ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - เล่ม 6 ตอนที่ 130 ความน่าสะพรึงกลัวของคาถาต้องห้าม
- Home
- ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน
- เล่ม 6 ตอนที่ 130 ความน่าสะพรึงกลัวของคาถาต้องห้าม
ความกดดันอันมหาศาล บรรยากาศเย็นยะเยือก สายลมเย็นพัดผ่าน
ใบหน้า
กลุ่มควันสีดำเริ่มขยายออกเป็นวงกว้าง ทุกที่ที่ควันสัมผัส ความมีชีวิตชีวา
จะถูกกลืนกิน เหลือไว้เพียงสภาพเหี่ยวเฉา
คนทั้งห้ากลืนน้ำลายลงคอ ขยับขาก้าวถอยหลังด้วยความยากลำบาก
บรรยากาศหนาวเย็นเสียดแทงลึกเข้าไปถึงกระดูก พลังมหาศาลที่สัมผัสได้พา
ให้เม็ดเหงื่อผุดผายตามใบหน้า
ระดับความกดดันของพลังที่ไม่อาจสัมผัสได้ ราวกับมีปราการใหญ่ยักษ์ยาก
จะหยั่งถึงปรากฏขึ้นตรงหน้า
สายตาห้าคู่จับจ้องไปยังจุดศูนย์กลาง จดจ้องกลุ่มควันไม่วางตา
นักหลอมโอสถเพียงหนึ่งเดียวแผ่ขยายพลังออกไป ตรวจสอบการ
เคลื่อนไหวภายใน
กร๊อบ แกร๊บ
เสียงคล้ายกระดูกหักดังขึ้น สิ่งที่มองเห็นผ่านพลังจิตคือของเหลวสีดำ
เหนียวหนืด ค่อย ๆ ก่อตัวรวมเป็นหนึ่งเดียว
ภาพเหตุการณ์ทุกอย่างถูกส่งไปยังคนทั้งสี่ผ่านคาถาเชื่อมต่อ
ประสานจิตเชื่อมต่อนัยน์ตา ทุกอย่างที่นางเห็นพวกเขาจะมองเห็นด้วย
เช่นเดียวกับทุกอย่างที่พวกเขามองเห็นจะถูกส่งต่อมายังนาง ก่อนจะกระจาย
ไปยังคนทั้งหมดในรัศมีที่พลังจิตส่งไปถึง
พูดง่าย ๆ ก็คือดวงตาทั้งห้าเชื่อมต่อเข้าด้วยกันแล้ว
“นะ…นั้นมันอะไรกันเนี่ย!!” เสินเทียนตื่นตระหนก ภาพตรงหน้าทำเขา
เบิกตากว้าง
สิ่งประหลาดไร้รูปร่าง ให้ความรู้สึกน่าคลื่นไส้ ทั้งยังเต็มไปด้วยบรรยากาศ
น่ากลัว ตอนนี้กำลังก่อรูปร่างกลายเป็นบุรุษผู้หนึ่ง
หลังสิ่งนั้นรวมตัวกลายเป็นรูปร่างมนุษย์ ฝ่ามือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมา
ฉับพลันทิวทัศน์รอบข้างพลันมืดสนิท ม่านพลังสีม่วงขนาดใหญ่ปกคลุม
พวกเขาไว้ภายในพื้นที่สี่ลี้
ไร้ซึ่งทางออก ไม่มีทางให้ก้าวเข้ามาได้
ไม่มีกระทั้งเวลาให้หลบหนี ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว
เจ้าสิ่งมีชีวิตน่าขยะแขยงตรงหน้า หันคอกลับมา คอถูกบิดให้หันมา
ด้านหลัง ถลึงตาจ้องมอง
“ยะ…เยว่ฉี”
น้ำเสียงเย็นยะเยือกไร้คลื่นอารมณ์ มุมปากหยักขึ้นเล็กน้อย และดวงตา
แดงก่ำจดจ้องหญิงสาว
นางสัมผัสได้ว่า เจ้าสิ่งนั้นกำลังมีความสุข
ร่างกายดำคล้ำขยับหันกลับมา รอยยิ้มเล็กน้อยยังคงประดับที่มุมปาก
“ยะ…เยว่ฉี” อีกฝ่ายเอ่ยเรียกน้ำเสียงขาดหาย ทุกครั้งที่ขยับตัวจะได้ยิน
เสียงกระดูกร้าว เคลื่อนไหวกึกกัก ไม่เหมือนการเคลื่อนไหวของมนุษย์
“อึก” เสินเทียนกลืนน้ำลายลงคอ ใบหน้านี้…
“หมิงเทียนหยาง?” หญิงสาวเอ่ย ใบหน้าแสนคุ้นเคยที่เห็นเมื่อไม่กี่เฟิน
ปรากฏขึ้นอีกครั้งพร้อมปราณสีดำปกคลุมร่างกาย
“ยะ…เยว่ฉี มา ด้วย กัน” น้ำเสียงเย็นยะเยือกน่าขนลุก
เสียงเย็นแทงทะลุเข้าไปถึงกระดูกพาให้เส้นขนทั่วร่างตั้งตรง
สิ่งนี้ไม่ใช่มนุษย์ ไร้ซึ่งลมหายใจ ไร้คลื่นอารมณ์ ไม่ได้ยินกระทั่งเสียงหัว
ใจเต้น
“ภรรยา” หานลั่วอี้ปรากฏขึ้นข้างกาย เยว่ฉีหันไปพยักหน้าให้เขา
“ลั่วอี้ไม่ต้องกังวล แค่ทำทุกอย่างให้เต็มที่” แม้จะพูดออกไปด้วยความ
มั่นใจ ทว่าในใจกลับหวั่นวิตก
แรงกดดันจากอีกฝ่ายมีมากเกินไป
“เยว่ฉี” สิ้นสุดเสียง หมิงเทียนหยางพลันปรากฏขึ้นตรงหน้า การ
เคลื่อนไหวแสนรวดเร็วเพียงชั่วพริบตาทำทั้งสองคนชะงักไปชั่วขณะ
ทว่าในจังหวะที่ฝ่ามือกำลังจะบีบเข้าที่คอ เยว่ฉีได้ตวัดดาบเพลิงขึ้นตัดมือ
อีกฝ่ายแล้วกระโดดถอยหลังออกมาสองจั้ง
มือที่ถูกตัดขาดทั้งที่ควรจะหล่นหลงพื้นกลับห้อยอยู่กลางอากาศ ไร้เลือด
สาดกระเซ็นมีเพียงเส้นสายสีดำยึดมือกับแขนเอาไว้ด้วยกัน
สายสีดำเหนียวหนืดเคลื่อนไหว ดึงมือข้างนั้นให้กลับขึ้นมาเชื่อมติดกับแขน
ใหม่อีกครั้ง
ตลอดระยะเวลาหมิงเทียนหยางก้มมองมือของตนด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
หลังมือเชื่อมต่อกัน อีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นมอง
“เยว่ฉี ใจ ร้าย” น้ำเสียงตัดพ้อ ทว่าใบหน้าเขากลับแย้มยิ้ม
“ใจร้ายมาก” กล่าวจบพร้อมระเบิดพลังออกมา
พลังปราณของสิ่งมีชีวิตปริศนากระแทกเข้ากับร่างกายคนทั้งหมด ส่งผลให้
พวกเขากระเด็นออกไปไกลหลายสิบจั้ง
เยว่ฉีรีบเรียกเจ้าเสือของตนออกมาพร้อมดึงแขนสามีขึ้นมานั่งบนสัตว์อสูร
ด้วยกัน
ส่วนคนที่เหลือหลังหลบหลีกการโจมตีได้แล้วก็กระจายกันล้อมกรอบหมิง
เทียนหยาง
สิ่งมีชีวิตไร้หัวใจหมุนศีรษะมองคนทั้งหมด แล้วหัวเราะลั่น
“ฮ่า ฮ่า เยว่ฉี คนรัก มาก ตาย” คำพูดพึมพำและยึดติดยังคงถูกส่งออกมา
เรื่อย ๆ สายตาหมิงเทียนหยางจดจ้องที่เยว่ฉีเป็นพิเศษ
หานลั่วอี้ก้าวลงจากหลังสัตว์อสูร ยืนอยู่ข้างกายในมือปรากฏดาบวายุเล่ม
หนึ่งสายตาแน่วแน่
ทุกคนเตรียมพร้อมสำหรับต่อสู้แล้ว
คนทั้งห้าพยักหน้าให้กัน แล้วการต่อสู้ก็ต้นขึ้น
บอลเพลิงปรากฏขึ้นเหนือศีรษะเสินเทียนและเยว่ฉี
สองผู้ฝึกปราณขั้นเทพทำตัวเป็นแนวหน้าเข้าปะทะกลุ่มก้อนความชั่วร้าย
ดาบเพลิงและดาบวายุตวัดขึ้นฟาดฟันลงไปสุดแรง พลังทั้งสองปะทะเข้ากับ
ม่านพลังที่ศัตรูสร้างขึ้นมาปัดป้อง การโจมตีครั้งแรกนั้นไร้ผล พวกเขาจึงซัด
พลังเข้าใส่อีกครั้งและอีกครั้ง
และไม่นานม่านพลังก็แตกละเอียด ทั้งสองคนใช้จังหวะที่ม่านป้องกันแตก
ละเอียดพุ่งตัวเข้าหาเป้าหมาย ทว่าแส้สีดำกลับพุ่งออกมาจากร่างกายอีกฝ่าย
พุ่งเข้าใส่ทั้งสองคน
บริเวณจุดบอดของสายตาแนวหน้าทั้งสองยังมีสายตาอีกสามคู่ช่วยมอง
หมิงเทียนหยางและหานลั่วอี้จึงสามารถกระโดดหลบการโจมตีนั้นได้
ถึงกระนั้นด้วยความเร็วและระยะทางที่ใกล้แค่เอื้อม ทำให้เส้นแส้สีดำบาด
เข้าไปถึงเนื้อใต้อาภรณ์ เกิดเป็นรอยแผลม่วงคล้ำ
“ท่านพี่ ลั่วอี้!!!” นักหลอมโอสถเพียงคนเดียวตะโกนลั่น สั่งการให้เจ้าเสือ
วิ่งไปทางคนทั้งคู่ ระหว่างวิ่งไปหาก็ปล่อยบอลเพลิงเข้าใส่หมิงเทียนหยาง
เยว่ฉีควักขวดหยกออกมาโยนให้พวกเขา ในนั้นบรรจุโอสถรักษาสภาพ
ผิดปกติทุกอย่างระดับสูงเอาไว้ และยังมีโอสถฟื้นฟูลมปราณ รวมไปถึงน้ำแห่ง
ชีวิต
นางโยนให้ทั้งสองคน จากนั้นหันไปโยนให้เสินเทียนและหวานเว่ย
ทุกคนมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่ทั้งหมดห้าขวด
“กลืนโอสถรักษาสภาพผิดปกติเข้าไป มันจะช่วยรักษาอาการติดพิษ หรือ
อาการอื่น ๆ ที่ทำให้ร่างกายหยุดชะงัก” นางเอ่ยสั่งการ พร้อมหยิบโอสถใส่
ปากตนและสัตว์อสูร
เจ้าเสืออ้าปากกลืนโอสถเข้าไป
เสือเขี้ยวดาบจ้องศัตรูด้วยดวงตาวาวโรจน์ แม้ความสามารถของมันจะน้อย
กว่าศัตรูแต่ก็ไม่ได้ทำให้มันหวาดกลัว
เสียงร้องคำรามถูกส่งออกมาจากปากกว้างซึ่งเต็มไปด้วยเขี้ยวคมกริบ หมิง
เทียนหยางถูกพลังไม่ทราบที่มากดทับทำให้เคลื่อนไหวช้าลง ก่อนจะขยับมือ
สลายคาถาของเจ้าเสือ
กลุ่มควันซึ่งเกิดจากการซัดพลังเข้าใส่ถูกปัดทิ้งไป หมิงเทียนหยางยังคงยิ้ม
มองมาทางเยว่ฉี
“เยว่ฉี สนุก ไป ด้วย กัน” คำพูดช้า ๆ เอื้อนเอ่ยออกมาจากปาก ทุกครั้งที่
ปากนั้นขยับจะมองเห็นเมือกเหนียวหนืดยึดปากบนล้างเอาไว้
หมิงเทียนหยางไม่สนใจคนอื่น เขามุ่งมั่นเพียงจะจัดการหญิงสาวเท่านั้น
ร่างกายถูกเปลี่ยนเป็นน้ำข้นเหนียวทิ้งตัวลงพื้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเข้าหา
เป้าหมาย
เจ้าเสือมองเห็น ทุกคนต่างมองเห็น พวกเขาปล่อยพลังออกไปซัดของเหลว
สีดำบนพื้น ทว่าเจ้าสิ่งนั้นกลับสามารถยืดหดตัวของมันหลบหลีกการโจมตีได้
ทั้งหมด จนเข้าใกล้นาง ซึ่งยืนอยู่ข้างกายสามี
หานลั่วอี้เคลื่อนตัวขึ้นไปด้านหน้า ทว่าเยว่ฉีกลับเร็วกว่านางสั่งการเจ้าเสือ
ให้ก้าวออกไปรับการจู่โจมพร้อมปลดปล่อยพลังออกมา
สายฟ้าฟาดสีเงินถูกสาดลงมาจากด้านบน ทันทีที่ประกายสายฟ้าฟาดเสียด
สีผิวเหนียวหนืดเสียงกรีดร้องพลันปรากฏขึ้น
เสียงแหลมเสียดแก้วหูทำเอาคนทั้งหมดมึนงง
หญิงสาวใช้โอกาสที่ศัตรูหยุดชะงักสร้างม่านพลังขึ้นมากักขังมันไว้ด้านใน
เจ้าสิ่งนั้นเคลื่อนไหวกระทุ้งม่านพลัง ต้องการจะหนีออกมา ทำอย่างนั้นอยู่
ไม่กี่ครั้งก็สามารถพังม่านพลังออกมาได้ ก่อนจะหล่นแหมะลงบนพื้น
มันขยับถอยหลังไปหลายจั้งหลังถูกสายฟ้าทำให้เจ็บปวด เกิดเป็นควันเผา
ไหม้ขึ้นบนผิวน้ำเหนียวหนืดหลายจุด
แล้วเจ้าสิ่งนั้นก็ก่อตัวขึ้นเป็นร่างมนุษย์อีกครั้ง
“ตอนนี้แหละ!!!” หญิงสาวสั่งการ ทุกคนหลุดจากการอาการมึนงงแล้ว
วิชาคาถาที่ได้เตรียมไว้ถูกซัดออกไป
พายุหมุนลูกเล็กถูกซัดออกไปพร้อมบอลไฟของหมิงเทียนหลิน
หวานเว่ยใช้คาถาทำให้พื้นที่ใต้ตัวศัตรูยุบลงไปกว่าสองจั้ง และเมื่อคาถาไฟ
และวายุของสองผู้แข็งแกร่งรวมเข้าด้วยกัน สายลมรุนแรงได้กระพือให้เพลิงลุก
โชติช่วงกลายเป็นวายุเพลิงขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่เป้าหมาย
“กรรรรร” เสียงร้องน่าหวาดกลัวดังออกมาจากพื้นยุบตัว
เยว่ฉีสั่งการให้เจ้าเสือปล่อยสายฟ้าลงไปในหลุม ส่งผลให้เสียงกรีดร้องดัง
ออกมามากขึ้นกว่าเดิม
และเมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไป พวกเขาได้เห็นว่าเมือกเหนียวหนืดนั้นแตก
กระจายกระเซ็นไปแปะตามจุดต่าง ๆ
สักพักก็ได้ยินเสียงคล้ายหัวใจเต้น
เจ้าสิ่งสีดำนั้นเคลื่อนตัวเข้าหากันแล้วกลายร่างเป็นหมิงเทียนหยางเช่นเดิม
ทว่าครั้งนี้บรรยากาศรอบกายกลับกดดันและน่าหวาดกลัวมากกว่าเดิม
คาถาต้องห้ามสมบูรณ์แล้ว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า อ่า กลิ่นนี้ ความรู้สึกนี้!!” ดวงตาแดงก่ำจดจ้องมองมา ก่อน
หลุบตาใช้ปลายเล็บแหลมคมกรีดแขนให้เกิดรอยแผล เมื่อแผลนั้นสมานเข้า
ด้วยกัน เจ้าสิ่งมีชีวิตตรงหน้าจึงเอ่ยขึ้น
“ใช่แล้ว ความรู้สึก กายมนุษย์ ในที่สุดก็สมบูรณ์” กล่าวจบพร้อมสูดจมูก
ฟุดฟิด หันขวับมาทางเยว่ฉี
“กลิ่นนักหลอมโอสถ กลิ่นความมีชีวิตชีวา” น้ำเสียงตื่นเต้นยินดีถูกเปล่ง
ออกมาจากปาก หมิงเทียนหลินสีหน้าเคร่งเครียด
“ทุกคนถอย!!!” แล้วทุกคนก็หันหลังกลับ รีบถอยห่างจากอสูรร้ายตนนั้น
ความไม่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มหายไปแล้ว ในที่สุดร่างกายตรงหน้าก็มีสิ่งที่
เรียกว่า แก่นกำเนิดพลัง
คาถาต้องห้ามได้เข้าครอบครองร่างกายหมิงเทียนหยางจนสมบูรณ์ ต่อจาก
นี้นอกจากจะสามารถล้มเจ้าสิ่งนั้นได้ เยว่ฉีจะไม่มีทางปลอดภัย
มันจะคอยตามล่าเป้าหมายตามความต้องการสุดท้ายของเจ้าของคาถา
เมื่อสำเร็จคาถามันจะไร้ซึ่งสิ่งผูกมัดและร่างกายนั้นจะตกเป็นของมันอย่าง
แท้จริง