ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 7.1 ขึ้นเขาไปด้วยกัน
“ลั่วอี้ข้าทำอาหารเอาไว้ให้ท่านแล้วรวมไปถึงยาสำหรับลั่วซาน ท่านช่วย
ป้อนลั่วซานแทนข้าด้วย แล้วก็นี่” เยว่ฉียื่นขวดยหกให้สามี ในนี้บรรจุน้ำแห่ง
ชีวิตผสมเจือจางเอาไว้
ตอนแรกนางตัดสินใจจะผสมเข้ากับน้ำที่ใช้ในการทำอาหาร แต่คิดไปคิดมา
อาจจะเห็นผลไม่ดีเท่าที่ควร จึงได้ผสมเจือจางในปริมาณหนึ่งชามเล็กต่อน้ำ
แห่งชีวิตหนึ่งหยดแล้วบรรจุใส่ขวดให้ทานด้วย
“ต่อจากนี้ท่านต้องดื่มวันละขวด ข้าจะเตรียมให้ท่านทุกเช้า” หานลั่วอี้
มองขวดหยก ยื่นมือออกไปจับมาถือไว้ในมือ ก้มมองอย่างสงสัย
“ท่านเชื่อใจข้าหรือไม่?” นางรู้ว่าเขาสงสัยแต่ก็ยังไม่พร้อมจะบอกความ
จริงตอนนี้ หวังเพียงว่าเขาจะเชื่อใจนางและไม่เอ่ยถามสิ่งใด หานลั่วอี้เงยหน้า
มองภรรยา มองนัยน์ตาดอกท้อที่สะท้อนความจริงใจออกมา
ถึงจะยังสงสัยว่าสิ่งใดกันที่ถูกบรรจุอยู่ในขวดหยก ทว่าเพราะดวงตาที่มอง
มาและความกังวลบนใบหน้าช่วยให้เขาคลายความสงสัยลงไปหลายส่วน ก่อน
จะถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอยากจะลองเสี่ยงดู
ลองเสี่ยงดูว่านางจะทำร้ายเขาหรือไม่
“ข้าเชื่อใจเจ้า” น้ำเสียงตอบกลับช่างหนักแน่นในความรู้สึก เยว่ฉีย่อตัวลง
ตรงหน้าชายหนุ่ม วางมือลงบนหลังมือเขา จ้องหน้าเขม็ง
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง” แม้จะไม่รู้ว่าประโยคดังกล่าวหมายถึงสิ่งใด
ถึงกระนั้นใบหน้าหานลั่วอี้ก็พยักขึ้นลง มุมปากหยักโค้งขึ้นยากจะสังเกตเห็น
“เช่นนั้นข้าไปก่อน อย่าลืมป้อนยาลั่วซาน” กล่าวย้ำอีกครั้ง
หานลั่วอี้พยักหน้า “ระวังอันตรายด้วย”
“ข้าจะระวัง”
เยว่ฉีออกไปแล้ว หานลั่วอี้มองตามจนแผ่นหลังลับตาไป ก่อนจะถอน
สายตากับมามองของในมือ เปิดจุกออก กลิ่นหอมบริสุทธิ์กำจายออกมาจาก
ปากขวดให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาสูดดมอีกครั้ง หัวคิ้ว
พลันขมวดเข้าหากัน ของเหลวที่บรรจุอยู่ด้านในคล้ายสัมผัสได้ถึงพลังชีวิต
ร่างกายก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ในตอนที่ตัดสินใจดื่มลงไป ยามของเหลวไหลลงสู่ลำคอกระจายไปทั่ว
ร่างกายแล้วนั้น เขาพลันสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ถูกแช่แข็งมาอย่างยาวนานถูก
กระตุ้น
เส้นลมปราณซึ่งเคยเสียหายกำลังถูกซ่อมแซม พลังสายหนึ่งแผ่ขยายไปทั่ว
เส้นประสาท แม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ก็สัมผัสได้ ตอนนี้เขารู้สึกได้ถึงหยดน้ำบาง
เบากำลังเข้าไปเติมเต็มสายน้ำแห้งคอดให้ชุ่มฉ่ำขึ้นมา
ร่างกายพลันอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด
หลังสัมผัสความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ความประหลาดใจพลันปรากฏขึ้นใน
ดวงตา หานลั่วอี้ก้มลงมองขวดหยกในมือเขม็ง
เจ้าสิ่งนี้คือของดี แม้จะไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่ แต่ทว่ากลับเป็นสิ่งที่เขา
ต้องการมากที่สุดตอนนี้ ไม่รู้ว่าเยว่ฉีไปได้น้ำวิเศษเช่นนี้มาได้ยังไง
“หรือว่าจะเกี่ยวกับการหายตัวไปเมื่อวาน?” บุรุษหนุ่มได้แต่เก็บความ
สงสัยเอาไว้ในใจ ในเมื่อเจ้าสิ่งนี้ไม่ใช่ของอันตรายแถมนางยังหยิบยื่นมาให้ด้วย
ความเต็มใจ เช่นนั้นเขาก็จะไม่ชักถาม เชื่อมั่นในตัวนางและรอคอยวันที่เยว่ฉี
พร้อมจะบอกทุกเรื่องให้เขาได้รู้
และเพราะของเหลวในขวดนี้ทำให้หานลั่วอี้ปลดระวางความกังวลระคน
หวาดระแวงที่ว่า เยว่ฉี อาจจะเป็นคนของสตรีผู้นั้นลงไปหลายส่วน ความ
เชื่อมั่นและไว้ใจที่มีให้เพิ่มพูนขึ้นเท่าตัว จากแต่เดิมที่มีอยู่มากให้มากขึ้นไปอีก
สตรีผู้นั้นไม่มีทางหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เขา นางผู้หวังให้เขาพินาศมาก
ที่สุดมีหรือจะมอบโอกาสในการฟื้นคืนให้เขา
ระหว่างที่ความจริงใจต่อเยว่ฉีของหานลั่วอี้กำลังเพิ่มพูน หญิงสาวก็กำลัง
ยืนพิงกำแพงรอเพื่อนบ้าน
ไม่นานคนทั้งคู่ก็แบกตะกร้าเดินมาหา บนหลังเยว่ฉีมีตะกร้าแบกหลังใบ
น้อยอยู่หนึ่งใบ ซึ่งได้มาจากครอบครัวเฟิงให้หยิบยืม
ของที่ได้มาจากบ้านเดิมส่วนมากมีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุด ของสำหรับทำครัว
หรือใช้งานในชีวิตประจำวันล้วนไม่มี ยังดีที่บ้านหลังใหม่ยังพอมีของที่ใช้ได้อยู่
บ้าง หากต้องซื้อของใหม่ทั้งหมดเกรงว่าเงินหนึ่งตำลึงของพวกเขาคงหมด
ภายในไม่กี่วัน
“พี่หลัว พี่เฟิงพวกท่านมาแล้ว!!” เสียงทักทายสดใสของเด็กสาวตัวน้อย
เรียกรอยยิ้มจากคนอายุมากกว่าทั้งสอง พอได้ทำความรู้จักทำให้ได้รู้ว่าเด็กคน
นี้เต็มไปด้วยความสดใสร่าเริงเป็นกันเอง ไม่มีมาดความหยิ่งผยองเลยแม้แต่
น้อย
ทั้งสองคนไม่ได้โง่ที่จะมองไม่ออกว่าเพื่อนบ้านที่พึ่งย้ายเข้ามาใหม่ ก่อนจะ
มาอยู่อาศัยที่หมู่บ้านชวีซานจะต้องเป็นคนมีฐานะไม่น้อย ดูได้จากเสื้อผ้าที่ทั้งคู่
สวมใส่ รวมไปถึงท่าทางการวางตัวของหานลั่วอี้ ล้วนแล้วแต่ดูสูงส่งสง่างาม แม้
ร่างกายเขาจะไม่สมบูรณ์แต่ก็ไม่สามารถกลบความสูงส่งรอบกายได้
ในเมื่อหานลั่วอี้เป็นคนมีฐานะเช่นนั้นภรรยาของเขาก็คงไม่ต่างกัน ทว่าเด็ก
สาวตัวน้อยคนนี้กับเป็นกันเอง พูดจาเก่ง ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ
“น้องเยว่เคยขึ้นเขามาก่อนหรือไม่”
คนถูกถามยิ้มแหย ๆ ยกมือขึ้นเกาท้ายทอย
“ขอบอกอย่างไม่ปิดบัง ข้าไม่เคยขึ้นเขาเลยสักครั้ง”
“เช่นนั้นคงต้องพยายามแล้ว แม้ภูเขาบริเวณหมู่บ้านจะไม่สูงชันมากนัก
แต่ก็ไม่ง่ายสำหรับมือใหม่”
“พี่หลัววางใจได้ ถึงข้าจะไม่เคยขึ้นเขาแต่ก็ไม่ใช่คนหนักไม่เอาเบาไม่สู้”
น้ำเสียงมั่นใจของเด็กสาวยังคงทำให้ทั้งสองคนเอ็นดู
ตอนที่ 7.2 ขึ้นเขาไปด้วยกัน
จากนั้นคนทั้งสามก็เดินไปพูดคุยกันไปตลอดทาง ใบหน้าประดับรอยยิ้มอยู่
ตลอด จนกระทั่งเกือบจะเดินออกนอกเขตของหมู่บ้านก็มีหญิงชราท่าทางใจดี
คนหนึ่งเอ่ยทักทาย
“เจ้าบ้านเฟิง สะใภ้เฟิงวันนี้ก็ขึ้นเขาอีกหรือ” ชาวบ้านหมู่บ้านชวีซาน
ส่วนมากทำอาชีพปลูกข้าว หรือปลูกพืชผักไปขาย มีเพียงชาวบ้านบางส่วนที่จะ
ทำอาชีพเก็บพืชวิญญาณ เพราะการขึ้นเขาไปหาพืชวิญญาณนั้นมีความเสี่ยงอยู่
เล็กน้อย
หากมีโชควาสนาพบเจอพืชวิญญาณระดับสูงอันตรายที่จะตามมาย่อม
มากมายตามเงินที่ได้รับ เพราะพืชวิญญาณระดับสูงมักจะมีสัตว์อสูรเฝ้าอยู่ไม่
ไกล แต่หากโชคดีมากก็จะพบเพียงพืชวิญญาณไร้กลิ่นอายสัตว์อสูร
ที่หลัวหรูไม่ได้บอกเยว่ฉีถึงอันตรายเกี่ยวกับการเก็บพืชวิญญาณเพราะ
ปกติแล้วเรื่องนี้เป็นความรู้พื้นฐานของทุกคนในดินแดนเฟยฮ่าว
“ขอรับท่านยาย” หญิงชราพยักหน้ายิ้ม ๆ เหลือบสายตาหันมองเยว่ฉี
อย่างสำรวจ
ขอถอนคำพูดที่บอกว่าท่าทางใจดี หญิงชราคนนี้แค่ทำท่าทางใจดีเท่า
นั้นเอง
“ขึ้นเขาก็ระวัง ๆ ด้วยล่ะ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจจะไว้ใจมากเกินไปย่อมไม่ดี
หากเกิดเรื่องขึ้นมาก็คงมีแต่สวรรค์ที่รู้”
เอ้า!!! สักหมัดไหมยาย
เยว่ฉีอยากจะเอ่ยขึ้นทว่าก็ถูกหลัวหรูห้ามเอาไว้ก่อน นางมองหญิงชรายิ้ม
ๆ เอ่ยเสียงอ่อนโยน
“ขอบคุณในความห่วงใยของท่าน ข้ากับพี่เฟิงล้วนจำใส่ใจ ส่วนเรื่องคนเรา
รู้หน้าไม่รู้ใจนั้น ข้ากับพี่เฟิงก็หาใช่คนใสซื่อที่จะมองคนไม่ออก ใครดีไม่ดีข้านั้น
ล้วนรับรู้ได้ ท่านยายไม่ต้องกังวล”
หญิงชราโดนคำพูดหวานระคายหูของหลัวหรูสีหน้าพลันมืดลงไม่เหลือแล้ว
ซึ่งรอยยิ้มอ่อนโยน
“ข้าเพียงเป็นห่วงพวกเจ้า เหตุใดต้องกล่าวหนักถึงเพียงนี้ หากเกิดอันใด
ขึ้นมาก็อย่าได้มานึกเสียใจทีหลัง!!” หญิงชราส่งเสียงฮึดฮัดก่อนจะสะบัดหน้า
หันหลังกลับเข้าบ้านไป
“ขอบคุณในความเป็นห่วงของท่าน เดินดี ๆ นะเจ้าคะ” หลัวหรูกล่าว
ตามหลังก่อนจะหันมาหาเยว่ฉี
“อย่าได้ใส่ใจคำพูดแกเลย ยายซวงก็เป็นเช่นนี้” เยว่ฮฉียิ้มกว้าง
ไม่นึกว่าหญิงผู้นี้จะออกตัวปกป้องนาง ถึงขั้นทำให้คนในหมู่บ้านเดียวกัน
ขุ่นเคือง
“พี่หลัวข้าไม่เป็นอันใด จะห่วงก็แต่พวกท่านทำให้คนหมู่บ้านเดียวกันขุ่น
เคืองเช่นนี้จะดีหรือ? ตัวข้าพึ่งย้ายมาใหม่ไม่เท่าใดแต่พวกท่านทั้งสองคนเลา”
ทั้งสองมองหน้ากันยิ้ม ๆ เด็กคนนี้ทั้งที่ตนถูกคนพูดไม่ดีใส่ ยังจะเป็นห่วง
ผู้อื่นอีก
“เจ้าอย่าได้ใส่ใจ ความจริงข้ากับพี่เฟิงก็หาใช่คนหมู่บ้าน ชวีซานตั้งแต่ต้น
เป็นคนย้ายเข้ามาเช่นเดียวกับพวกเจ้า เพียงแต่ดีกว่าหน่อยที่ตอนย้ายเข้ามาไม่
ถูกตั้งแง่ใส่ตั้งแต่วันแรก”
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วย!?”
“ใช่ พูดแล้วก็อย่าขำไป ข้ากับพี่เฟิงย้ายออกจากหมู่บ้านเดิม เพราะ
ครอบครัวข้าไม่ยอมให้แต่งงานกับพี่เฟิง หลังหนีออกมาด้วยกันก็มาอยู่ที่
หมู่บ้านนี้”
“ข้าจะหัวเราะได้เช่นไร พวกท่านชั่งมีความรู้สึกลึกซึ้งต่อกันยิ่งนัก ได้ยิน
แล้วข้ายังอดรู้สึกชื่นชมและอิจฉาไม่ได้”
“ไม่ต้องกล่าวประจบประแจงข้าเจ้าเด็กน้อย” หลัวหรูส่ายหัวยิ้ม ๆ ก่อน
ทั้งสองคนจะสบตากันแล้วหัวเราะออกมา บรรยากาศกลมกลืนยิ่ง เฟิงซิ่วผู้
เงียบอยู่ตลอดเอาแต่ยิ้มมองภรรยาทีมองเด็กสาวตรงหน้าที ได้เห็นภรรยายิ้มมี
ความสุขเช่นนี้ สามีอย่างเขาพึงพอใจไม่น้อย
ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความสุขของคนในครอบครัว ถึงแม้อาจจะกลายเป็น
ศัตรูกับคนทั้งหมู่บ้านก็ไม่เป็นอันใด เพราะปกติแล้วก็ใช่ว่าพวกเขาจะไปมาหาสู่
กันบ่อย ๆ คนในหมู่บ้านเดิมมักจะมองคนย้ายเข้ามาใหม่เป็นคนนอก ถึงพวก
เขาจะไม่ได้ถูกกีดกันแต่ก็ไม่ถึงขั้นสนิทสนม
ใช้เวลาเดินทางเกือบสองเค่อพวกเขาก็มาถึงตีนเขากันแล้ว เยว่ฉีมองภูเขา
สูงตรงหน้า ในดวงตาฉายประกายความตื่นเต้น
เคยมีคนพูดว่าขุมทรัพย์มักซ้อนอยู่ในธรรมชาติ
นางหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภูเขาตรงหน้าจะสร้างปาฏิหาริย์ให้กับนาง
“พร้อมแล้วใช่หรือไม่” หลัวหรู
“พี่หลัวข้าพร้อมแล้ว!!”
“เช่นนั้นก็ไปกัน