ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 6.2 เพื่อนบ้าน
“เช่นนั้นข้าขอเรียกน้องเยว่ กับน้องหานแล้ว” การพูดคุยแสนสนิทสนม ของคนทั้งสี่สร้างประกายความสับสนมึนงงให้คนผ่านไปผ่านมาไม่น้อย มี ชาวบ้านหลายคนแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่พอใจที่สองสามีภรรยามาทำ ความรู้จักกับครอบครัวหาน ถึงกับมีหลายคนหันมาทางพวกเขาแล้วหันไป กระซิบกระซาบกัน
เยว่ฉีไม่พูดก็ไม่ได้จึงเอ่ยถามออกไป
“พี่เฟิง พี่หลัว อย่าได้เข้าใจผิดว่าข้าคิดเป็นอื่นข้าล้วนดีใจที่พวกท่านเข้ามา ทักทายครอบครัวข้า เพียงแต่ข้าสงสัยพวกท่านไม่กลัวว่าชาวบ้านจะมองท่าน ไม่ดีหรือ?” คำพูดตรงไปตรงมาของนางสร้างรอยยิ้มบนดวงตาคนทั้งคู่ ทั้งสอง คนหันไปมองหน้ากันก่อนที่หลัวหรูจะหันมามองเด็กสาวตรงหน้า เอ่ยเสียง อ่อนโยน
“น้องเยว่ ในเมื่อเจ้าสงสัยเช่นนั้นก่อนจะตอบคำถามข้าขอถามเจ้าสองสาม ประโยค”
“เชิญพี่หลัวกล่าว”
“เจ้าและสามีเคยฆ่าคนโดยไม่สนดีชั่วหรือไม่? ”
“ไม่เคย”
“เจ้าและสามีเคยทำเรื่องผิดศีลธรรม ฉุดเด็กและสตรีหรือไม่”
“ล้วนไม่เคย”
“ในเมื่อพวกเจ้าไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำแล้วเหตุใดข้ากับสามีจะเข้ามาทำ ความคุ้นเคยไม่ได้เลา เป็นเพื่อนบ้านกันสนิทสนมกันไว้ไม่ดีกว่าหรือ? ข้ากับ สามีเพียงต้องการทำความรู้จัก อยากจะรู้ว่าคนที่มาอาศัยอยู่บ้านข้าง ๆ เป็น คนเช่นไร มีนิสัยเช่นไร ฟังจากที่พูดคุยกันไม่กี่ประโยคข้าก็พอจะรู้ว่าพวกเจ้า
หาใช้คนชั่วช้า ทั้งยังเปิดเผยไม่น้อย” ประโยคคำพูดของนางสร้างความอบอุ่น ใจและความประทับใจให้คนทั้งคู่ไม่น้อย คำพูดของหลัวหรูออกมาจากใจจริง น้ำเสียงหนักแน่นและสายตาซื่อสัตย์ช่วยให้ทั้งสองรู้สึกว่าการย้ายมาอยู่บ้านชวี ซานก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด อย่างน้อยก็ได้พบพานเพื่อนบ้านที่จริงใจเช่นนี้
ได้พบกับผู้คนที่ไม่รังเกียจความเป็นอยู่เช่นนี้ของพวกเขา ซึ่งในโลกนี้หาได้ ยากยิ่งนัก
“พี่หลัวข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณสำหรับน้ำใจที่พวกท่านหยิบยื่นให้ ในวัน หน้าหากมีวาสนาได้ดี ข้าล้วนไม่คิดลืมบุญคุณ”
“บุญคุณอันใดกัน ข้านำของมาให้พวกเจ้า ใช่ต้องการการตอบแทน แค่ จริงใจต่อกันเป็นพอ” เฟิงซิ่วเอ่ยขัดคำพูดระรื่นหูของเยว่ฉี ในดวงตาของเขามี ความเอ็นดูอยู่หลายส่วน เป็นความเอ็นดูแสนบริสุทธิ์ไร้ความรู้สึกอื่นใด
“ใช่แล้วน้องเยว่ อย่างที่สามีข้ากล่าว อย่าได้คิดเป็นบุญคุณ”
“ขอบคุณพี่ทั้งสองอีกครั้ง เช่นนั้นไม่กล่าวเรื่องนี้แล้ว พวกท่านอุตส่าห์มา หาแต่ข้าตอนนี้ไม่มีสิ่งใดจะมอบให้ ให้ละอายใจแล้ว” เยว่ฉีพูดยิ้ม ๆ ทั้งสอง เข้าใจว่านางเพียงหยอกเย้าจึงไม่คิดสิ่งใด หัวเราะเบา ๆ ไปกับคำพูดนั้น
หลังจากนั้นทั้งสี่คนก็พูดคุยกันอีกหลายประโยค หานลั่วอี้เข้าร่วมการ พูดคุยบ้างบางครั้ง แต่ส่วนมากจะมีเพียงครอบครัวตระกูลเฟิงและเยว่ฉีที่ พูดคุยมากกว่า จวบจนมาถึงช่วงหนึ่งเยว่ฉีเอ่ยถามว่าพอจะมีงานใดให้นางทำได้ บ้าง ทั้งสองจึงมองหน้ากันแล้วเอ่ย
“น้องเยว่ ทุกเช้าข้ากับสามีจะขึ้นเขาไปเก็บพืชวิญญาณมาขาย เช่นนั้นเจ้า ก็ไปกับพวกข้า ข้าจะสอนดูพืชวิญญาณให้เจ้า แม้รายได้จะไม่ถึงกับทำให้ร่ำรวย แต่ก็เพียงพอใช้จ่ายในครัวเรือน แต่หากว่าเจ้าโชคดีพบเจอพืชวิญญาณ ระดับสูง เช่นนั้นก็ถือว่าเป็นโชควาสนา เพราะพืชวิญญาณระดับสูงมักได้ราคา งาม”
“ขอบคุณพี่หลัวสำหรับคำแนะนำ เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้ว พรุ่งนี้ขอขึ้นเขา ไปเก็บพืชวิญญาณพร้อมกับพวกท่าน”
พูดคุยกันไม่นานก็รู้สึกสนิทสนมราวกับรู้จักกันมาหลายปี หลังพูดคุยจน เวลาล่วงเลยไปหลายเค่อ ทั้งสองก็ขอตัวกลับบ้านไปทำงานส่วนอื่นต่อ เยว่ฉีก็ ไม่มีเหตุผลอะไรจะรั้งคนให้อยู่ต่อจึงกล่าวลากันสองสามประโยคก่อนจะแยก ย้าย
คืนนี้เยว่ฉีตั้งใจจะศึกษาหนังสือเล่มน้อยที่นำออกมาด้วย ผู้อาวุโสหมิงบอก กับนางว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับพืชวิญญาณในสวน
ใช่แล้ว สวนหญ้าที่นางเข้าใจในตอนแรกคือสวนพืชวิญญาณซึ่งตอนนี้เยว่ฉี ยังไม่มีคุณสมบัติในการนำออกมาใช้ ผู้อาวุโสบอกว่ารอให้ร่างกายนางแข็งแรง มากกว่านี้ก่อนค่อยมาตรวจสอบดูว่านางมีคุณสมบัติในการฝึกปราณหรือไม่ หากไม่มีก็ยากที่จะใช้งานมิติได้ดี ต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่เหมาะสมถึงจะ สามารถใช้พลังพิเศษได้อย่างเต็มที่
ส่วนน้ำวิเศษที่ได้มาจากบ่อ เรียกว่า น้ำแห่งชีวิต ซึ่งออกมาจากต้นไม้แห่ง ชีวิตที่ยืนตระหง่านอยู่กลางบ่อน้ำ เยว่ฉีคิดทบทวนว่าจะเริ่มรักษาหานลั่วอี้ อย่างไรดี เพราะผู้อาวุโสบอกว่าต้องค่อย ๆ ให้ดื่ม ในเมื่อยังไม่พร้อมจะบอก ความลับที่เก็บงำเอาไว้ นางจึงตัดสินใจจะหยดลงไปในอาหารที่ทำ
“พรุ่งนี้จะเริ่มหาเงินแล้วขอให้เก็บพืชวิญญาณได้เยอะ ๆ ” เยว่ฉีพึมพำกับ ตัวเองก่อนจะก้าวขึ้นเตียงมานอนเคียงข้างหานลั่วอี้
หานลั่วอี้ได้ยินคำพูดเบาหวิวของนาง ในนัยน์ตาซึ่งซุกซ่อนอยู่ในความมืด ปรากฏ