ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 39 ความยินดีที่มาพร้อมกัน
ตั้งแต่หานลั่วอี้ออกจากการฝึกปราณก็ผ่านมาแล้วกว่าสองเค่อ ในที่สุดเยว่
ฉีลืมตาขึ้นมา
หญิงสาวสัมผัสได้ว่าฝ่ามือซึ่งเคยสัมผัสกันหายไปแล้ว ใบหน้างดงามพลัน
ขมวดคิ้ว แต่พอภาพตรงหน้าเด่นชัดสิ่งที่ปรากฏให้เห็นกับมีเพียงความว่าง
เปล่า หญิงสาวกวาดสายตามองหาก่อนจะพบว่ากระจกฝั่งลานประมูลมีบุรุษผู้
หนึ่งยืนมองลงไปด้านล่าง มองเห็นไหล่กว้างแผ่นหลังแสนคุ้นเคย เขาไขว้มือทั้ง
สองไว้ด้านหลัง ท่วงท่าสงบสูงส่งไม่แปดเปื้อน
เยว่ฉีจำแผ่นหลังนั้นได้ดี ยามเขาหันหลังกลับมาแล้วสบสายตาเข้าด้วยกัน
พร้อมรอยยิ้มเล็กน้อยมุมปาก ทำหญิงสาวกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
หยาดหยดสีใสเอ่อคลอบนดวงตาคู่สวย ก่อนจะไล่ลงมาตามแก้มร่วงหล่น
ลงสู่พื้น ทว่ายังไม่ทันที่หยาดน้ำตาจะได้ตกกระทบพื้น ชายผู้หนึ่งก็เคลื่อนตัว
เข้ามาใกล้ใช้ปลายนิ้วชี้รองรับน้ำตาเม็ดนั้นเอาไว้
“ภรรยา ข้าเดินได้แล้ว” น้ำเสียงเนือยนาบไม่เร็วไม่ช้าและหนักแน่น ทำ
เยว่ฉีร้องไห้โฮโผกอดสามี โอบกอดรอบคอเขาไว้ด้วยร่างกายสั่นไหว
ปล่อยให้น้ำตารินไหลอยู่อย่างนั้น
หานลั่วอี้ตะลึงงัน ก่อนจะได้สติประคองเอวคนรักเป็นฝ่ายนั่งลงบนโต๊ะ
ปล่อยให้นางนั่งอยู่บนตักทั้งที่ใบหน้ายังซุกซบอยู่บนไหล่
สัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นบริเวณนั้น
ชายหนุ่มยกมือโอบกอดร่างเพรียว ตบหลังภรรยาเบา ๆ พร้อมกับจุมพิตลง
บนกลุ่มผมนุ่มลื่น
“ภรรยา ต่อไปข้าก็สามารถดูแลเจ้าได้ ยืนเคียงข้างเจ้าได้” ร่างในอ้อมกอด
ยังคงสั่นไหว เยว่ฉีกระชับอ้อมกอดไม่เอ่ยคำพูดใด ทำเพียงร้องไห้สะอึกสะอื้น
ปล่อยความรู้สึกมากมายพรั่งพรูออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตา
นานนับสองเค่อ กว่าคนในอ้อมกอดจะสามารถตั้งสติได้ ถึงจะยังมีเสียง
สะอื้นให้ได้ยินเป็นครั้งคราว แต่น้ำตาหยุดไหลแล้ว
หานลั่วอี้จับภรรยาให้ผละออกจากไหล่ ใช้นิ้วเกลี่ยหยดน้ำตาซึ่งยัง
หลงเหลืออยู่บนปลายหางตาออก
“ตาแดงหมดแล้ว”
“ตาแดง…ฮึก…แล้วท่านจะ ฮึก…รังเกียจข้าหรือ” คำถามชวนเข้าใจผิด
เรียกรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าหล่อเหลา
“จะเป็นไปได้เช่นไร ไม่ว่าเจ้าจะงดงาม น่ารัก หรือขี้ริ้วขี้เหร่ ขอเพียงเป็น
เจ้าไม่ว่าจะหน้าตาเช่นไร ข้าล้วนไม่รังเกียจ”
“ฮึก ขาท่าน ขาท่านหายแล้ว” เยว่ฉีโผเข้ากอดสามีอีกครั้ง พูดไปก็สะอึก
สะอื้นไปด้วย นางดีใจจริง ๆ ความพยายามตลอดครึ่งปีไม่สูญเปล่า ในที่สุด
หานลั่วอี้ก็กลับมาเดินได้อีกครั้ง
“ภรรยา ที่ข้าสามารถกลับมาเหมือนเดินได้ทุกอย่างเป็นเพราะเจ้า ต่อจาก
นี้ข้าจะปกป้องเจ้าให้ดีให้สมกับที่เจ้ามอบให้”
“ข้าไม่ได้ทำอันใด เป็นเพราะท่าน หากท่านใจร้ายกับข้าเพียงนิด ไม่ใส่ใจ
ข้า หรือร้ายใส่ข้า ข้าคงไม่คิดจะช่วยเหลือท่าน แต่ท่านกับดีต่อข้า คอยเตือนใน
สิ่งที่ข้าไม่รู้ อยู่ข้างกายให้ข้ารู้สึกอบอุ่น รวมไปถึงช่วยโอบกอดในวันที่ข้า
หวาดกลัว หากท่านไม่ทำเช่นนั้นมีหรือที่เรื่องทุกอย่างจะกลายมาเป็นเช่นนี้”
“ข้าไม่เถียงเจ้าภรรยา ข้าโชคดีที่มีเจ้า”
“ข้าก็โชคดีที่มีท่าน”
เยว่ฉีร้องไห้อีกแล้ว น้ำตาที่ไหลรินลงมาตอนนี้มาจากความดีใจหาใช่เพราะ
เสียใจ หญิงสาวร้องไห้อยู่นานก่อนจะหยุด ครั้งนี้เหมือนอารมณ์มากมายจะ
ลดลงไปมาก จึงเพิ่งจะรู้ตัวว่ากำลังนั่งอยู่บนตักสามี
ท่าทางแบบนี้ออกจะน่าอายไปหน่อย
เยว่ฉีคิดจะก้าวลงจากตัก แต่ถูกมือปลาหมึกยึดไว้ไม่ให้ขยับถอยห่าง
“ไม่เป็นไร เจ้าไม่หนัก”
“ไม่ใช่เพราะเรื่องนั้น…” ตอบกลับเสียงเบาพร้อมใบหน้าแดงระเรื่อ
หานลั่วอี้รู้ว่าภรรยากำลังขัดเขิน แต่ถึงกระนั้นก็ต้องการให้นางนั่งอยู่ใกล้
เยว่ฉียอมแพ้แล้ว นางก้มหน้าซุกซ่อนใบหน้าเขินอายลงบนลำคอแกร่ง
โอบกอดสามีแน่น
“ร่างกายของท่านไม่มีส่วนใดผิดปกติใช่ไหม”
“ไม่มี”
“แล้วระดับการฝึกปราณ”
“คงเพราะดื่มน้ำแห่งชีวิตอยู่ตลอด หลังเส้นลมปราณกลับมาหายดีและพิษ
ในร่างกายถูกขจัดออกไปจนหมดก็กลายเป็นฝึกปราณขั้นเจ็ด”
เยว่ฉีหน้างอ เงยหน้ามองเขา
“ท่านทิ้งห่างข้าแล้ว แบบนี้จะทิ้งข้าไปด้วยหรือไม่” ใบหน้างอง้ำของ
ภรรยาทำหานลั่วอี้ยิ้มขำ ใช้นิ้วจิ้มระหว่างคิ้วที่ขมวดเข้าหากันแน่น
“โง่งมจริง ข้าไม่มีวันทิ้งคนที่ทนลำบากมาด้วยกันแล้วมองหาสตรีที่พร้อม
จะเข้าหายามข้าสุขสบาย สำหรับข้ามีเจ้าภรรยาคนเดียวก็เกินพอ” นางเพียง
ต้องการหยอกล้อหานลั่วอี้ แต่กลับถูกอีกฝ่ายปล่อยหมัดใส่จนพูดไม่ออก ได้แต่
อ้าปากพะงาบ
หานลั่วอี้ยกยิ้ม ใช้มือยึดท้ายทอยภรรยา แนบริมฝีปากลงไป
จูบแรกหลังขาทั้งสองข้างหายดี
จูบนี้ลึกซึ้งตรึงใจ ชายหนุ่มยึดท้ายทอยภรรยาไว้แน่น บดจูบลงไปหนัก
หน่วงอ่อนโยน แทรกลิ้นเข้าไปกวาดต้อนเกี่ยวตวัดกับลิ้นร้อนในโพรงปากจน
เกิดเสียงฉ่ำแฉะน่าอาย
เยว่ฉีหายใจติดขัด มือสองข้างกำเสื้อบริเวณหน้าอกแน่น ทั้งที่หายใจไม่ทัน
แต่ก็พยายามปรับองศาใบหน้าให้จูบตอบได้ถนัดพร้อมใบหน้าแดงชาด
จูบนี้เนิ่นนานทั้งยังกินแรงกายไม่น้อย กว่าทั้งคู่จะผละออกจากกัน เยว่ฉีก็
หมดแรงอ่อนระทวยลงบนหน้าอกแกร่ง
เขาได้ยินเสียงหายใจหอบหนักจากร่างกายเล็กกว่า
หานลั่วอี้หลุบตาลงมองคนบนตัก มองศีรษะทุยที่ซุกซบอยู่ อดไม่ไหวจน
ต้องจรดริมฝีปากกลางกระหม่อม
“ภรรยาการประมูลกำลังจะจบแล้ว กลับบ้านกันดีหรือไม่” เยว่ฉียังคงเขิน
อายไม่กล้าเงยหน้ามองได้แต่คราง อือ ในลำคอเป็นการตกลง
“พี่หลัว พี่เฟิง ขอบคุณพี่ทั้งสองที่ช่วยดูแลลั่วซานในระหว่างที่ข้ากับลั่วอี้
ไม่อยู่” ทั้งสองคนฟังไม่เข้าใจว่าเยว่ฉีกำลังพูดอะไร เพราะสายตาและความนึก
คิดกำลังจดจ่ออยู่กับบุรุษข้างกายเด็กสาว
หานลั่วอี้มองท่าทางตะลึงจนแข็งค้างของทั้งคู่พลันหลุดขำออกมาเล็กน้อย
คนข้างกายคล้ายเข้าใจขึ้นมาทันที ได้แต่ส่ายหัวอ่อนใจ ดึงแขนสามีมากอดไว้
“พี่หลัว พี่เฟิง ข้ารู้ว่าสามีข้าหล่อเหลา แต่พวกพี่จะมองไม่วางตาเช่นนี้
ไม่ได้ ข้าหวง” เสียงติดงอนเล็กน้อยของนางเรียกสติคนทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี สอง
สามีภรรยาตระกูลเฟิงกะพริบตาปริบ ๆ ได้สติขึ้นมา
“เสียมายาทแล้ว เสียมารยาทแล้ว” เป็นหลัวหรูกล่าวขึ้นมาก่อน
หานลั่วอี้ส่ายหน้าแล้วเอ่ย
“น้องหลัวข้าไม่เป็นไร ท่านก็รู้มิใช่หรือว่าเยว่ฉีแกล้งพวกท่าน”
“ข้ารู้” หลัวหรูตอบออกมาทันที นางจะไม่รู้ได้เช่นไรอยู่ด้วยกันมานานถึง
เพียงนี้ ความซุกซนของเยว่ฉีนางล้วนแจ้ง
“เช่นนั้นก็อย่าพูดให้มากความ เข้าบ้านกันเถิด” แล้วทั้งสี่คนก็เดินเข้าบ้าน
ไป
คล้อยหลังคนทั้งสี่ชาวบ้านต่างมองมาที่หานลั่วอี้ด้วยสายตาราวกับเห็นผี
บุรุษผู้นั้นเดินได้แล้ว กลับมาเดินได้แล้ว พอร่างกายซึ่งเคยเห็นอยู่บน
รถเข็นตลอดยืนได้ด้วยขาทั้งสองข้างก็สัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามจากแผ่น
หลังนั่น ไหนจะบรรยากาศหนักแน่นสูงส่ง แตกต่างจากเมื่อก่อน
ในบรรดาชาวบ้านหลายคนมีสตรีนางหนึ่งยืนมองด้วยความรู้สึก
หลากหลาย นางจิกมือลงบนท้องนิ้วเม้มปากแน่น
บุรุษผู้นั้นเหตุใดพอยืนได้แล้วถึงได้น่าหลงใหลถึงเพียงนี้ แบบนี้แผนการ
ของนางจะยังสำเร็จได้อีกหรือ!!!
คนทั้งหมดไม่ได้รับรู้ถึงความคิดของชาวบ้านผู้หนึ่ง เดินพูดพูดคุยกัน
สนุกสนาน ถามไถ่อาการของหานลั่วอี้เป็นครั้งคราว ชายหนุ่มเลือกตอบในสิ่งที่
สามารถตอบได้ พร้อมกับเลี่ยงสิ่งที่ไม่ต้องการตอบ ครอบครัวเฟิงก็รู้จึงไม่ได้
ถามคำถามชวนให้หนักใจ
เดินผ่านเข้ามาในบ้านได้ไม่นานก็มาถึงส่วนของตัวบ้าน เยว่ฉีเชิญทั้งสอง
คนอยู่ทานข้าวเย็นด้วยกัน สองสามีภรรยาเฟิงก็ไม่ปฏิเสธตอบตกลงทันที
ทว่าในจังหวะที่เยว่ฉีเปิดประตูจะก้าวเข้าไปในบ้าน เสียงหนึ่งพลันดังลอด
ออกมา
เป็นเสียงเล็กแหบไม่คุ้นหู
“ท่านพี่…ละ…ลั่วซานขอโทษ”