ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 27 อยากได้ก็เอาไป
“เพราะร้านนั้นเป็นร้านของข้า!!”
เสียงทรงพลังของผู้มาใหม่เรียกความสนใจจากคนทั้งหมด คราแรกที่
มองเห็นใบหน้านั้น คนตระกูลหานต่างคิดว่า ใครกัน?แต่เมื่อเห็นว่าสตรีผู้มา
ใหม่ก้าวผ่านพวกเขาไปหยุดข้างกายหานลั่วอี้ก็พลันเข้าใจขึ้นมาทันที
“ยะ…เยว่ฉี” หานลั่วเหมยเอ่ยเสียงติดขัด ไม่ใช่ว่าสตรีผู้นี้หน้าตาขี้ริ้วขี้
เหร่มากกว่านี้หรือ? แล้วเหตุใดถึงได้เปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้
ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ผิวพรรณ บรรยากาศสง่างาม ล้วนแตกตากจากไม่กี่
เดือนก่อนลิบลับ หากจะบอกว่าเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่ย่อมมีแต่คนเชื่อ
คนคนหนึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้ในเวลาไม่นาน
“เป็นข้า แม่นางเหมยพบกันอีกแล้ว” เยว่ฉีหันไปทักทายพร้อมกับยิ้มบาง
แต่ดวงตาไม่ได้ยิ้มตาม
หลังคนทั้งหมดหายตกตะลึงก็เอาแต่มองเยว่ฉีราวกับมองคนแปลกหน้า มู่
ฉิงเย่มีปฏิกิริยาก่อนใครเอ่ยออกไป
“เจ้ามาก็ดีแล้ว หานลั่วอี้บอกว่าไม่สามารถส่งร้านออกมาให้ได้ เพราะไม่ใช่
ของเขา ในเมื่อเจ้าบอกว่าร้านเยว่ลั่วเป็นร้านเจ้าเช่นนั้นก็ส่งมอบออกมา!!”
ไม่อยากจะเชื่อว่าคนพวกนี้จะหน้าหนาได้ถึงขนาดนี้
เยว่ฉีหลุดขำกวาดตามมองคนทั้งหมดยิ้ม ๆ “พวกท่านหน้าหนากว่าที่ข้า
คิดเสียอีก”
ประโยคไม่เร็วไม่ช้า ไม่มีความขุ่นเคืองใด ๆ ในน้ำเสียงแต่กลับสร้างความ
โกรธเกรี้ยวให้ผู้มาใหม่ คนตระกูลหานไม่คิดว่าสตรีนางหนึ่งจะกล้าด่าพวกเขา
ออกมาตรง ๆ ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
หานฉิงอี้หันไปมองบุตรชาย
“หานลั่วอี้เจ้าดูแลภรรยาอย่างไรถึงได้ยอมให้นางมาต่อว่าคนในครอบครัว
เช่นนี้!!” แล้วหันไปมองเยว่ฉี
“เจ้าก็เหมือนกัน เป็นลูกสะใภ้แต่กล่าวว่าจาเช่นนี้กับครอบครัวสามีสมควร
หรือ?” หานฉิงอี้ถลึงตา ชี้หน้าด่ากลับไป
เขาต้องอดทนไม่ใช้พลังบีบนางให้ตายเสียตอนนี้ก็ดีเท่าใดแล้ว ตั้งแต่เกิดมา
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาถูกคนอื่นด่าต่อหน้า
“เป็นสตรีที่ปากกล้าเสียจริง ไม่คิดว่าคำพูดเจ้าถือว่าอกตัญญูหรือ” หานฉิง
เฟยกล่าว น้ำเสียงราวกับผู้อาวุโสสั่งสอนผู้น้อย
เยว่ฉีหันไปมองไม่ได้โกรธหรือโมโหกับท่าทีคนทั้งหมด เอ่ยเนือยนาบ
“ท่านเป็นใคร?” ไม่ใช่แค่น้ำเสียงแต่สายตาเยว่ฉียังแสดงออกชัดเจนว่าไม่
รู้จัก
ไม่ใช่ว่าเยว่ฉีไม่รู้จักจริงเพียงคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นแต่จำไม่ได้ ภาพ
ให้หัวเลือนรางมาก
หานลั่วอี้ถึงกับหลุดขำ ส่ายหัวมองภรรยา
“เยว่ฉี คนผู้นี้เป็นท่านลุง”
“อ๋อ ท่านลุง” เยว่ฉีพยักหน้าเข้าใจ หันไปหาพวกเขาพร้อมกล่าว
“ว่าแต่เมื่อสักครู่พวกท่านกล่าวว่าอย่างไรนะ จะมายึดกิจการที่พวกข้าลง
แรงไปมากกว่าจะสำเร็จไปเป็นของตระกูลหรือ ทั้งที่ตอนออกจากตระกูลก็
เขียนหนังสือแยกบ้านกันแล้ว อีกทั้งในสัญญายังระบุชัดเจนว่าสองครอบครัว
จะไม่แทรกแซงเรื่องภายในบ้านของกันและกัน ยังมีอีก…” เยว่ฉีทำท่าครุ่นคิด
สักครู่แล้วเอ่ย
“อ๋อ ใช่ ตอนที่ข้ากับลั่วอี้ออกจากตระกูลมาพวกท่านให้เงินพวกข้ามาตั้ง
หนึ่งตำลึง รู้ไหมว่าเงินจำนวนนั้นกับคนสามคนพวกข้าใช้จ่ายออกไปมือเติบ
มากแค่ไหน”
คำพูดเยว่ฉีไม่เบาเลย นางไม่คิดจะลดเสียงเวลาพูดเสียด้วยซ้ำ และคำพูด
ของนางก็ทำขามุงทั้งหมดต้องตาเบิกกว้าง มีหลายคนที่ยืนฟังอยู่ไม่ไกลหันไป
กระซิบกระซาบกัน
“ชายผู้นั้นเป็นคนตระกูลใหญ่อย่างที่คิด ไม่คิดว่าชีวิตจะน่าสงสารถึงเพียง
นี้”
“คนพวกนั้นเป็นคนตระกูลใด”
“ข้าได้ยินว่าตระกูลหาน”
“ฟังจากที่นางพูดแยกบ้านออกมาแล้วไม่ใช่หรือ? อีกทั้งยังให้เงินบุตรเพียง
หนึ่งตำลึง เงินหนึ่งตำลึงสำหรับตระกูลใหญ่ไม่ถือว่าน้อยไปหรือ”
“ไม่อยากจะเชื่อว่าจะทำกับลูกในไส้ได้ถึงเพียงนี้”
“ถึงคนเขาจะพิการแต่การทำอย่างนี้ออกจะไร้ความรับผิดชอบเกินไปแล้ว”
“ไม่รู้ว่าต้นสายปลายเหตุเป็นมาอย่างไร แต่ตนเองใช้ชีวิตหรูหราแต่กลับ
ปล่อยให้ลูกมาใช้ชีวิตลำบากที่นี่”
“” ไม่ใช่ว่าเมื่อสักครู่พวกเขาบอกให้ส่งร้านเยว่ลั่วออกไปหรือ ทั้งยังกล่าว
อ้างว่าเป็นของตระกูล”
“ตอนลำบากไม่สนใจ มาตอนนี้จะมาเอาของของผู้อื่นแล้ว”
“ครอบครัวแบบนี้กล้าพูดเรื่องความกตัญญูได้อย่างไร”
คนตระกูลหานได้ยินเสียงซุบซิบของชาวบ้านก็ได้แต่กัดฟันเข้าหากันแน่น
เจ้าคนต่ำต้อยพวกนี้ หากไม่ติดว่าพวกเขากลัวว่าเรื่องราวจะบานปลายใหญ่โต
ก็อยากจะฆ่าคนพวกนี้ให้ตาย ๆ ไปทั้งหมด บังอาจใช้ปากต่ำ ๆ มากล่าวหา
ตระกูลของพวกเขา
ต้องโทษสตรีตรงหน้าบังอาจมาทำให้พวกตนดูไม่ดีในสายตาคนนอก!!
แม้จะเจ็บใจแต่ก็ต้องอดทนเอาไว้ หานฉิงอี้ไม่อยากอยู่ให้คนมองต่อแล้วจึง
รีบกล่าวออกไปเสียงกดข่มแกมบังคับ
“เจ้าพูดจบหรือยัง? แยกบ้านกันแล้วแต่ก็ยังถือว่าเป็นคนตระกูลเดียวกัน
ในเมื่อเจ้าแต่งมาเป็นสะใภ้ของของเจ้าก็ย่อมเป็นของลูกข้า และของของลูกก็
ต้องเป็นของของบิดามารดา!!”
คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าจะได้มาเจอคนที่อยากได้ของของผู้อื่นตัวสั่น ไม่มี
กระทั่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ขอเพียงท้ายที่สุดผลประโยชน์ตกเป็นของตนก็
พอ
เยว่ฉียังคงยืนนิ่ง นอกจากความรู้สึกสงสารหานลั่วอี้ที่มีครอบครัวประสาท
แล้ว หญิงสาวก็ไม่มีความรู้สึกใดอีกเลย
นางก้มหน้ามองหานลั่วอี้ อีกฝ่ายมองนางอยู่ก่อนแล้ว “ลั่วอี้ในเมื่อพวกเขา
บอกว่าหากไม่มอบร้านออกไปก็จะกลายเป็นลูกอกตัญญู เช่นนั้นพวกเราควร
จะมอบร้านออกไปดีหรือไม่”
หานลั่วอี้เลิกคิ้วสงสัยแต่ไม่นานก็เข้าใจ มุมปากชายหนุ่มยกยิ้ม มองสบ
สายตาซุกซนของภรรยา
“ในเมื่อภรรยาคิดเช่นนั้น ก็คงต้องมอบออกไปแล้ว” คนตระกูลหานได้ฟัง
ทั้งสองพูดคุยกัน โทษะที่มีก็เบาบางลงหลายส่วน น้ำเสียงยามเอ่ยพูดดูสนิท
สนมขึ้น
“พวกเจ้าทำล้วนถูกต้อง ในเมื่อจะคืนให้ตระกูลแล้วเอกสารเช่าร้านก็ควร
มอบออกมาด้วยมิใช่หรือ รีบ ๆ นำออกมา” หานฉิงอี้แทบจะเก็บความดีใจ
เอาไว้ไม่อยู่
ตอนแรกที่ถูกต่อว่าเขายอมรับว่าโกรธมาก จนอยากจะเข้าไปบีบคอนางให้
ตายเสียเดียวนั้น แต่มาตอนนี้เห็นนางยอมยกร้านให้โดยง่าย มุมปากพลันยก
โค้งในหัวคิดไปว่า
ช่างโง่เขลายิ่งนัก
ร้านนั้นทำเงินให้ตั้งมากแต่พอยกเรื่องกตัญญูขึ้นมาก็ยอมโดยง่าย
มาตอนนี้เรื่องที่นางต่อว่าจะทำเป็นปิดตาข้างลืมตาข้างไม่สนใจแล้วกัน
เยว่ฉีเดินเข้าไปในบ้านหยิบหนังสือสัญญาเช่าร้านออกมามอบให้หานฉิงอี้
“ท่านพ่อ นี่คือหนังสือเช่าร้านเจ้าค่ะ” ท่าทางนอบน้อมยามส่งมอบหนังสือ
ออกไปทำหานฉิงอี้พอใจมาก เขาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยยื่นมือออกไปหยิบหนังสือ
สัญญามาถือเอาไว้ กวาดตามองเห็นว่าเป็นสัญญาเช่าร้านเยว่ลั่วจริงก็รีบเก็บ
เข้าไปในอกเสื้อ
“ทำดีมาก เห็นแก่ที่พวกเจ้ายังมีความกตัญญูอยู่บ้างข้าจะแบ่งกำไรส่วน
หนึ่งให้พวกเจ้าทุกเดือน” ว่าจบก็รีบหันหลังกลับไป
คนทั้งหมดไปแล้วพวกเขาต่างดีใจจนลืมไปเสียสนิทว่า
สิ่งที่ได้ไปนั้นมีเพียงร้านเยว่ลั่ว ส่วนเครื่องปรุงรวมไปถึงสูตรอาหารไม่ได้
นำไปด้วย
เยว่ฉีมองคนถูกความโลภบังตาจนลืมความเป็นจริงข้อนี้ หลังคนทั้งหมด
ก้าวขึ้นรถม้าเคลื่อนตัวออกไปไกลแล้ว มุมปากเยว่ฉีพลันยกยิ้มกว้างก่อนจะ
หัวเราะออกมา
“ลั่วอี้ท่านเห็นหรือไม่ คนพวกนั้นโลภต้องการอยากได้ร้านเยว่ลั่วจนลืมนึก
ไปว่า พวกเขาได้แค่ร้านเยว่ลั่วแต่อาหารที่ทำให้ร้านเยว่ลั่วมีชื่อเสียงพวกเขา
ล้วนไม่ได้นำไปด้วย”
เยว่ฉีหัวเราะเสียงดังจนตัวโยนน้ำตาเล็ด ชาวบ้านเห็นนางหัวเราะอย่าง
หนักก็พากันส่ายหัว มีหลายคนรู้สึกสงสารเห็นใจ
โดนบ้านเดิมกดดันให้ส่งร้านออกไปจนเสียสติไปแล้ว
นั่นคือความคิดของชาวบ้านส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางคนยินดีกับความโชคร้าย
ของพวกเขา
“เจ้าจงใจยั่วโมโหพวกเขาเพื่อไม่ให้คิดถึงเรื่องนี้เองมิใช่หรือ?”
“ปิดท่านไม่ได้จริง ๆ ข้าจงใจทำเช่นนั้น หากพวกเขามีสติมากเกินไป
อาจจะนึกได้ว่าต้องนำสูตรอาหารไปด้วย ไม่ใช่เพียงร้านเยว่ลั่ว แต่พอถูก
กระตุ้นให้โกรธสตินึกคิดก็จะลดน้อยลง เหลือเพียงความคิดที่ว่าจะต้องนำร้าน
เยว่ลั่วไปให้ได้” ชาวบ้านไม่ได้ยินแต่นายช่างที่อยู่ไม่ไกลได้ยิน
ตอนแรกเขายังสงสารทั้งสองคนจับใจ มาตอนนี้ก็ให้นึกสงสารควรพวกนั้น
อยู่เล็กน้อยแล้ว
นอกจากความสงสารยังมีความประหลาดใจ ไม่คิดว่าชายขาพิการผู้นี้จะ
เป็นถึงลูกหลานตระกูลใหญ่ เบื้องลึกเบื้องหลังไม่ธรรมดาอย่างที่คิด ดีที่เขายัง
ไม่ได้ทำอันใดล้วงเกินคนทั้งคู่
คนไปแล้ว ไม่มีเรื่องอันใดให้ดูแล้ว คนทั้งหมดจึงแยกย้ายกันไปทำงานของ
ตนเอง
“แล้วจะทำอันใดต่อ ในเมื่อร้านก็ไม่มีแล้ว”
“ท่านไม่ต้องกังวล เงินในมือยังพอให้ใช้ชีวิตสบายไปอีกหลายเดือน ข้าเอง
ก็กำลังคิดว่าจะหยุดขายอาหาร แล้วหาอย่างอื่นทำ ประจวบเหมาะพวกเขามา
พอดี”
ส่วนต่อจากนี้จะเกิดเรื่องอันใดขึ้นล้วนไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาแล้ว
เล่ม 2 ตอนที่ 28 เลื่อนขั้น
เพื่อป้องกันเรื่องน่ารำคาญซึ่งอาจจะเกิดขึ้นตามมาทีหลังเยว่ฉีได้ขอให้
หานลั่วอี้เขียนจดหมายถึงเสินเทียนหนึ่งฉบับ ในเนื้อหาจดหมายกล่าวถึงการ
ปล่อยข่าวลือของตระกูลหาน
ข่าวลือที่ว่าคือ ร้านเยว่ลั่วเปลี่ยนมือเถ้าแก่ร้านจากหญิงสาวชาวบ้านไปอยู่
ในมือตระกูลหาน หากมีเพียงเท่านั้นคงจะไม่เกิดเรื่องอันใดมาก แต่หลังข่าวนี้
แผ่กระจายออกไปร้านเยว่ลั่วก็ปิดร้านหลายวันอย่างน่าประหลาด
ผ่านไปนานนับสัปดาห์ประตูร้านก็ไม่มีวี่แววว่าจะเปิด
เรื่องนี้สร้างคลื่นลมภายในเมืองโม่ฉีเป็นอย่างมาก ถึงขั้นมีคนกล้าสืบข่าวว่า
ความจริงของเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร ตระกูลหานต้องการเก็บร้านเยว่ลั่วไว้ผู้เดียว
จริงหรือ มิใช่ว่าร้านเยว่ลั่วมีร้านซินซินหนุนหลังอยู่หรือ การที่ตระกูลหานกล้า
ทำเช่นนี้ไม่เท่ากับว่าตั้งตนเป็นศัตรูกับร้านซินซินหรืออย่างไร
ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์น่ากลัวนัก
มีคนเริ่มสืบเรื่องราวต้นสายปลายเหตุว่าเป็นมาเช่นไร และเบื้องหลังความ
จริงก็ทำเอาผู้คนตกใจไปตาม ๆ กัน
สามีเถ้าแก่ร้านเยว่ลั่วคือ คุณชายใหญ่ตระกูลหานที่เขียนหนังสือแยกบ้าน
กับทางตระกูลมานานหลายเดือนแล้ว อีกทั้งในเอกสารยังระบุไว้แน่ชัด ห้ามทั้ง
สองบ้านแทรกแซงเรื่องในบ้านของกันและกัน
เท่านั้นยังไม่พอ ยังสามารถสืบทราบอีกว่า คนตระกูลหานยกโขยงกันทั้ง
บ้านเพื่อไปขู่นำสัญญาเช่าร้านเยว่ลั่วมา
กล่าวคือ การที่ร้านเยว่ลั่วไม่เปิดกิจการต่อเป็นเพราะตระกูลหานต้องการ
ยึดอาหารซึ่งแฝงไปด้วยพลังวิญญาณไว้เพียงผู้เดียว
ของของผู้อื่นพวกเขาจะแบ่งออกมาให้คนนอกหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความ
ต้องการของเจ้าของ แต่เมื่อรู้ว่า การแยกกันของคุณชายใหญ่กับครอบครัวไม่ดี
ทั้งยังไปข่มขู่กดดันให้นำร้านออกมาด้วยคำพูด บุตรต้องทำตัวกตัญญู ผลเสียจึง
ตกไปที่ตระกูลหานซึ่งกลายเป็นขี้ปากให้ชาวบ้านนินทา ไม่เพียงแค่นั้นมีหลาย
ตระกูลไม่พอใจการกระทำของพวกเขาแต่จะให้ใช้เรื่องนี้สร้างความบาดหมาง
ระหว่างตระกูลก็ออกจะมากเกินไป
ระหว่างที่ข่าวลือแผ่กระจายออกไป พวกคนที่กำลังเป็นศูนย์กลางของข่าว
ลือก็ได้แต่โกรธหน้าดำหน้าแดงแต่ไม่สามารถทำอะไรได้
จะส่งคนไปสั่งสอนสองสามีภรรยาก็กลัวว่าจะถูกเบื้องหลังของร้านซินซิน
จัดการ แต่จะให้ออกตัวอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น จะมีสักกี่คนที่ยอมเชื่อ ในเมื่อ
สัญญาเช่าร้านถูกมอบออกไปแล้ว แถมเรื่องข่มขู่ยังเป็นเรื่องจริง
ส่วนทำไมถึงได้มีเรื่องเนื้อหาในหนังสือแยกบ้านหลุดออกมา รวมไปถึงเรื่อง
ข่มขู่
ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามที่เยว่ฉีวางแผนเอาไว้ นางเป็นคนปล่อยข่าวพวก
นั้นออกไป โดยฝากให้เสินเทียนช่วยจัดการให้
สรุปแล้วหานฉิงอี้ที่คิดว่า เยว่ฉีโง่เขลาก็ถูกนางวางแผนตลบหลังจัดการ จน
ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านรอให้ข่าวลือสาลง
“ดูเจ้ามีความสุขไม่น้อย”
“ไม่ใช่ไม่น้อยแต่มีความสุขมาก แค่คิดว่าตอนนี้คนพวกนั้นกำลังทำสีหน้า
เช่นไรก็มีความสุขมากแล้วมีความ” เยว่ฉีพูดยิ้ม ๆ พร้อมก้าวลงจากเตียง
ไม่มีร้านให้ต้องดูแลนางก็สามารถใช้เวลาฝึกปราณได้มากขึ้น ในแต่ละวัน
จะนั่งบำเพ็ญปราณพร้อมกับดื่มน้ำแห่งชีวิตไปด้วย ทุกครั้งที่เสร็จสิ้นจากการ
นั่งสมาธิก็มักจะรู้สึกว่าร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นทุกวัน
ตั้งแต่วันนั้นก็ผ่านมาร่วมสองสัปดาห์แล้ว แต่ความรู้สึกมีความสุขที่ได้เอา
คืนเล็ก ๆ น้อย ๆ ยังคงหลงเหลืออยู่
“เจ้ามีความสุขเป็นพอ” หานลั่วอี้ยิ้มกว้างยื่นมือออกไปต้องการช่วยเหลือ
ภรรยา ทว่ามือของทั้งสองคนยังไม่ทันจะได้สัมผัสกัน เยว่ฉีกลับทรุดลงพื้นไป
ต่อหน้า
เม็ดเหงื่อบนใบหน้าผุดผาย หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่ ภาพตรงหน้าทำ
หานลั่วอี้ร้อนรนรีบขยับเข้าไปช่วยพยุงภรรยาขึ้นนั่งบนเตียง
“นั่งสมาธิหลับตา แล้วทำตามที่ข้าบอก” เยว่ฉีพยักหน้าขึ้นลงทำตาม
“สูดหายใจเข้าลึก ๆ จดจ่อที่ใต้สะดือ ตรงส่วนนี้คือจุดที่ร้อนที่สุดรู้สึกใช่
ไหม พยายามนึกภาพว่ากำลังวาดเส้นวงกลมล้อมรอบลูกแก้ว หมุนวนไปเรื่อย
ๆ ช้า ๆ จากนั้นบังคับวงกลมที่วาดเข้าไปในลูกแก้วสีทอง”
หานลั่วอี้ใช้ปลายนิ้วสัมผัสจุดใต้สะดือส่งผ่านพลังเข้าไปตรวจสอบลูกแก้วสี
ทองอยู่รอบนอกไม่ได้เข้าไปรบกวน ใช้ปราณเป็นดวงตาคอยดูพลังซึ่งหมุนวน
อยู่รอบลูกแก้ว
พลังสีทองกระจัดกระจายไปทั่วกำลังถูกดึงเข้ามาในเส้นวงกลม ก่อนจะ
รวมไปหนึ่งเดียวกันแล้วเคลื่อนตัวเข้าสู่ลูกแก้วสีทอง เส้นแสงเหล่านั้น
เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเกิดเป็นคลื่นลมสายหนึ่งโอบล้อมจุดรวมพลัง
ผ่านไปประมาณสองชั่วยามพลังงานทั้งหมดก็ถูกอัดเข้าไปในลูกแก้วกลาง
สะดือ หลังพลังงานถูกอัดเข้าไปในลูกแก้วจนหมดแสงสีทองพลันโอบล้อม
ร่างกายเยว่ฉี แสงนั้นช่วยให้หานลั่วอี้รู้สึกสดชื่นคล้ายกับถูกเติมเต็มด้วยพลัง
ชีวิต
สิ่งนี้คือความพิเศษของนักหลอมโอสถหลังเลื่อนขั้น
“เป็นเช่นไรบ้าง”
“รู้สึกสดชื่นมาก เหมือนร่างกายถูกเติมเต็ม”
“ทุกครั้งเวลาเลื่อนขั้นมักจะรู้สึกร้อนที่จุดนี้” ไม่ว่าเปล่าหานลั่วอี้ยื่นมือไป
สัมผัสจุดใต้สะดือ โดนสัมผัสเมื่อสักครู่ไม่เห็นรู้สึกอะไรคงเพราะมัวแต่สนใจ
อาการที่เป็นอยู่ มาตอนนี้เพียงปลายนิ้วมือสัมผัสโดนผ่านเนื้อผ้ากับสะดุ้ง
ใบหน้าเห่อร้อน ไม่กล้าแม้จะเงยหน้าสบตา
หานลั่วอี้มองเห็นปฏิกิริยาของภรรยา มุมปากพลันยกโค้ง อาศัยจังหวะที่
นางไม่ทันระวังตัวดึงคนเข้ามานั่งตัก
เยว่ฉีโดนแรงดึงเพียงเล็กน้อยก็ถลาเข้าไปเกยบนตักสามี มือทั้งสองข้างจับ
อยู่บนไหล่ สายตาสบเข้ากับดวงตาสีรัตติกาล ปลายจมูกสัมผัสกันเพียงบางเบา
ลมหายใจร้อนผะผ่าวเป่ารินรดแก้มนวลให้หัวใจสั่นไหว
ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำพูดใด
ระยะห่างที่มีค่อย ๆ เลือนหาย ก่อนจะตามมาด้วยริมฝีปากนิ่มแนบชิดริม
ฝีปากอิ่ม สัมผัสแผ่วเบาแล้วผละออก และแนบชิดลงไปอีกครั้งรสจูบครั้งนี้
ลึกซึ้ง ต้องการ ทั้งยังอ่อนโยน
หานลั่วอี้ใช้ฝ่ามือตรึงท้ายทอยภรรยาตัวน้อย บดเบียดริมฝีปากลงบนริม
ฝีปากอิ่ม ใช้ลิ้นรุกล้ำเข้าไปกวาดชิมความหวานจากภายใน
เกิดเสียงน่าอายขึ้นภายในห้องคลอเคล้าไปกับเสียงครางในลำคอ เนิ่นนาน
กว่าหานลั่วอี้จะปล่อยภรรยาให้เป็นอิสระ
ริมฝีปากผละออกจากกันยังไม่ถึงเฟินเขาก็ประกบปากช่วงชิงลมหายใจเยว่
ฉีอีกครั้ง อีกครั้งและอีกครั้ง
ฉกชิงครอบครอง ดูดกลืนน้ำสีใสซึ่งไหลเยิ้มออกมาด้านนอก บางครั้งจะ
เลื่อนริมฝีปากลงมาขบเม้มริมฝีปากล่าง ให้ได้ยินเสียงครางกระสันจากคนบน
ตัว พร้อมร่างกายเล็กกว่าที่สั่นไหวเพราะความเสียวซ่าน
จูบนี้ยังคงดำเนินไป เนิ่นนานจนกระทั่งได้ยินเสียงเอ่ยขัดขึ้นมาเล็กน้อย
ด้วยริมฝีปากรู้สึกเจ็บ
ทั้งคู่ผละห่างจากกัน สองสายตาสบประสาน เยว่ฉีหอบหายใจหนักใบหน้า
แดงระเรื่อลามไปถึงหู หานลั่วอี้แย้มยิ้มมองใบหน้าขัดเขินของภรรยา ปลาย
นิ้วโป้งเกลี่ยริมฝีปากล่างซึ่งบวมเจ่อจากการขบกัด
“เจ้างดงามมาก” คำพูดบางเบาแต่กลับสร้างพลังทำลายได้อย่างมหาศาล
เยว่ฉีไม่กล้าสบตาที่มองมาอย่างสื่อความหมายได้แต่ซุกซบใบหน้าลงบนอก
แกร่ง ซุกซ่อนความเขินอายเอาไว้
บุรุษใบหน้าเปื้อนยิ้มสายตาอ่อนโยน โอบกอดภรรยาแนบอก ก้มลงจรดริม
ฝีปากกลางศีรษะ