ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 23 เพื่อนบ้านน่ารำคาญ
ความครึกครื้นของร้านอาหารไม่ได้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวแล้วหมดไป หลัง
ผ่านไปสามสี่วันข่าวที่ว่ามีร้านอาหารซึ่งเต็มไปด้วยพลังวิญญาณปรากฏขึ้นก็ได้
สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คน
ถึงขนาดมีครอบตรัวตระกูลใหญ่เดินทางมาเพื่อชิมอาหารในข่าวลือ
แน่นอนว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้รับการดูแลดีไปกว่าชาวเมืองทั่วไป ระดับการ
ดูแลลูกค้าของเยว่ฉีนั้นเท่ากันทุกชนชั้น
ไม่มีการถือสิทธิ์ว่าฐานะสูงกว่าจะได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าเพราะราคาที่ต้อง
จ่ายนั้นเท่านั้น แถมเยว่ฉียังไม่รับเงินเพิ่มจากคนที่ต้องการแซงคิวลูกค้าท่านอื่น
ๆ
การกระทำของนางสร้างความรู้สึกเลื่อมใสจากผู้คนโดยรอบได้เป็นอย่างดี
ส่วนลูกหลานตระกูลผู้ดีที่ต้องการยกตนข่มท่านใช่อำนาจมาข่มร้านค้าเล็ก ๆ ก็
ถูกคนจากร้านซินซินจัดการกลับไป
ส่งผลให้ผู้คนรับรู้กันไปเองว่า ร้านเยว่ลั่วอยู่ภายใต้การดูแลของร้านค้าซิน
ซิน
ทุกวันก่อนจะเปิดร้าน พอเดินทางมาถึงหน้าร้านทั้งสามคนจะเห็นว่ามีคน
มายืนจับจองพื้นที่อยู่ก่อนแล้ว พวกเขาเหล่านี้กลัวว่าหากมาช้าอาหารจะหมด
ก่อน ในจำนวนคนที่มารอรับกระดาษลำดับการสั่งจองรมีบ่าวของตระกูลผู้ดีอยู่
มาก ทำให้กำลังซื้อในแต่ละวันสูง
ถึงจะขายดีแต่เยว่ฉีก็ไม่คิดจะขยายร้าน
ข้อแรกนางไม่ต้องการเพิ่มคนเข้ามาเยอะเกินควรเพราะจะควบคุมได้ยาก
เรื่องความลับของน้ำอาจจะหลุดออกไป ข้อสองแค่รายได้จากการขายอาหารใน
แต่ละวันก็มากพอให้นางใช้อย่างไม่ขาดมือ และข้อสุดท้ายตั้งแต่ที่หานลั่วอี้รู้ว่า
นางมีปราณกำเนิดเป็นนักหลอมโอสถเขาก็คอยชี้แนะการฝึกฝนให้นางอยู่เสมอ
นอกจากนี้ผู้อาวุโสหมิงที่ตอนแรกไม่สนใจนางกลับกระตือรือร้นขึ้นมาเมื่อรู้
ว่านางสามารถเป็นนักหลอมโอสถแถมยังดูดีใจกว่าตอนที่รู้ว่าหานลั่วอี้มี
พรสวรรค์เสียอีก
ไม่พอผู้อาวุโสยังยัดหนังสือเกี่ยวกับพืชวิญญาณมาให้นางอ่านกองใหญ่
ตอนนี้นางยุ่งจนแทบจะไม่มีเวลานอนจะเอาเวลาที่ไหนมาคิดเรื่องขยาย
ร้าน หรือเพิ่มเวลาขายอาหาร?
หากทำเช่นนั้นจริงนางคงไม่มีกระทั่งเวลานอนแล้ว !!!
ด้วยหลายสาเหตุเยว่ฉีจึงขายอาหารเพียงวันละสองชั่วยามก่อนจะเก็บร้าน
กลับบ้าน
“คุณชายน้อยไป๋วันนี้ก็มาอีกแล้วหรือ?”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น วันนี้ข้าได้ข่าวว่าเจ้ามีรายการอาหารใหม่”
“อย่างที่ท่านเข้าใจ จะทานที่ร้านหรือนำกลับบ้าน?”
คนถูกถามหันไปมองรอบ ๆ ลูกค้านั่งจับจองกันเต็มทุกโต๊ะเป็นเช่นนี้มา
หนึ่งเดือนกว่าแล้ว คุณชายน้อยท่านนี้จึงเริ่มมีความคิดว่า ตอนที่ตนรู้จักร้าน
เป็นคนแรก ๆ ควรจะเก็บความลับเอาไว้และพูดคุยกับเจ้าของร้านเป็นการ
ส่วนตัว หากเป็นเช่นนั้นอาหารที่ช่วยให้การฝึกปราณเพิ่มขึ้นก็จะเป็นของตนแต่
เพียงผู้เดียว ก่อนจะหันไปตอบคำถามเยว่ฉี “นำกลับ คนเยอะข้าไม่ต้องการ
เบียดเสียด”
“เช่นนั้นท่านรอสักครู่ไม่นาน” เขาพยักหน้า เดินหลบมุมไปรออาหาร ข้าง
กายยังคงเป็นผู้ติดตามสองคนที่มาร้านด้วยกันกับเขาครั้งแรก
ตั้งแต่ได้ทานอาหารจากร้านนี้ คุณชายน้อยรู้สึกว่าพลังปราณของตน
เพิ่มขึ้นจนใกล้จะผ่านขึ้นมาถึงฝึกปราณชั้นหนึ่งแล้ว แต่เรื่องนี้ไป๋อวิ๋นยังไม่ได้
เอ่ยปากบอกกับคนที่บ้าน เขาต้องการแน่ใจมากกว่านี้เสียก่อน
อาหารจากร้านเยว่ลั่วช่วยให้เขาดูดซับพลังวิญญาณและย่อยพลังวิญญาณ
ได้ดีกว่าหยกวิญญาณ อีกทั้งยังอิ่มแถมยังราคาถูกกว่าหยกวิญญาณ ไป๋อวิ๋นจึง
ชื่นชอบการทานอาหารมากกว่าดูดซับจากหยกวิญญาณ แต่อาหารที่ขายได้ใน
แต่ละวันมีจำกัด ทำให้อัตราการซื้อขายหยกวิญญาณไม่ได้ลดต่ำลง รวมไปถึง
ร้านค้าอาหารหลายร้านที่ยังคงมีรายได้เข้ามาถึงจะไม่มากเท่าเมื่อก่อนเพราะ
ถูกร้านเยว่ลั่วแย่งลูกค้าไป
แต่โดยรวมแล้วร้านอาหารเยว่ลั่วก็ไม่ได้สร้างผลกระทบให้ร้านค้าต่าง ๆ
เท่าที่คิด เพราะจำนวนอาหารที่ขายในแต่ละวันมีจำกัด
การเดินทางเข้าออกในเมืองทุกวันของทั้งสามคนไม่มีทางที่ชาวบ้านจะไม่รู้
และไม่สงสัยหลังเก็บความสงสัยมาหลายวันก็มีคนทำใจกล้าเอ่ยถามพวกเขา
หลังก้าวเท้าลงจากรถเทียมลา
“แม่นางเยว่ข้าเห็นเจ้าเข้าไปในเมืองทุกวันไม่ทราบว่าไปทำอันใดหรือ?”
เยว่ฉียิ้มแล้วกล่าวกลับไป
“ค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ”
“ข้าว่าคงไม่เล็ก ไม่เช่นนั้นเจ้าบ้านเฟิงและสะใภ้เฟิงคงไม่ตามเจ้าเข้าเมือง
ไปทุกวัน ดูใบหน้ายิ้มแย้มของเจ้าแล้วค้าขายดีมากใช้หรือไม่” เยว่ฉีมุมปาก
กระตุก ชาวบ้านพวกนี้เรื่องแบบนี้ทำไมถึงรู้ดีกันนัก ทั้งที่เรื่องอื่นออกจะทำ
เป็นไม่สนใจ
“ไม่ถึงขั้นเรียกว่าค้าขายดีแต่ก็พอให้ใช้จ่ายในบ้านได้อย่างไม่ขัดสน” ตอน
ที่ตอบคำถามนี้ในใจเยว่ฉีกำลังพูดว่า รีบ ๆ ไปสักทีนางอยากจะไปพักผ่อนจะ
แย่อยู่แล้ว ต้องยืนอยู่หน้าเตาไม่ได้พักตลอดสองชั่วยาม เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว !!
อยากเข้าบ้านไปอาบน้ำพักผ่อน
แต่เหมือนคำขอของนางจะไม่เป็นผล หญิงวัยแต่งงานยังคงพูดยิ้มแย้มกับ
นางต่อ
“แม่นางเยว่ไม่ต้องถ่อมตนไป มีใครไม่รู้บ้างว่าหากเปิดร้านค้าในเมืองได้
กิจการล้วนไม่เลวกันทั้งนั้น ในเมื่อเจ้าค้าขายดีเห็นแก่ที่เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน
ข้าอยากแนะนำเจ้าอย่างหนึ่งในหมู่บ้านยังมีชาวบ้านอีกหลายคนที่ไม่มีงานทำ
ข้าอยากให้เจ้าลองคิดถึงเรื่องนี้สักนิด” เยว่ฉีคิ้วกระตุกแล้ว
จะเอายังไง หืม? ขายได้ไม่ได้มันก็ร้านข้าไหม? จะอยากรู้ให้ได้อะไรขึ้นมา
แล้วเรื่องปากท้องชาวบ้านคนอื่นเกี่ยวอะไรกับข้า ข้าหาเงินได้ก็ต้องเอาเงินให้
พวกเจ้าด้วยหรือไง แหม ตอนแรกละไม่อยากจะเข้ามาใกล้ข้า มาตอนนี้อยาก
หาประโยชน์จากข้าแล้ว ในโลกนี้จะไปมีเรื่องดีเช่นนั้นได้อย่างไร แม่ชักจะทน
ไม่ไหวแล้วนะ
ถึงจะบ่นไปสามบ้านแปดบ้านแต่เวลาตอบออกไปใบหน้าเยว่ฉียังคงประดับ
รอยยิ้มอยู่ตลอด
“แม่นางท่านนี้ ข้าก็พูดออกไปแล้วว่าพอให้ใช้จ่ายในบ้าน แต่แม่นางก็ยังไม่
เข้าใจ ข้าเองก็จนปัญญาจะอธิบายให้ฟัง ส่วนเรื่องจ้างคนเพิ่มนั้น ข้าขอถามแม่
นางสักคำ ร้านค้าข้าข้าจะจ้างคนสักสองสามคนก็เป็นสิทธิ์ของข้า หรือไม่จ้าง
เลยก็เป็นสิทธิ์ของข้า ร้านค้าเล็ก ๆ ร้านหนึ่งจะอยากได้คนมากมายไปทำไม ถึง
จะเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันข้าก็ต้องรับผิดชอบชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน
ด้วยหรือ? หากข้ารับผิดชอบชีวิตความเป็นอยู่ผู้อื่นแล้วใครจะรับผิดชอบความ
เป็นอยู่ข้างข้า? แม่นางหรือ? หากแม่นางบอกจะรับผิดชอบชีวิตข้า ข้าจะเก็บ
เรื่องนี้ไปพิจารณา”
คำตอบด้วยรอยยิ้มอบอุ่นของเยว่ฉีทำนางคิ้วกระตุกไม่อาจรักษารอยยิ้ม
บนใบหน้าต่อไปได้
นี่ไม่เท่ากับบอกให้นางไปช่วยเหลือคนอื่นหรือ? นางจะไปทำได้เยี่ยงไร
ลำพังหาเงินเข้าบ้านสักอีแปะยังแทบจะไม่ได้เลย
นางแค่เห็นว่าเยว่ฉีเข้าออกในเมืองบ่อย ๆ คงจะมีงานมีเงินจึงเอ่ยออกไป
เพราะต้องการเข้าไปทำงานด้วยแต่จะพูดถึงตนเองผู้เดียวก็อาจจะถูกชาวบ้าน
คนอื่นเหม็นขี้หน้า ถึงได้ยกเรื่องคนหมู่บ้านเดียวกันขึ้นมาพูด ไม่คิดเลยว่าจะถูก
ตอกกลับจนแทบหงายหลังเช่นนี้
เยว่ฉีไม่สนใจนางอีก ดึงสายตากลับมามองไปยังบ้านของตนและเห็นว่าที่
หน้าบ้านมีบุรุษหล่อเหล่าผู้หนึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นมองตรงมาที่นางด้วยสายตา
อ่อนโยน
ถึงเยว่ฉีจะไม่ได้อยากผิดใจกับคนในหมู่บ้าน แต่จะให้ทำตัวเป็นคนดียอม
ช่วยเหลือทุกอย่างนางก็ไม่สามารถทำได้
ยามลำบากพวกเขายังไม่คิดจะยื่นมือมาช่วยเหลือ ตอนนี้เห็นคนเขาได้ดี
ขึ้นมาก็รับวิ่งเข้ามาขอส่วนแบ่งแล้ว? คิดว่านางจะยอมมอบของออกไปให้ง่าย
ๆ เหมือนเรื่องเมื่อตอนนั้นหรือ? คิดง่ายเกินไปแล้ว
หานลั่วมองภรรยาที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มยิ้มมุมปากเล็กน้อยแล้ว
เอ่ยต้อนรับ
“กลับมาแล้วหรือ?”
เยว่ฉีพยักหน้าเอ่ยตอบ “ข้ากลับมาแล้ว”