ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 9.1 สะดุดก้อนหิน
“ผู้อาวุโส ท่านพอจะมีทางช่วยข้าหรือไม่?”
‘…’
“ผู้อาวุโส?”
‘…’ ยังคงไม่ตอบ
ผู้อาวุโสหมิงคงไม่ได้หมายความว่าให้นางขุดพืชวิญญาณทั้งหมดขึ้นมาด้วย
ตนเองใช่ไหม? ดูจากพืชวิญญาณสองต้นก่อนหน้านางยังใช้เวลาไปถึงครึ่งชั่ว
ยาม !! หากต้องใช้มือขุดพืชวิญญาณทั้งหมดออกมา มิใช่ว่าต้องใช้เวลาเป็น
เดือนเลยหรือ? นางมีเวลาว่างขนาดนั้นที่ไหนกัน
ผู้อาวุโสหมิงคงไม่ใจร้ายกับนางมากเกินใช่ไหม?
‘บ่นข้าพอหรือยัง?’
รู้ได้ยังไงว่านางกำลังบ่นให้ จะเฉียบแหลมเกินไปแล้ว !!
ถึงในใจเยว่ฉีจะบ่นไปร้อยแปดพันเก้า ทว่ายามเอ่ยออกมากับมีนัยประจบ
อยู่หลายส่วน “ผู้อาวุโสข้าหาได้คิดเช่นนั้น ท่านอย่าเข้าใจข้าผิด”
ท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ยประจบประแจงของเยว่ฉีทำผู้อาวุโส หมิงหมั่นไส้ เขา
ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะยืมร่างหญิงสาวเป็นสื่อกลางอีกครั้ง
มือเรียวสวยยกขึ้นตรงหน้า เป็นจังหวะเดียวกับที่พืชวิญญาณทั้งหมดบน
พื้นที่กว่าหนึ่งหมู่มีประกายแสงสีทองห้อมล้อมเอาไว้ทั้งต้น
ผู้อาวุโสหมิงใช้พลังจิตของตนในการโอบอุ้มและขุดพืชวิญญาณทั้งหมด
ออกมาในครั้งเดียว พืชวิญญาณที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลังจิตปรากฏขึ้นบนอากาศไม่
มีส่วนใดเสียหาย กระทั่งดินซึ่งติดอยู่ตามรากยังมีเพียงเล็กน้อย
เยว่ฉีกะพริบตามองปริบ ๆ อ้าปากค้าง อดบ่นในใจไม่ได้ว่า
ท่านมีพลังมากมายถึงเพียงนี้แล้วเหตุใดถึงปล่อยให้ข้าใช้เวลาขุดเสียนาน !!
พืชวิญญาณนับร้อย ๆ ต้นถูกดึงเข้าสู่มิติ ก่อนจะปลูกลงบนดินในเวลา
ต่อมา
“ผู้อาวุโสข้าจะมีโอกาสทำเช่นเดียวกับท่านได้หรือไม่” น้ำเสียงตื่นเต้น
ระคนคาดหวังของหญิงสาวทำผู้อาวุโสประหลาดใจ คนที่จะมีความสามารถ
ด้านพลังจิตต้องเป็นนักหลอมโอสถเท่านั้นซึ่งล้วนหายาก ไม่รู้ว่านางจะมีโชค
วาสนาหรือไม่
ทว่าเขาก็ไม่คิดจะพูดให้เสียกำลังใจ เพียงเอ่ยว่า
‘ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของเจ้า สิ่งนี้ล้วนแล้วแต่สวรรค์ลิขิต’
แม้จะได้ยินคำพูดเช่นนั้นเยว่ฉีก็หาได้หมดกำลังใจ
นางโชคดีได้มาเกิดใหม่ยังโลกเหนือจินตนาการเช่นนี้ ยังไม่เรียกว่าโชค
วาสนาแล้วจะเรียกว่าอะไรได้ แต่ถึงจะมีหรือไม่มีพลังจิตก็ไม่เป็นอันใดในเมื่อ
นางมีสามีที่สักวันจะแข็งแกร่งขึ้นอยู่ทั้งคน
เกาะขาทองคำดีที่สุด เคยได้ยินหรือไม่? แถมนางยังยึดถือคำพูดนี้เป็นจริง
เป็นจังเสียด้วย
“ถึงข้าจะไม่มีพลังก็ไม่เป็นอันใด เพราะข้ามีสามีเปี่ยมด้วยพรสวรรค์”
ท่าทางมั่นใจของนางทำผู้อาวุโสที่ถึงแม้จะไม่มีกายเนื้อคิ้วกระตุก ส่ายหัวอ่อน
ใจ
‘ออกไปได้แล้ว หมดธุระกับที่นี่แล้ว’ เยว่ฉีพยักหน้าเดินกลับออกมา
เช่นเดียวกับตอนเดินเข้าไป นางต้องปล่อยให้ผู้อาวุโสใช้ตนเป็นสื่อเพื่อ
เปิดทางออก พอขาก้าวออกมาเจอกับแสงแดด ลมเย็น ๆ พัดผ่านใบหน้า เยว่ฉี
พลันรู้สึกมีชีวิตชีวา ยอมรับการมาอยู่ในโลกนี้เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
“เยว่ฉี เจ้าอยู่ที่ใด”
“เยว่ฉี!!” เสียงเรียกร้อนรนระคนเป็นคนห่วงของผู้ใหญ่ทั้งสองทำให้เยว่ฉี
รับรู้ว่านางหายไปนานเสียแล้ว จึงรีบเอ่ยตอบรับและเดินไปหา
“พี่หลัว พี่เฟิง ข้าอยู่นี่” เสียงสดใสของเด็กสาวเสมือนกุญแจคลายความ
กังวล ทั้งสองคนหันมายังทิศทางเดียวกัน หลัวหรูเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน
“น้องเยว่เจ้าไปที่ใดมา ข้าพี่เฟิงร้องเรียกเสียนาน”
“ทำให้พวกท่านเป็นห่วงแล้ว ข้าบังเอิญพบพืชวิญญาณสองต้นเข้า จึงใช้
สมาธิในการขุดขึ้นมาเสียนาน ไม่ทันได้ยินเสียงเรียกของพวกท่าน” เยว่ฉีจงใจ
ไม่บอกเรื่องถ้ำวิเศษที่พบเจอ ถึงแม้ทั้งสองคนจะหวังดีกับนาง ทว่าบางเรื่อง
ยังคงไม่สามารถบอกกล่าวออกไปได้
“ไม่เป็นอันใดก็ดีแล้ว เจ้าพบพืชวิญญาณชนิดใดมาหรือ?”
“ข้าไม่มั่นใจมากนัก แต่จากลักษณะแล้วมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นดอก
แต้มสีชาดคู่ถึงแปดส่วน” เยว่ฉีพูดพร้อมวางตะกร้าลงบนพื้นตรงหน้า
สองสามีภรรยาเบิกตากว้างมองหน้ากัน ก่อนจะหันมามองพืชวิญญาณใน
ตะกร้าแบกหลัง
หลัวหรูพิจารณาอยู่ไม่นานก็กล่าวยืนยันออกมา
“เป็นดอกแต้มสีชาดคู่จริง ยังมีถึงสองต้น น้องเยว่เจ้าพบโชควาสนาแล้ว!!”
น้ำเสียงดีใจไร้ความอิจฉาริษยา ทั้งใบหน้ายิ้มแย้มยินดีไปพร้อมกับนางของคน
ทั้งสองทำเยว่ฉีอดรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมาไม่ได้ หลัวหรู และเฟิงซิ่ว แม้จะรู้จักกัน
ไม่นานทว่าทั้งสองกับหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้อยู่หลายครั้ง ทั้งยังปฏิบัติ
ต่อนางเช่นน้องสาว การกระทำเช่นนี้ทำเยว่ฉีอดนึกไปไม่ได้ว่า หากนางมีพี่สาว
พี่ชายคงให้ความรู้สึกไม่ต่างจากตอนนี้
“พี่หลัวข้าอ่านเจอมาว่า ดอกแต้มสีชาดคู่เป็นพืชวิญญาณระดับสาม หาใช่
พืชวิญญาณระดับสูงแล้วเหตุใดพี่ถึงได้บอกว่าข้าพบโชควาสนา”
“แม้จะไม่ใช่พืชวิญญาณระดับสูง ทว่าก็สูงกว่าพืชวิญญาณระดับหนึ่งและ
สอง ดอกแต้มสีชาดคู่ที่เป็นพืชวิญญาณระดับสามมีความพิเศษอยู่อย่างหนี่ง
คือเป็นหนึ่งในพืชวิญญาณที่ใช้ในการหลอมโอสถทะลวงระดับ ผู้ฝึกปราณที่ติด
อยู่ขั้นสองไม่อาจขึ้นไปขั้นสามได้มักใช้โอสถทะลวงระดับเข้าช่วย ตอนนี้เจ้า
เข้าใจในสิ่งที่ข้าจะสื่อหรือไม่?”
ตอนที่ 9.2 สะดุดก้อนหิน
เยว่ฉีพยักหน้าเข้าใจ ต้องบอกให้ทราบเอาไว้ก่อนว่าผู้ฝึกปราณแต่ละคนใช่
ว่าใช้ความพยายามเพียงอย่างเดียวแล้วจะสามารถฝึกฝนจนเก่งกาจกันทุกคน
นอกจากคนที่มีทรัพย์สมบัติมหาศาลแล้วต้องเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในระดับไม่
แย่ เพราะทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกปราณนั้นราคาไม่ถูก อีกทั้งในดินแดนเฟย
ฮ่าวฐานะของผู้ฝึกปราณระดับสามไม่ถือว่าแย่ เรียกได้ว่าดีกว่าผู้ฝึกปราณ
ระดับหนึ่งและสองซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป อีกทั้งผู้ฝึกปราณระดับสามยังมีจำนวน
น้อยกว่าสองระดับแรกถึงห้าส่วน และหากผ่านระดับสามขึ้นไประดับสี่ก็เรียก
ได้ว่าเก่งกาจมีหน้ามีตา ส่วนระดับห้าขึ้นไปหากไม่ใช่คนในตระกูลใหญ่ก็มักจะ
ถูกครอบครัวมีฐานะซื้อตัวไปในราคาสูง หรือไม่ก็ตั้งกลุ่มเป็นของตนเอง
ทว่าถึงแม้ระดับสามจะพูดออกไปได้ว่าไม่แย่ แต่เมื่อเทียบกับตระกูลใหญ่
แล้วผู้ฝึกปราณที่ไม่สามารถก้าวข้ามขั้นสามขึ้นไปได้ไม่มีค่าให้พวกเขาชายตา
มอง
ดินแดนเฟยฮ่าว มีผู้ฝึกปราณที่เก่งกาจที่สุดอยู่ที่ฝึกปราณขั้นเก้า ไม่ใช่ว่า
เขาไม่ต้องการพัฒนาตนเองให้เก่งกาจไปมากกว่านี้ ทว่าด้วยทรัพยากรที่มี
จำกัดทำให้ความเร็วในการฝึกปราณช้าลง
ยิ่งระดับสูงความต้องการในทรัพยากรจะยิ่งมากขึ้นและยังหมายถึงเงินที่
ต้องใช้จ่ายออกไป
หากต้องการไปให้สูงกว่าต้องเดินทางไปยังดินแดนที่สูงกว่า ทว่าจะสามารถ
ผ่านเข้าไปได้หรือไม่ ก็ต้องดูที่ความสามารถของคนคนนั้น
ที่เยว่ฉีไม่ทราบเพราะในหนังสือที่ผู้อาวุโสให้มามีเพียงภาพและคำอธิบาย
ลักษณะ รวมไปถึงระดับของพืชวิญญาณ ไม่ได้กล่าวถึงการนำไปใช้
สองสามีภรรยามึนงงอยู่บ้างว่าเหตุใดเยว่ฉีถึงได้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับพืช
วิญญาณมากถึงเพียงนี้ แต่ไม่นานก็สลัดความคิดนั้นไป โลกนี้ช่างกว้างใหญ่นัก
บางทีคนบางคนก็ใช่จะต้องรู้ไปเสียทุกเรื่อง
“พี่หลัวพืชวิญญาณต้นนี้ขายได้เท่าใด”
“ราคาเริ่มต้นอยู่ที่สองตำลึงสูงสุดที่สี่ตำลึงขึ้นอยู่กับคุณภาพว่าสูงหรือต่ำ”
สี่ตำลึงเงิน !!!นางสามารถหาเงินได้ถึงสี่ตำลึงเงินในเวลาเพียงสองเค่อ
ไม่มีสิ่งใดดีไปกว่านี้อีกแล้ว
“พี่หลัวพวกท่านหาพืชวิญญาณได้หรือไม่” ทั้งสองมองหน้ากันก่อนจะส่าย
หน้า
“โชคร้ายที่ข้ากับพี่เฟิงไม่พบพืชวิญญาณ”
“เช่นนั้นข้าให้พวกท่านต้นหนึ่ง” ไม่ว่าเปล่าเยว่ฉีรีบประคองพืชวิญญาณ
ขึ้นมายื่นให้หลัวหรู
“จะได้อย่างไร !!พืชวิญญาณเป็นเจ้าหามาได้จะเอามาให้ข้าง่าย ๆ ได้เช่น
ไร” ต้องบอกก่อนว่าเงินสองตำลึงสำหรับครอบครัวชนบทถือว่าเป็นเงินไม่น้อย
เพียงพอให้พวกเขาใช้จ่ายได้นานสองเดือน แต่เมื่อเทียบกับผู้ฝึกปราณเหล่านั้น
เงินสองตำลึงเพียงพอให้ซื้อโอสถระดับหนึ่งเพียงเม็ดเดียว
ส่วนโอสถระดับสามไม่ต้องพูดถึงแค่ราคาเริ่มต้นก็อยู่ที่สี่ตำลึงไปจนถึงสิบ
ตำลึงต่อโอสถหนึ่งเม็ด
“พี่หลัวท่านรับไปเถิด ถือว่าเป็นน้ำใจของข้า พวกท่านอุตส่าห์เข้ามา
ทักทายทั้งยังช่วยเหลือสอนสั่งข้าหลายเรื่อง ให้ข้าได้ตอบแทนบ้าง” หลัวหรูมีสี
หน้าลำบากใจ หันไปมองสามีก็เห็นว่าเขาก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน
ทั้งหลัวหรูและเฟิงซิ่วหาใช่คนชอบสวยโอกาส ทั้งสองคนใช้ชีวิตอยู่ใน
หลักการที่ว่า พวกท่านไม่ข่มเหงข้า ข้าไม่ข่มเหงพวกท่าน และจะไม่เอารัดเอา
เปรียบผู้อื่น
“หากพวกท่านไม่รับเช่นนั้นข้าจะโยนทิ้ง” คำขู่ของเด็กสาวหาได้ทำให้ทั้ง
สองไม่พอใจ กลับกันคำขู่ไม่จริงเช่นนี้กลับสามารถเรียกความเอ็นดูได้อีกหลาย
ส่วน
หลังโต้เถียงกันไปมาหลายประโยคหลัวหรูก็ต้องยอมอ่อนข้อให้กับความดื้อ
รั้นของเยวาฉี ยอมรับมาอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งยังบอกกล่าวว่า คราวหลังหาก
ครอบครัวนางมอบสิ่งใดให้เยว่ฉีก็ห้ามปฏิเสธ
เพื่อความสนิทสนมเพิ่มมากขึ้นเยว่ฉีจึงตอบตกลง หากทั้งสองคนทำดีกับ
นาง นางก็จะทำดีต่อทั้งคู่เช่นเดียวกัน
ถือว่าช่วยเหลือกันและกัน
เมื่อเวลาล่วงเลยไปนานจนถึงยามอู่ (11.00 – 13.00 น.) ทั้งสามคนก็หารือ
กันและตกลงว่าจะลงจากเขา ผลประกอบการวันนี้เรียกได้ว่าดีไม่น้อย ปกติ
แล้วครอบครัวเฟิงมักจะพบเพียงพืชวิญญาณระดับหนึ่งที่ขายได้ราคาไม่ถึงหนึ่ง
ตำลึงเพราะคุณภาพต่ำ น้อยครั้งจะพบพืชวิญญาณระดับสอง ส่วนระดับสามไม่
ต้องพูดถึง ทั้งคู่ไม่เคยแม้แต่จะได้เห็นหน้าคร่าตา ทว่าวันนี้หญิงสาวผู้ไม่เคยขึ้น
เขามาก่อนกลับโชคดีพบเจอพืชวิญญาณระดับสาม
หากไม่บอกว่าดีแล้วจะเรียกว่าออะไร
ทั้งสามคนยังคงพูดคุยกันสนุกสนาน ระหว่างเดินลงจากเขาหลัวหรู
ตัดสินใจเล่าถึงอันตรายบนภูเขาให้เยว่ฉีฟัง เพราะพอจะรู้แล้วว่าความรู้
เกี่ยวกับอันตรายบนภูเขาของเด็กสาวมีน้อยมาก
หลังเยว่ฉีได้ฟังสิ่งที่หลัวหรูกล่าวก็อดรู้สึกสั่นสะท้านไม่ได้ โชคดีที่นางไม่พบ
เจออันตรายใด ๆ
บางทีที่นางเดินลึกเข้าไปในป่าแล้วยังไม่พบเจออันตราย ผู้อาวุโสหมิง
อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ก็เป็นเพราะความโชคดีของนางเอง
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดเยว่ฉีก็โล่งใจที่ไม่พบเจอ
ในระหว่างที่ทั้งสามคนพูดคุยกันอยู่นั้นเยว่ฉีพลันสะดุดอะไรบางอย่างหน้า
ทิ่ม ยังดีที่เฟิงซิ่วซึ่งเป็นผู้ฝึกปราณขั้นสองยื่นมือออกมาช่วยเอาไว้ได้ทัน ทำให้
หน้าหญิงสาวไม่ต้องล้มลงไปแนบกับพื้น
“ขอบใจพี่เฟิงมาก” เฟิงซิ่วพยักหน้าปล่อยมือนางทันที ส่วนหลัวหรูที่ยืน
อยู่ข้างกันรีบเอ่ยถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
“น้องเยว่เป็นอันใดมากหรือไม่ บาดเจ็บที่ใดบ้าง”
เยว่ฉีพูดกลั้วหัวเราะ “พี่หลัวข้าไม่เป็นอะไร ต้องขอบคุณพี่เฟิงมิเช่นนั้น
หน้าข้าคงลงไปจูบกับพื้นแล้ว”
เสียงพูดกลั้วหัวเราะช่วยคลายความเป็นห่วงของนาง
“ไม่เป็นอันใดก็ดีแล้วคราวหลังก็เดินให้ระวัง”
“ขอบใจพี่หลัวที่เป็นห่วง” เยว่ฉีกล่าวขอบคุณก่อนจะก้มลงไปหยิบก้อนหิน
ขึ้นมาถือ ตอนที่ขาสัมผัสก้อนหินนางคล้ายสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เป็น
อาการคล้ายกับถูกบางสิ่งดึงดูดให้เข้าใกล้ อดไม่ได้จนต้องหยิบขึ้นมาสัมผัสดูอีก
ครั้ง
จังหวะที่ก้อนหินเข้าสู่อ้อมกอด ประกายอบอุ่นพลันกระจายไปทั่วทั้งร่าง
เยว่ฉีก้มหน้ามองขมวดคิ้วสงสัย ก่อนจะถือหินก้อนนี้กลับบ้านไปพร้อมกัน
หลัวหรูและเฟิงซิ่วสงสัยในการกระทำ เยว่ฉีที่สังเกตเห็นจึงกล่าวอธิบาย
“พี่หลัว พี่เฟิง ข้าจะนำหินก้อนนี้ไปประดับบ้าน ในเมื่อพบเจอกันแล้วก็ถือ
ว่าเป็นโชควาสนา” คำพูดยิ้ม ๆ ของหญิงสาวเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากคนทั้งสอง
แม้จะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ทว่าก็ยังมีความคิดเช่นเด็ก ๆ