ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 25.2 สร้างบ้าน
“ได้ความว่าอย่างไรบ้าง”
“ดูแล้วคงสร้างบ้านใหม่ จากจำนวนคนเข้าออกแล้วคงหลังใหญ่ไม่น้อย”
“คนเขามีเงินมากจะสร้างหลังใหญ่ก็ไม่แปลก”
“เจ้าไปรู้อันใดมา”
ชาวบ้านที่เกาะกลุ่มกันมีประมาณห้าคน พวกเขามองไปยังกำแพงบ้าน พร้อมกับซุบซิบนินทาเรื่องราวในบ้านผู้อื่น คนที่เปรยประโยคสร้างความสงสัย เมื่อครู่คือเผยลู่
นางสงสัยว่าสตรีผู้นั้นเข้านอกออกในเมืองโม่ฉีเป็นว่าเล่นแท้จริงแล้วทำ การค้าอันใดกันแน่ พอตามไปก็เห็นว่ากิจการร้านค้านั้นดีมาก ถึงขั้นมีคนเข้า ร้านเต็มอยู่ตลอด
ตอนที่เห็นเผยลู่ยอมรับว่าอิจฉา อยากจะเข้าไปยึดร้านนั้นมาเป็นของ ตนเอง และเมื่อคิดว่าการที่สตรีผู้หนึ่งจะเปิดร้านค้าขายได้จะต้องมีคน ช่วยเหลือ นางจึงคิดไปถึงบุรุษขาพิการผู้นั้น ไม่ใช่ว่าวันแรกที่ย้ายเข้ามามีรถม้า ตั้งหลายคันมาส่งเขาหรือ? ตระกูลที่สามารถซื้อรถม้าได้ต้องเป็นตระกูลที่ ร่ำรวยไม่น้อย
“ภรรยาบ้านนั้นขายอาหาร พวกเจ้าเคยได้ยินชื่อร้านเยว่ลั่วหรือไม่?”
“ข้าเคยได้ยิน เป็นร้านเปิดใหม่ที่ขายอาหารแฝงพลังวิญญาณ”
“ใช่ นั่นคือร้านของสตรีผู้นั้น !!” ยามเผยลู่เอ่ยประโยคนี้ออกมา นางหัน กลับไปมองบ้านเยว่ มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่น
บางทีตอนนี้อาจจะเป็นโอกาส สตรีผู้นั้นยุ่งอยู่กับการทำงาน ปล่อยบุรุษผู้ หนึ่งไว้ที่บ้าน ชายวัยกำหนัดที่ภรรยามัวแต่ออกไปทำงานด้านนอก นานวันเข้า
ต้องเกิดความรู้สึกเหงาขึ้นบ้างเป็นแน่ แม้จะเคยได้ยินว่าเขาปฏิเสธสตรีที่เข้าหา แต่หากนางพยายามากขึ้น จากความงามของนางแล้ว เผยลู่เชื่อว่าจะสามารถ มัดใจบุรุษผู้หนึ่งได้
“หากเป็นร้านเยว่ลั่วเช่นนั้นก็รายได้ไม่น้อยจริง ๆ ข้ามีญาติอยู่ในเมืองโม่ฉี อาหารร้านเยว่ลั่วจานหนึ่งราคาแพงมาถึงห้าร้อยอีแปะ น้ำแกงยิ่งแพงกว่าชาม ละหนึ่งตำลึง วันหนึ่งมีรายได้ไม่ต่ำกว่าสองร้อยตำลึง !!”
คนที่กล่าวสนับสนุนคำพูดเผยลู่ พูดไปก็ได้แต่อิจฉาตาร้อน รายได้สูงถึง ขนาดนั้นเพียงพอให้พวกเขาอยู่สุขสบายไปทั้งชีวิต คิดแล้วก็ได้แต่เสียดายหาก นางเข้าไปทำดีด้วยตั้งแต่ต้น อาจจะได้รับส่วนแบ่งเล็กน้อยเหมือนเช่น ครอบครัวเฟิง ไม่เห็นหรือว่าทุกวันนี้ครอบครัวทำงานแค่ที่ร้านเยว่ลั่ว ถึงขั้น เดือน ๆ หนึ่งมีคนเห็นพวกเขาซื้อหยกวิญญาณหลายสิบก้อน
จะไม่ให้พวกนางอิจฉาได้เช่นไร
ในจำนวนสตรีแต่งงานแล้วและถึงวัยแต่งงานมีหญิงสาวนางหนึ่งเห็นว่าเผย ลู่เอาแต่จ้องไปยังบ้านเยว่จึงเอ่ยถาม
“เผยลู่เจ้ามองอันใดของเจ้า” เผยลู่ไม่คิดจะบอกแผนการของนางให้ใครฟัง จึงเอ่ยปฏิเสธ
“ไม่มีอันใดข้ามองไปเรื่อย” คนถามไม่นึกสงสัย พยักหน้าเข้าใจ
ฝั่งหนึ่งกำลังทำงานหาเงินเข้าบ้าน ฝั่งหนึ่งกำลังคิดจะเข้าไปแทรก ครอบครัวผู้อื่น
ส่วนคนที่เป็นเป้าหมายกับกำลังพูดคุยกับนายช่าง
ช่างที่มาทำบ้านให้คราวนี้มีมากถึงยี่สิบคน เยว่ฉีบอกว่าในเมื่อมีเงินแล้ว จ่ายออกไปมากเพื่อให้บ้านเสร็จเร็วขึ้นย่อมดีกว่าจะได้ไม่ต้องนอนในหนังสัตว์ นาน ๆ
เพราะต้องรื้อบ้านทั้งหลัง เยว่ฉีจึงได้ซื้อหนังสัตว์มาทำเป็นบ้านชั่วคราวอยู่ ไปก่อน
“เจ้าบ้านภรรยาท่านวาดแบบบ้านออกมาได้ดีมาก ทุกอย่างถูกรวมเข้าไว้ ด้วยกันแต่ก็มีการแบ่งออกเป็นสัดส่วน” นายช่างคนหนึ่งเดินเข้ามาพูดคุยกับ หานลั่วอี้ ตอนรู้ว่าสามีหญิงสาวที่จ่ายควักก้อนโตออกมาอย่างไม่อิดออดคือ บุรุษขาพิการ เขารู้สึกตกใจไม่น้อย แต่ยังไงเรื่องของผู้อื่นก็ไม่เกี่ยวกับตนเขาจึง ไม่ได้สนใจเท่าใด อีกทั้งหลังจากนั้นก็ได้รู้ว่าชายหนุ่มบนรถเข็นเป็นถึงผู้ฝึก ปราณขั้นสาม จากตอนแรกเลือกจะไม่สนใจก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกชื่นชม คน พิการคนหนึ่งแต่กับก้าวมาถึงฝึกปราณขั้นสามได้ เรียกได้ว่าเป็นคนมี ความสามารถ
ไม่แปลกที่นายช่างจะคิดไปในทิศทางนั้นเพราะคนนอกไม่รู้มาก่อนว่าชาย หนุ่มมีเบื้องหลังเช่นไร ถึงเข้าใจไปเองว่าหานลั่วอี้พิการมาตั้งแต่เกิด
หากนายช่างคนนี้ได้รู้ว่าเขาไม่ได้พิการมาตั้งแต่เกิดและเคยเป็นผู้ฝึกปราณ ขั้นหกมาก่อนไม่รู้ว่าจะทำหน้าเช่นไร
“นางเป็นคนมีความสามารถ” หานลั่วอี้ยิ้มยามพูดประโยคนี้ เขานึกไปถึง ท่าทางของภรรยาเวลาอธิบายทุกส่วนของบ้านให้ฟังด้วยสีหน้าภูมิใจ พอคิดถึง ท่าทางนั้นแล้วรอยยิ้มพลันปรากฏที่มุมปาก
นายช่างเห็นแล้วว่าเขาทำสีหน้าเช่นไรก็ให้รู้สึกอิจฉา ดูท่าจะเป็นครอบครัว ที่รักใคร่กันมาก ถึงจะรู้สึกสงสัยเกี่ยวกับเด็กชายตัวน้อยที่นอนหลับไม่ได้สติแต่ จะให้เอ่ยถามเรื่องในบ้านผู้อื่น เห็นทีจะไม่เหมาะสม
เขาไม่ใช่คนอยากรู้เรื่องผู้ว่าจ้าง อีกทั้งหากอยากรู้อยากเห็นมากเกินไปจน เกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ถึงตอนนั้นก็โทษใครไม่ได้
ทั้งสองคนคุยกันต่อไม่กี่ประโยค นายช่างก็ขอตัวไปทำงานต่อ มีหานลั่วอี้ คอยอยู