ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 26 บ้านเดิมมาหา จบเล่ม 1
กิจการร้านเยว่ลั่วมีชื่อเสียงมากขึ้นทุกวัน มีหรือที่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองโม่ฉี
จะไม่รู้ถึงการมีอยู่ และพอมีเรื่องคุณชายน้อยตระกูลไป๋ที่กลายเป็นฝึกปราณขั้น
หนึ่งอย่างรวดเร็วยิ่งช่วยกระพือชื่อเสียงของร้านเยว่ลั่วออกไปทั่วทั้งเมือง
จนในที่สุดข่าวนี้ก็เข้าไปถึงจวนตระกูลหาน เหล่าลูกหลานทั้งหลายต่างมา
รวมตัวกันในห้องโถง รวมไปถึงเหล่านายท่านและฮูหยิน คนที่ร้อนรนเป็นเดือด
เป็นร้อนกับข่าวนี้มากที่สุดเห็นจะเป็นบ้านรองของหานฉิงอี้
หลังได้ข่าวว่ามีร้านอาหารซึ่งแฝงไปด้วยพลังปราณ เขาก็ได้สั่งให้บ่าวไปซื้อ
อาหารในร้านมาลองชิม และก็เป็นดั่งข่าวลือ อาหารทุกจานล้วนมีพลังวิญญาณ
แฝงอยู่
ตอนแรกเขาไม่ได้อันใดกับร้านเปิดใหม่นอกจากต้องการซื้ออาหารจากร้าน
นั้นมาทานทุกวัน แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีบ่าวคนหนึ่งเดินเข้ามารายงานว่า
เจ้าของร้านดูคล้ายหญิงสาวที่ตบแต่งกับคุณชายใหญ่
ตอนแรกหานฉิงอี้ไม่เชื่อ สตรีผู้นั้นจะมาเปิดร้านอาหารได้อย่างไร ตอน
ออกจากจวนเขามอบเงินให้หานลั่วอี้เพียงหนึ่งตำลึง เงินจำนวนนี้หากใช้ให้ดีคง
มีชีวิตอย่างไม่ขัดสนไปสองสามเดือน แต่หลังจากนั้นจะหาเงินได้ไหม จะอยู่
หรือตายล้วนไม่เกี่ยวกับพวกเขา
ถึงหานฉิงอี้จะไม่เชื่อแต่เพื่อขจัดความสงสัยในใจ เขาจึงได้ส่งคนออกไปสืบ
พอรู้ว่าเป็นภรรยาหานลั่วอี้จริงเขาถึงกับมีสีหน้าซับซ้อนไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกเช่น
ไรดี
ไม่ใช่ว่าสิ่งที่มีพลังวิญญาณมีความสำคัญต่อการฝึกปราณหรือ? หานลั่วอี้
ปล่อยให้ภรรยาทำเช่นนี้ได้อย่างไร เหตุใดถึงไม่นำสิ่งดี ๆ กลับมาให้คนที่บ้าน
ถึงตนเองจะฝึกปราณไม่ได้แต่ยังมีน้องสาวน้องชายที่ฝึกปราณได้
หานฉิงอี้มีความคิดเช่นนี้โดยลืมคิดไปว่าเมื่อไม่กี่เดือนก่อนตนปฏิบัติต่อ
บุตรชายเช่นไร
และด้วยเหตุนี้ทำให้คนทั้งบ้านมารวมตัวกันที่ห้องโถง
“น้องร้องข้าได้ข่าวว่าสะใภ้ใหญ่เปิดร้านอาหารชื่อว่าเยว่ลั่ว ทั้งยังขาย
อาหารแฝงไปด้วยพลังวิญญาณแถมการค้ายังดีมาก วันหนึ่งมีรายได้ไม่ต่ำกว่า
สองร้อยตำลึง” หานฉิงเฟยเอ่ยกับน้องชาย ถึงเขาจะไม่แสดงออกแต่ในใจกลับ
รู้สึกเสียดายที่ปล่อยทั้งสองคนออกจากตระกูล หากหานลั่วอี้ยังอยู่ เขาที่เป็นถึง
ลุงใหญ่จะต้องได้รับผลประโยชน์ไม่มากก็น้อย
“เป็นจริงอย่างที่พี่ใหญ่กล่าว” หานฉิงอี้เอ่ย
คำกล่าวของเขาสร้างความตกตะลึงให้ทายาทรุ่นเล็กไม่น้อย พวกเขายัง
ต้องขอเงินบิดามารดาใช้แต่หานลั่วของของที่ถูกครอบครัวขับไล่ออกไป กลับ
หาเงินได้ก้อนใหญ่ในแต่ละวัน
เงินมากถึงขนาดนี้หากนำมาใช้กับการฝึกปราณคงช่วยให้พวกเขาผ่าน
ระดับขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว
“พี่รอง ข้าสงสัยว่าสะใภ้ใหญ่ทำอย่างไรถึงขายอาหารที่มีพลังวิญญาณแฝง
อยู่ได้ เป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อ” คนที่เอ่ยคือหานฉิงเฟิงน้องชายหานฉิงอี้ ท่านอา
ของหานลั่วอี้
ตอนที่หลานชายออกจากจวนไปเขาไม่มีความเห็นใด เพียงคิดว่าหากเรื่อง
เป็นตามที่หมอดูพูดออกมาจริง ย้ายออกไปคงส่งผลดีต่อตระกูลมากกว่า มา
ตอนนี้กลับรู้สึกเสียดายไม่ต่างจากพี่ชายทั้งสอง เพราะในบรรดาสามครอบครัว
ครอบครัวเขามีฐานะต่ำที่สุด ไม่ใช่เพราะเป็นน้องคนสุดท้องในบรรดาพี่ชายทั้ง
สองแต่เป็นเพราะระดับการฝึกปราณเขาต่ำที่สุด
“ข้าเองก็ไม่ทราบ แต่พอสืบความจริงแล้วล้วนเป็นจริงตามที่ทุกคนเข้าใจ”
“ท่านพ่อพี่ใหญ่มีของดีแต่กับไม่ส่งต่อให้ที่บ้าน แบบนี้ไม่ใช่ว่าอกตัญญู
หรือ? ผู้หญิงคนนั้นก็หาได้มีพื้นเพที่ดีเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ ลูกคิดว่าเราควร
ยืดร้านนั้นมาเป็นของเรา” หานฉิงเหมยเอ่ย
“ท่านพ่อ ข้าเห็นด้วยกับน้องเหมย การที่สะใภ้ใหญ่สามารถขายอาหารที่มี
พลังปราณแฝงอยู่ได้ พี่ใหญ่ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องไม่เช่นนั้นสตรีที่ฝึกปราณไม่ได้
อย่างนางจะมีความสามารถทำได้ถึงขั้นนี้หรือ” หานลั่วเซียงเอ่ยสนับสนุน
คำพูดของน้องสาว หากสามารถยึดร้านนั้นมาเป็นของตระกูลได้ เขาก็จะ
สามารถทานอาหารแฝงพลังวิญญาณได้ทุกวัน
เช่นนี้แล้วการจะเลื่อนขึ้นเป็นผู้ฝึกปราณขั้นสี่ก็อยู่ไม่ไกลแล้ว ครานี้เขาจะ
ได้เหนือกว่าชายไร้ประโยชน์ผู้นั้น !!
หานฉิงอี้ฟังคำพูดบุตรชายบุตรสาวก็มีใจอยากจะได้มาครอบครอง เขาเอง
ก็ต้องการพลังวิญญาณจำนวนมากในการเลื่อนขั้นขึ้นเป็นผู้ฝึกปราณขั้นแปด
หากได้ร้านค้านั้นมาจริงก็ไม่ต้องกังวลเรื่องพลังปราณไปสักพัก เพราะราคา
หยกวิญญาณนั้นแพงมาก ยิ่งระดับฝึกปราณสูงขึ้นเงินที่ต้องใช้จ่ายออกไปก็มาก
ขึ้นตาม
“น้องรองข้าเองก็เห็นด้วยกับบุตรหลานทั้งสอง หากได้ร้านนั้นมา เช่นนั้น
เรื่องเงินที่ต้องใช้สำหรับซื้อหยกวิญญาณและโอสถก็จะมากขึ้น” หานฉิงเฟยก
ล่าว
“พี่รองเราต้องนำร้านนั้นกลับคืนมาให้ได้นะขอรับ ถึงจะแยกบ้านกันแล้ว
แต่ถึงอย่างไรของของลูกก็เหมือนของของพ่อ หานลั่วอี้เป็นเด็กกตัญญูจะต้อง
ส่งมอบให้พี่รองโดยดี” หานฉิงเฟิงเอ่ย
“ท่านพ่อข้าเห็นด้วยกับท่านอา พี่ใหญ่ต้องหลงกลสตรีผู้นั้นถึงได้ยอมให้
นางดูแลร้านค้าทั้งยังให้ถือเงิน หากคนมีใจคิดคดจะเก็บเอาไว้มากหน่อยพี่ใหญ่
ย่อมไม่มีทางรู้”
คนทั้งบ้านไม่มีใครไม่ต้องการร้านเยว่ลั่วมาเป็นของของตระกูล หากได้ร้าน
มาพวกเขาย่อมได้รับส่วนแบ่งจากการค้าขาย ถึงจะไม่มากแต่ก็ต้องได้ทาน
อาหารซึ่งเต็มไปด้วยพลังวิญญาณทุกวัน แค่คิดว่าจะได้ทานทุกวันก็อยากจะได้
ร้านมาเป็นของจวนเสียตอนนี้
ใครไม่รู้บ้างว่าร้านเยว่ลั่วขายอาหารหมดทุกวัน ทั้งยังมีจำนวนจำกัด หาก
ช้าไปเพียงก้าวเดียวผู้อื่นก็ตัดหน้าไปก่อนแล้ว ร้านที่เป็นที่ต้องการเช่นนี้หาก
บอกว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องย่อมได้หน้าอยู่หลายส่วน ทั้งยังสามารถใช้ชื่อว่าเป็น
คนตระกูลหาน ใช้สิทธิพิเศษพาเพื่อน ๆ เข้าไปทานอาหารในร้านได้อีก
ความพิเศษเช่นนี้ใครบ้างไม่ต้องการ แต่จะให้พวกเขาออกหน้าเองย่อมไม่
เหมาะสม คนที่ควรจะออกหน้าในเรื่องนี้มากที่สุดคือหานฉิงอี้ พ่อผู้ให้กำเนิด
ของหานลั่วอี้ ทั้งยังเป็นพ่อสามีของเยว่ลั่ว
ความต้องการของคนตระกูลหานพุ่งขึ้นสูงจนหน้ามืดตามัวหลังพูดคุยกัน
อยู่หลายประโยค พวกเขาก็เดินทางมายังหมู่บ้าน ชวีซานในบ่ายวันเดียวกัน
คนทั้งบ้านต่างพากันนั่งอยู่บนรถม้าด้วยใจคาดหวังว่าจะต้องได้ร้านเยว่ลั่วมา
เป็นของตน
เมื่อถึงตอนนั้นอาจจะต้องทำดีกับหานลั่วอี้เสียหน่อย เพื่อให้เขามอบร้าน
ออกมา แม้จะหวาดกลัวคำพยากรณ์แต่เพื่อสิ่งที่ดียอมอ่อนข้อให้สักเล็กน้อยคง
ไม่เป็นอันใด
คนที่ไม่พอใจในเรื่องนี้มากที่สุดเห็นทีจะเป็นมู่ฉิงเย่ นางรึอุตส่าห์พยายาม
ผลักใส่หานลั่วอี้ออกไปได้แล้ว มาตอนนี้ทุกคนกลับต้องการยื่นมือเข้าไป
เกี่ยวข้อง หากสิ่งที่ทุกคนต้องการไม่ใช่ว่าเกิดผลดีต่อลูก ๆ ของนาง มีหรือที่มู่
ฉิงเย่จะยอมเดินทางมาหมู่บ้านชนบทเหม็นกลิ่นคนจนเช่นนี้
ผู้คนมักหน้ามืดตามัวเมื่อมีผลประโยชน์มากองอยู่ตรงหน้า จนลืมสืบความ
จริงให้ดีเสียก่อน คำพูดนี้ช่างเหมาะสมกับคนตระกูลหาน
หานลั่วอี้กำลังดูคนงานสร้างบ้าน ในระหว่างนั้นเขาพลันสัมผัสได้ถึงพลัง
แข็งแกร่งกลุ่มหนึ่งทว่าคุ้นเคยกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มขมวดคิ้ว
สงสัยดูเหมือนว่าปลายทางของกลุ่มพลังนี้จะเป็นบ้านของเขา
ชายหนุ่มสงสัยอยู่ไม่นานรถม้าห้าขันก็เคลื่อนตัวมาจอดหน้าบ้าน ชาวบ้าน
โดยรอบที่เห็นรถม้ามากมายและคนแต่งตัวดูดีก้าวลงมาจากรถม้าต่างพากัน
สงสัยใคร่รู้ แต่ไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาถาม
คนเขามีบรรยากาศสูงส่ง กดดันถึงเพียงนั้นพวกเขามีหรือจะกล้าเข้าใกล้
คนทั้งหมดกวาดตามมองคนงานมากมายที่กำลังง่วนอยู่กับการสร้างบ้าน
ในความคิดของพวกเขามีประโยคหนึ่งปรากฏขึ้นมาเหมือนกันหมด มีเงินขึ้น
มาแล้วจริง ๆ
หานฉิงอี้เดินนำไปก่อน ตามมาด้วยหานฉิงเฟยและหานฉิงเฟิง จากนั้นเป็น
สะใภ้ทั้งหลาย ส่วนลูกหลานของพวกเขาเดินต่อท้าย
หานลั่วอี้มองทางประตูบ้านตลอด ครั้นเห็นว่าเป็นใครกันที่มาชายหนุ่มถึง
ขั้นไม่อยากจะเชื่อสายตา ในหัวคิดหาสาเหตุที่ทำให้พวกเขายกโขยงกันมาทั้ง
บ้าน ก่อนจะนึกความเป็นไปได้หนึ่งขึ้นมา
ชายหนุ่มไม่เอ่ยทักทายทำเพียงมองคนทั้งหมดนิ่ง
หานฉิงอี้เห็นสายตาคล้ายมองคนแปลกหน้าของบุตรชายก็ให้ทำตัวไม่ถูก
กลืนน้ำลายลงคอเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน
“ลั่วอี้ลูกสบายดีหรือไม่” คำถามราวกับเป็นพ่อที่รักลูกมากทำชายหนุ่มยก
ยิ้มมุมปากเล็กน้อยยากจะสังเกตเห็น
สบายดีหรือ? คนที่ผลักเขาออกมาจากความสบายคือพวกเขาเองมาตอนนี้
กลับกล้าเอ่ยถามออกมาว่าสบายดีหรือไม่
“สบายกว่าตอนที่อยู่กับพวกท่านมาก” เขาไม่คิดจะใส่ใจความรู้สึกพวกเขา
การได้อาศัยอยู่กับเยว่ฉีทำให้หานลั่วอี้สัมผัสได้ถึงสิ่งที่เรียกว่าครอบครัว
นางพยายามพูดกระตุ้นความเจ็บปวด ไม่มองมาที่เขาด้วยสายดูถูก คอยขอ
ความช่วยเหลือเพื่อให้เขาดูมีประโยชน์ต่อนาง คอยให้กำลังใจเวลารู้สึกแย่ และ
ไม่มองว่าเขาไร้ค่า
เช่นนี้ต่างหากถึงเรียกว่าครอบครัว
แต่กลับครอบครัวตรงหน้าแล้ว หลังเขาไม่สามารถฝึกปราณได้สิ่งที่ได้รับ
กลับมีเพียงความหงุดหงิดให้กัน
คำตอบของบุตรชายทำหานฉิงอี้พูดไม่ออก รู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็น
ยื่นมาตบหน้าฉาดหนึ่ง เขาถึงกับอยากจะหันหลังกลับเสียตอนนี้ แต่เมื่อคิดว่า
บุตรชายคงจะน้อยใจที่เขาทำตัวไม่ดีทั้งยังเมินเฉย ความขุ่นเคืองที่มีจึงทุเลาลง
“พ่อเข้าใจว่าลูกคงน้อยใจที่พ่อเลือกจะทำเช่นนี้ แต่จะให้พ่อทำเช่นไรใน
เมื่อบ้านของเรายังมีน้องทั้งสองที่พ่อต้องดูแล ลูกเป็นพี่ชายก็ควรจะเสียสละให้
น้องไม่ใช่หรือ” พูดมาถึงตรงนี้มือซึ่งซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อพลันกำแน่นขึ้นมา เขา
แสยะยิ้มหัวเราะเล็กน้อย ส่ายหน้ายิ้ม ๆ ก่อนเอ่ย
“ท่านพูดธุระของท่านออกมาเสีย ข้ายังมีงานอีกมากที่ต้องทำ” คำกล่าวไม่
ใส่ใจของบุตรชายรวมถึงท่าทีไม่สนใจทำหานฉิงอี้โมโหขึ้นมา ตั้งแต่เกิดมา
หานลั่วอี้เป็นบุตรเชื่อฟังและกตัญญู ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรล้วนเชื่อฟัง
เขาไม่เคยได้รับการปฏิบัติเหมือนตนเองไม่สำคัญเช่นนี้
“หานลั่วอี้ ข้าคือพ่อของเจ้า ท่าทีที่เจ้าปฏิบัติต่อข้านี่มันอย่างไร ใช่สิ่งที่ลูก
พึ่งกระทำหรือ !!!”
หานลั่วอี้อยากจะหัวเราะออกไปดัง ๆ ยังคิดว่าตนเป็นพ่อเขาอีกหรือ?
ตั้งแต่วันที่บิดาผลักเขาออกจากตระกูล หานลั่วอี้ก็ไม่คิดจะข้องเกี่ยวกับพวก
เขาอีก
คนเขาไม่ไปยุ่งไม่คิดว่าพวกเขาจะก้าวเข้ามาเอง บอกไปแล้วไม่ใช่หรือว่า
หากไม่ใช่เรื่องความเป็นความตายก็อยู่ให้ห่าง ๆ ไปมาหาสู่กันให้น้อยหน่อย
“พ่อหรือ? บิดาที่ผลักข้าออกมาจากบ้านยังสามารถเรียกว่าพ่อได้อีกหรือ?
ข้าไม่อยากจะรื้อฟื้นอดีตพวกนั้น รีบพูดธุระของท่านมา ไม่เช่นนั้นก็เชิญ
กลับไป”
เขาไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวแล้วจริง ๆ ชีวิตหลายเดือนที่ผ่านมาหานลั่วอี้มี
ความสุขมาก ถึงจะไม่สะดวกสบายไม่มีคนคอยช่วยเหลือเหมือนตอนอยู่ใน
ตระกูล แต่ทุก ๆ วันก็ไม่ได้ลำบาก
เขามีความสุขดีไม่ได้ต้องการคนพวกนี้อีกแล้ว
หานฉิงอี้ทนไม่ไหว ไม่อาจเก็บความรู้สึกเอาไว้ได้อีก โดนบุตรชายเมินถึง
สองครั้งมีหรือที่บิดาผู้ถือเรื่องหน้าตาเป็นใหญ่จะทนได้ ถลึงตากระแทก
เสียงพูดออกไปว่า “ได้ !!!ในเมื่อเจ้าบอกให้ข้าพูดออกมาตรง ๆ เช่นนั้นข้าก็จะ
พูด ส่งร้านเยว่ลั่วในมือของเจ้าออกมา ในเมื่อร้านนั้นเป็นของตระกูลหาน
เช่นนั้นก็ควรส่งมอบให้ตระกูลหาน!!”
คำพูดไร้จิตสำนึก ไม่มีความละอายใจและเผยความโลภออกมาอย่างไม่
ปิดบังของบิดาทำหานลั่วอี้พูดไม่ออก
ถึงจะรู้ว่าบิดาโลภมากในชื่อเสียงเงินทอง ทั้งหวงแหนหน้าตามากกว่าเขาที่
เป็นลูกในไส้แต่ก็ไม่คิดว่าจะมากถึงขั้นนี้
หานลั่วอี้หมดคำพูดแล้วจริง ๆ
“ท่านพ่อข้าคงส่งมอบร้านให้ท่านไม่ได้”
“เพราะเหตุใด ในเมื่อร้านนั้นเป็นร้านของเจ้า เจ้าจะส่งมอบให้ข้าไม่ได้ได้
อย่างไร หรือเจ้าคิดจะอกตัญญู !!” หานฉิงอี้จ้องจะเอาร้านไปให้ได้ท่าเดียว
ไม่ได้มีความคิดอื่นใด หากร้านไม่ใช่ของบุตรชายแล้วจะเป็นของผู้ใด ในเมื่อคน
ดูแลร้านคือภรรยาหานลั่วอี้ จะบอกว่า เจ้าของร้านคือนางหรือ? ไม่มีทาง
เป็นไปได้เรื่องแบบนั้นเขาไม่มีทางเชื่อ
เขาคิดจะบอกออกไปแต่คำพูดยังไม่ทันจะถึงลำคอก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
จากด้านหลังเสียก่อน
“เพราะร้านนั้นเป็นร้านของข้า !!”