาหาร พวกเขาต่างก็เป็นผู้ฝึกปราณ จึงสัมผัสได้ถึงพลัง
วิญญาณซึ่งแฝงอยู่ในอาหารทั้งสองจาน แถมพลังวิญญาณในอาหารยังช่วย
ยกระดับการฝึกปราณของทั้งคู่ไม่ต่างจากการดูดซับหยกวิญญาณแม้จะให้
พลังงานน้อยกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหยกวิญญาณระดับต่ำแต่ราคาที่ต้องจ่าย
กับน้อยกว่าถึงครึ่งหนึ่ง
ทั้งสองคนเข้าใจได้ทันทีว่าเหตุใดคุณชายน้อยถึงได้ทานอาหารอย่าง
เอร็ดอร่อย เป็นเพราะในอาหารมีพลังวิญญาณแฝงอยู่ !!คุณชายน้อยไม่ได้เลือก
กินแต่เพียงชื่นชอบอาหารที่มีพลังวิญญาณมากกว่าอาหารทำธรรมดา !!
ในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังตกตะลึงพร้อมกับจ้วงอาหารเข้าปากไม่ห่วง
รูปลักษณ์ เสินเทียนจากร้านฝั่งตรงข้ามก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาเยว่ฉี
“น้องเยว่ เจ้าทำอาหารวิเศษเช่นนี้ได้อย่างไร !!” ตอนแรกที่ลงมือทาน
อาหารของเยว่ฉี เสินเทียนยอมรับว่าไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเขาเคยทาน
อาหารเลิศรสมามาก ไม่ว่าจะจากร้านมีชื่อกี่ร้านต่อกี่ร้านเขาล้วนเคยทานมา
หมดแล้ว ร้านที่ได้ชื่อว่าอันดับหนึ่งก็แวะเวียนไปทานอยู่บ่อยครั้งจึงไม่ได้
คาดหวังอันใด แต่พอลองทานเข้าไปคำหนึ่งเขาก็พูดไม่ออก ตั้งหน้าตั้งตาตัก
ข้าวเข้าปากรู้ตัวอีกทีอาหารตรงหน้าก็หมดแล้ว พร้อมกับพลังวิญญาณสายหนึ่ง
แผ่กระจายไปทั่วร่างระดับการฝึกปราณสูงขึ้น
อาหารที่ช่วยในการฝึกปราณเรียกได้ว่าเป็นอาหารชั้นยอด หากเขารู้เร็ว
กว่าคงจะมอบหน้าร้านใหญ่กว่านี้ให้แล้ว แต่คิดไปคิดมาก็เพราะตนไม่เอ่ยถาม
เอง
จะโทษใครได้ !!
“ท่านเสิน ข้าคงบอกวิธีทำอาหารให้ท่านทราบไม่ได้แต่ข้าสามารถส่ง
อาหารไปให้ท่านทานทุกวันได้” เยว่ฉีเห็นปฏิกิริยาของเขาก็ได้แต่อ่อนใจ ตอน
แรกยังวางตัวดีอยู่เลยมาตอนนี้กลับเผยท่าทางของนักกินตัวยงออกมาเสียแล้ว
สายตาที่บอกว่าข้ายังอยากจะทานอาหารของเจ้าเพิ่มอีกนี่มัน…อย่างกับ
หมาโตตัวหนึ่ง
“เจ้าบอกว่าจะมอบให้ข้าวันละมื้อ เช่นนั้นต่อไปข้าขอสั่งเจ้าวันละสองมือ
เช้ากลางวัน ข้าจะกินอาหารที่ร้านเจ้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป!!” เยว่ฉีเผยสีหน้า
จะหัวเราะก็ไม่ได้จะร้องไห้ก็ไม่ออก
เสินเทียนหนอเสินเทียนตอนแรงยังไม่ต้องการอาหารของข้าอยู่เลย มา
ตอนนี้กลับต้องการทานทุกมือเสียแล้ว
ถึงอย่างไรก็เงิน เยว่ฉีย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว
“ได้ข้าจะเตรียมไว้ให้ท่าน” ได้รับคำตอบพึงพอใจแล้ว ความตื่นเต้นของ
เขาจึงลดลง เสินเทียนชักมือซึ่งจับไหล่ทั้งสองข้างของเยว่ฉีกลับไป ไขว่แขนไว้
ด้านหลังรักษามาดบุรุษแสนสุภาพอ่อนโยน ก่อนจะเดินหันหลังออกจากร้านไป
อยากจะบอกเหลือเกินว่าภาพลักษณ์ท่านหมดสิ้นแล้ว
ถึงจะยังรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในร้านอาหารแต่อย่างน้อยก็ได้ทาน
อาหารทุกวัน ต่อจากนี้ก็แค่ต้องดูแลร้านให้ดีเป็นพอ คิดมาถึงตอนนี้แล้วก็อดที่
จะอิจฉาหานลั่วอี้ไม่ได้
ชายผู้นั้นต้องได้ทานอาหารดี ๆ เช่นนี้ทุกวันเป็นแน่
ลูกค้าทั้งสามคนของร้านมีสองคนมองมายังหญิงสาว ท่าทางสนิทสนม
เช่นนี้ทำพวกเขาสงสัยทั้งยังอยากรู้ว่า นางมีความสัมพันธ์ใดกับเถ้าแก่ร้านซิน
ซิน แต่จะให้เอ่ยถามคนเขาตรง ๆ ก็ไม่ได้
พอความสงสัยมลายพลันคิดได้ว่า เถ้าแก่ร้านซินซินสั่งจองอาหารไว้ ทั้ง
สองคนจึงเอ่ยกับเจ้าของร้านด้วยเช่นนั้น
“แม่นางเจ้าเป็นเถ้าแก่ร้านใช่หรือไม่?” ประโยคนี้พูดกับเยว่ฉี
“ใช่เป็นข้า” เยว่ฉีหันมาตอบเป็นกันเองแต่ไม่สนิทสนม
“ข้าได้ยินเถ้าแก่ร้านซินซินสั่งจองอาหารไม่ทราบว่าพวกข้าจะสั่งจองด้วย
ได้หรือไม่”
“พวกท่านสามารถสั่งได้ เพียงต้องมารับเองที่ร้าน”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น…” พูดจบก็หันไปหาคุณชายน้อยของตน “คุณชายน้อย
ท่านต้องการทานอาหารร้านนี้ต่อหรือไม่ขอรับ ข้าจะได้สั่งจองเอาไว้ล่วงหน้า
วันพรุ่งข้าจะได้มารับไปให้ท่านทานที่จวน”
“ข้าจะทานอาหารที่ร้านนี้ทุกวัน!!” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยตอบทั้งที่ข้าวยัง
เต็มปาก แก้มสองข้างพองขึ้นมาจากการคีบข้าวเข้าปากไม่หยุด ขยับปากเคี้ยว
จนแก้มตุ่ยน่าเอ็นดูมากจริง ๆ ถึงท่าทางจะอวดดีไปหน่อยแต่เห็นว่าเป็นเด็กจึง
ไร้ซึ่งความรู้สึกหมั่นไส้
ต้องขอบคุณคุณชายตัวน้อย มีหลายคนที่เห็นท่าทางการกินของเขาดึงดูด
ให้คนเดินเข้าร้านมา บางคนลองสั่งอาหารเพียงอย่างเดียวเพราะคิดว่าราคา
อาหารแพงมากเกินไป แต่พอได้ลิ้มลองเข้าปากก็เอ่ยสั่งอาหารเพิ่มอีกสองสาม
อย่างทันที
การกระทำเช่นนี้ของพวกเขาสร้างความสงสัยให้คนผ่านไปมา จนกระทั่งมี
ชายหนุ่มท่าทางกำยำคนหนึ่งเดินเข้ามาตบไหล่คนที่นั่งทานข้าวอยู่หน้าร้าน
ด้านนอก
“เดี๋ยวนี้เจ้าชื่นชอบอาหารราคาแพงแล้วหรือ?” ชายคนนั้นเหลือบตาหัน
ไปมองเพื่อนสนิท สะบัดแขนให้เขาปล่อยมือ
“ถึงขั้นไม่มีอารมณ์เล่นกับเพื่อน? ไหนให้ข้าลองชิมสักคำ” ไม่ว่าเปล่าเขา
คิดจะยื่นมือมาหยิบอาหารในจานไปชิมบ้าง แต่ชายคนแรกกับขยับมือมาดึง
อาหารออก
“อย่ายุ่งกับอาหารข้า ต้องการกินก็สั่งเอง” ชายผู้มาใหม่สงสัย ยักไหล่ไม่
สนใจ เท้าแขนกับโต๊ะ
“ข้าไม่เหมือนเจ้าที่จะมีเงินมากพอมาซื้ออาหารที่ราคาแพงเท่าราคาหยก
วิญญาณครึ่งก่อนได้ หากเป็นอาหารที่ช่วยให้การฝึกปราณสูงขึ้นเหมือนหยก
วิญญาณก็ว่าไปอย่าง” ชายหนุ่มพูดทีเล่นทีจริง จะมีอาหารอย่างที่เขาว่าได้
อย่างไร? ถ้าเป็นเช่นนั้นเขาเลือกที่จะทานอาหารมากกว่าซื้อหยกวิญญาณแล้ว
!!ถึงราคาจะแพงไม่ต่างกันมาก แต่นอกจากให้พลังวิญญาณแล้วยังอิ่มด้วย
แต่เหมือนว่าชายหนุ่มจะยิ้มเยาะได้ไม่นานก็ต้องตกใจกับคำตอบของเพื่อน
“มีจริงตรงหน้าเจ้าแล้ว !!อาหารทุกจานที่ข้าสั่งมาล้วนมีพลังวิญญาณแฝง
อยู่”
“อย่ามาพูดบ้า ๆ …” เขาไม่คิดจะเชื่อแต่พอเห็นสีหน้าจริงจังของเพื่อน
แล้วจึงหยุดเถียง
“จริงหรือ?” อีกฝ่ายพยักหน้าแล้วลงมือทานอาหารต่อ
ถึงจะยังคิดว่าบางทีสหายของตนอาจจะแกล้งเล่นแต่เพื่อให้ได้รู้ว่าเรื่องที่
พูดมาจริงหรือเท็จชายหนุ่มจึงเลือกที่จะอาหารจานหนึ่งพร้อมข้าวสวยและเมื่อ
เขาคีบอาหารเข้าไปไปคำหนึ่ง
ก็ต้องเบิกตากว้าง
“มีพลังวิญญาณแฝงอยู่จริง ๆ!!”
เพราะคำพูดนี้และท่าทางการกินอย่างตะกละตะกลามของชายหนุ่ทำให้
ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาต้องการตรวจสอบดูว่าเป็นจริงอย่างที่ว่าหรือไม่
จากนั้นไม่นานร้านค้าก็อัดแน่นไปด้วยผู้คนมีเสียงตะโกนสั่งอาหารไม่ขาด
สาย จนเยว่ฉีต้องทำกระดาษสั่งจองเพื่อเรียงลำดับว่าใครมาก่อนหลัง แต่
กระดาษจองก็มีจำนวนไม่มาก เท่ากับอาหารที่เตรียมมา
ไม่นานร้านอาหารที่เมื่อหนึ่งชั่วยามไม่มีคนเข้าก็เต็มไปด้วยผู้คน และขาย
ออกไปจนหมดในเวลาเพียงสองชั่วยาม