ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 24 ควรเริ่มสร้างบ้านได้แล้ว
ผ่านมาสองเดือนแล้วตั้งแต่เยว่ฉีเริ่มเปิดร้านอาหารตลอดสองเดือนที่ผ่าน
มานางทำงานไม่ได้พักแม้สักวันเดียว เยว่ฉีที่อดทนทำงานหนักมาตลอดตอนนี้
รู้สึกว่า ควรพอได้แล้ว
พอในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าเลิกทำงาน แต่หมายถึงว่าเลิกทำงานหนักโดยไม่
พักได้แล้ว และพอเข้าต้นเดือนที่สามเยว่ฉีก็ได้กำหนดวันหยุดของร้านขึ้นมา
แม้จะมีเสียงโอดครวญจากบรรดาลูกค้าทั้งหลายหญิงสาวก็ไม่คิดจะเปลี่ยน
ความคิด
นางเหนื่อยไม่ไหวแล้ว !!ตอนนี้เงินให้มือก็มีมากเกือบสองหมื่นตำลึงซึ่งถือ
ว่าเป็นเงินก้อนโต
ร้านเยว่ลั่วอยู่ตัวแล้วทุกวันมีลูกค้าประจำมาสั่งซื้ออาหารไม่ขาดสาย
อาหารในร้านขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ถูกสั่งจองหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึงหนึ่ง
เค่อ จากนั้นก็ต้องอยู่หน้าเตาตลอดสองชั่วยาม มือควางกระทะผัดอาหารไม่
หยุด ขนาดมีหลัวหรูช่วยแล้วยังรู้สึกว่าเหนื่อย
ขายของเสร็จเก็บของกลับบ้าน ถึงบ้านแล้วก็ต้องมาเตรียมน้ำแกง เนื้อ ผัก
สำหรับทำอาหารให้วันถัดไป กว่าจะได้พักพระอาทิตย์ก็หายไปจากท้องฟ้าแล้ว
ปลายเดือนแรกของการขายอาหารเยว่ฉีได้มีการเพิ่มค่าจ้างให้หลัวหรู
เพราะนางไม่ได้ช่วยแค่งานหน้าร้านแต่ยังช่วยทำอาหาร ส่วนเฟิงซิ่วเยว่ฉีก็เพิ่ม
เงินให้ ตอนนี้หลัวหรูมีค่าจ้างอยู่ที่วันละหนึ่งตำลึงห้าร้อยอีแปะ ส่วนเฟิงซิ่วอยู่
ที่หนึ่งตำลึง เพราะงานของเขาน้อยกว่าภรรยา ดีที่ทั้งสองไม่มีใครคิดเล็กคิด
น้อยเรื่องค่าจ้างเมื่อเทียบกับยอดขายในแต่ละวัน แถมยังบอกว่าค่าจ้างแพงไป
ด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อนางต้องการมอบให้มีหรือที่ทั้งสองคนจะปฏิเสธได้
สุดท้ายแล้วสิ่งที่เยว่ฉีมอบให้ก็เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองคน พวกเขาจะได้นำ
เงินไปซื้อหยกวิญญาณมาฝึกตนได้มากกว่าเมื่อก่อน
ภายในห้องนอนกลางเก่ากลางใหม่เยว่ฉีนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง นาน
มากแล้วที่นางไม่ได้นอนตื่นสายขนาดนี้ ตั้งแต่วันที่เปิดร้านขายอาหารเยว่ฉีต้อง
ตื่นตั้งแต่ยามเหม่า (05.00-06.59) เพื่อเดินทางเข้าเมืองไปเตรียมเปิดร้าน วันนี้
ถือโอกาสที่ร้านหยุดนอนยาวมาจนถึงยามปลายยามเฉิน (07.00-08.59 น.)
หานลั่วอี้ตื่นแล้ว เขาเท้าคางบนหลังมือนอนตะแคงข้างมองใบหน้ายาม
หลับของภรรยา นางมักจะนอนบนเตียงฝั่งนอกเสมอเพื่อจะได้ตื่นขึ้นไปทำงาน
โดยไม่รบกวนการนอนของเขา
เพราะนางมักจะตื่นก่อนเสมอทำให้หานลั่วอี้ไม่เคยมีโอกาสได้นอนมอง
ใบหน้าตอนหลับในยามเช้าเหมือนวันนี้มาก่อน
ใบหน้าที่เคยซูบผอมถูกแทนที่ด้วยความนุ่มนิ่ม ผิวพรรณซึ่งเคย
กระดำกระด่างถูกดูแลจนเปลี่ยนไปขาวกระจ่างในเรียบเนียน ถึงฝ่ามือจะด้าน
ไปบ้างจากการทำงานหนัก แต่ก็ยังคงนุ่มน่าสัมผัส
เขาไล่สายตามองลงไปตั้งแต่คิ้วเรียวสวย ขนตางอนงาม จมูกโด่ง ก่อนจะ
ไปจบที่ริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่มที่เขาเคยสัมผัส มองมาถึงตรงนี้บุรุษวัยกำหนัด
ถึงกับกลืนน้ำลายลงคอ
แผ่ขนตางดงามขยับไหว เปลือกตางดงามค่อย ๆ เปิดออก ยามที่ภาพ
ตรงหน้าเด่นชัดสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก่อนสิ่งอื่นคือใบหน้าหล่อเหลาของผู้ได้ชื่อว่า
สามี
สายตาเขายามมองมาอบอุ่นอ่อนโยนพาให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ทว่า
หญิงสาวบนเตียงหลังเดียวกันก็หาได้หลบสายตา นางแย้มยิ้มพิมใจส่งไปให้
พร้อมเอ่ยหยอกเย้าเสียงหวาน
“ลั่วอี้ ท่านแอบมองข้ายามหลับเช่นนี้คงมิใช่หลงใหลข้าเข้าแล้วใช่ไหม”
เป็นคำหยอกเย้าที่ไม่ได้ต้องการคำตอบ ทว่าบุรุษตรงหน้ากลับไร้ปฏิกิริยา
โต้ตอบไปชั่วขณะก่อนเคยพูดที่ทำให้นางต้องชะงัก เป็นฝ่ายหลบหน้าเสียเอง
“ใช่ ข้าคิดว่าข้าหลงใหลในตัวเจ้าเข้าแล้ว”
หานลั่วอี้มองภรรยาผู้งดงามก้มหน้าไม่ยอมสบตา ไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังคิดสิ่ง
ใดอยู่ จะตื่นตะลึงกับคำพูดหรือรู้สึกสับสน แต่ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่เขารู้แน่ชัด คือ
ใบหน้างดงามนี้กำลังแต้มชาดสีแดงจนทั่วไปหน้าลามมาถึงใบหู
อยากจะใช้มือเชยใบหน้างดงามให้ขึ้นมาสบตากันแต่ก็กลัวว่าการเข้าหา
มากเกินไปจะทำนางหนีหายไปเสียก่อน
เยว่ฉีอยากจะบ้าตาย ปกติก็หล่ออยู่แล้วมาตอนนี้ยิ่งหล่อกว่าเดิมหลายเท่า
!!คำพูดหวานและสายตาอ่อนโยน เขาไม่รู้หรือว่าสามารถฆ่าคนได้
หญิงสาวใช้เวลารวบรวมสติซึ่งกระเจิดกระเจิงไปเพราะคำหวานที่มาไม่ให้
ตั้งตัว ผ่านไปหนึ่งเค่อถึงสามารถกลบรอยแดงบนใบหน้าจนสามารถเงยหน้า
สบตาเขาตรง ๆ ได้
“ข้าจดจำใส่ใจ ท่านไม่อาจกลับคำพูดได้แล้ว”
“ไม่มีคืนคำ” คำสัญญาปากเปล่าไม่รู้ว่าจะเชื่อได้มากน้อยแค่ไหนทว่าหัวใจ
ดวงน้อยของเยว่ฉีก็เลือกที่จะเชื่อ
แม้ตอนนี้ความรู้สึกที่มีต่อบุรุษตรงหน้าจะยังไม่ถึงขั้นเรียกว่ารักได้ แต่ก็
สามารถพูดออกไปว่า ชอบ
“ตื่นได้แล้ว ท่านจะนอนมองข้าไปจนถึงพรุ่งนี้เลยหรือ?”
“หากทำได้ข้าก็จะทำ” จากที่ขัดเขินอีกครั้งเยว่ฉีกับรู้สึกว่า หานลั่วอี้กำลัง
ต้องการแกล้งนาง ใครจะไปทนนอนอยู่บนเตียงได้ทั้งวัน นางไม่ใช่คนพิการนะ
และเพื่อจะหนีจากบรรยากาศคลุมเครือระหว่างทั้งสองคนเยว่ฉีจึงเลือกที่
จะเปลี่ยนเรื่อง ลุกขึ้นก้าวลงจากเตียง
หันไปพูดกับหานลั่วอี้ “ข้าจะไปทำอาหารแล้ว ท่านต้องการทานอะไรเป็น
พิเศษหรือไม่”
“ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไรข้าล้วนชื่นชอบ”
“ข้าไม่คุยกับท่านแล้ว !!” เยว่ฉีทำทีเป็นโมโห หันหลังก้าวเดินออกจากห้อง
ไป หานลั่วอี้มองตามแผ่นหลังบอบบางทว่าหนักแน่นจนลับสายตา มุมปาก
ปรากฏรอยโค้ง
“ลั่วอี้ตอนนี้ในมือมีเงินแล้วข้าว่าจะต่อเติมบ้านท่านคิดเห็นเช่นไร”
หลังจากทั้งสองทานอาหารและเข้าไปเช็ดตัวป้อนยาหานลั่วซานเสร็จเรียบร้อย
แล้ว ก็ออกมานั่งเล่นใต้ต้นไม้ข้างกำแพงบ้าน หานลั่วอี้ลงจากรถเข็นมาทำ
หน้าที่เป็นหมอนให้เยว่ฉีหนุนขา
ตอนแต่งงานกันใหม่ ๆ การแตะต้องตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งสองยังรู้สึกเก้อ
เขินอยู่บ้าง แต่พอนานวันเข้าความรู้สึกเก้อเขินก็เปลี่ยนเป็นความคุ้นเคย มา
ตอนนี้การนอนหนุนตักลายเป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
“ก็ดี บ้านหลังนี้เก่ามากแล้วในเมื่อมีเงินก็ควรสร้างให้ดี”
“ข้าได้ลองเขียนแบบบ้านที่ต้องการมาแล้ว ท่านลองดูว่าชอบหรือไม่” เยว่
ฉีทำทีว่ายื่นมือเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบกระดาษร่างแบบบ้านจากในมิติออกมา
กางให้หานลั่วอี้ดู
เพราะยังไม่สามารถบอกความลับเรื่องมิติให้หานลั่วอี้ฟังได้ เยว่ฉีจึงต้องหา
เวลาแอบเข้าไปศึกษาเรียนรู้การหลอมโอสถกับผู้อาวุโสหมิง
ใช่แล้วผู้อาวุโสหมิงคือนักหลอมโอสถ ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ไว้คุยกันที
หลังตอนนี้มาคุยเรื่องสร้างบ้านกันก่อน
หานลั่วอี้มองแผ่นกระดาษตรงหน้า รูปแบบบ้านที่ภรรยาวาดออกมา
แตกต่างจากที่เขาเคยเห็น
บ้านที่เยว่ฉีวาดออกมาเป็นบ้านชั้นเดียวสองห้องนอน สำหรับนางและสามี
หนึ่งห้อง สำหรับหานลั่วซานหนึ่งห้อง ภายในบ้านนอกจากห้องนอนแล้วก็มี
ห้องโถงสำหรับรับแขก ถัดจากห้องโถงจะเป็นห้องครัว และห้องน้ำแยกออก
จากกันซ้ายขวา ภายในห้องน้ำก็แยกออกเป็นห้องสำหรับปลดทุกข์กับส่วน
อาบน้ำแช่น้ำ ในส่วนของห้องอาบน้ำเยว่ฉีได้วาดระบบทำความร้อนเข้าไปด้วย
พออากาศหนาวขึ้นก็สามารถเผาฟืนที่จุดเผาด้านนอก ความร้อนจะส่งผ่าน
เส้นทางเข้าไปในถังน้ำด้านใน
ทุกอย่างที่ว่ามาถูกสร้างอยู่ในบ้านหลังเดียว
“เป็นเช่นไรบ้าง” เยว่ฉีเอ่ยถามหลังอธิบายทุกอย่างในบ้านให้หานลั่วอี้ฟัง
ชายหนุ่มไม่มีความคิดอื่นใดจึงเอ่ยออกมา “ไม่เลว สามารถทำทุกอย่างใน
บ้านได้”
“หากท่านไม่มีความคิดเห็นใด ข้าจะนำกระดาษแผ่นนี้ไปให้ช่างดู จะได้รู้
ว่าต้องใช้เงินเท่าใด”
หานลั่วอี้ไม่กล่าวต่อเพียงก้มลงสบตาคู่สวย เยว่ฉีเงยหน้ามองชายหนุ่มอยู่
ก่อนแล้ว ทั้งคู่จ้องหน้ากันไม่นานก่อนจะแย้มยิ้มออกมา เกิดเป็นบรรยากาศ
อบอุ่นโอบล้อมทั้งคู่เอาไว้