ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 302 นับว่าโชคดียิ่งนัก
บทที่ 302 นับว่าโชคดียิ่งนัก
……………
ครั้งนี้เดินทางมาถึงป่าต้นชิงถงแห่งเย่ว์โจว แม้จะต้องฝ่าฟันระยะทางนับพันลี้ ใช้เวลายาวนาน ล้วนเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทว่าก็เพียงเพื่อได้เห็นนกศักดิ์สิทธิ์ตัวนั้นสักครั้งเท่านั้น
บัดนี้ได้พบแล้ว ก็เป็นอันสมหวัง
แม้มิได้เอ่ยวาจากับมัน มิได้จากมันมาแม้เพียงสิ่งใดที่จับต้องได้ แต่ซ่งโหยวก็ได้รับสิ่งที่ตนปรารถนาแล้ว
หากครั้งหน้า ยังมีผู้ใดถามตนเหมือนแม่นางสามสี ว่านกศักดิ์สิทธิ์ในป่าชิงถงทางเหนือเย่ว์โจวมีลักษณะเช่นไร ซ่งโหยวก็ย่อมเอ่ยตอบบรรยายรูปลักษณ์อันสง่างามของมันให้ผู้อื่นฟังได้
เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังรู้สึกปลอดโปร่งใจขึ้นด้วย
ดังนั้นจึงเดินต่อไปทางทิศตะวันออก
เย่ว์โจวนั้นทอดยาวจากตะวันออกจรดตะวันตกกว่าพันลี้ แต่เมื่อครั้งเดินทางเข้าป่าชิงถง เขาก็เดินมาจากทิศตะวันตกแล้วหลายร้อยลี้ อีกทั้งว่ากันว่าป่าชิงถงแห่งนี้ก็ทอดตัวยาวจากตะวันออกไปตะวันตกหลายร้อยลี้เช่นกัน หากเดินทะลุออกไปได้ กว่าจะก้าวพ้นเย่ว์โจวขู่จ้าวโจวก็ไม่น่าจะไกลนักที่ พอดีกับที่ภูเขาเทียนจู้ก็อยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น
ไม่นานนัก ท้องฟ้าก็สว่างขึ้น
เดิมทีคิดว่าฟ้าจะยังคงแจ่มกระจ่าง ปราศจากหมอกพิษบดบัง แต่พอรุ่งสางกลับมีลมไม่รู้พัดมาจากที่ใด หอบเอาหมอกพิษเข้ามาอีกครั้ง
ทั่วทั้งป่าชิงถงพลันกลับไปสู่สภาพก่อนคืนวาน
ต้นไม้โบราณใหญ่โตสูงชะลูดตรงขึ้นสู่ฟ้า รอบด้านหมอกพิษหนาทึบเงียบสงัดยิ่งนัก มีเพียงเสียงนกแว่วมา ทั้งกังวานและว่างเปล่า ไม่รู้ดังมาจากทิศใด ทุกสิ่งล้วนเต็มไปด้วยความลี้ลับ
ผู้คนเดินอยู่ท่ามกลางนั้น เล็กจ้อยและเดียวดายราวกับมด มักรู้สึกราวกับมีอสูรกายโบราณซ่อนตัวอยู่ในหมอกพิษ คอยแยกเขี้ยวหมายจะฉีกกิน หากจิตใจมิแข็งแกร่ง ถึงแม้ก้าวพ้นหมอกพิษไปได้ ก็มิอาจก้าวข้ามด่านในใจของตนเอง
แม่นางสามสีมีนิสัยระแวดระวัง มักเชิดหน้าขึ้นสูง จับจ้องไปยังส่วนลึกของหมอกพิษ บางครั้งก็เงยขึ้นมองลำต้นชิงถงสูงตระหง่านข้างกาย
ความแจ่มกระจ่างของค่ำคืนก่อน ดูประหนึ่งเป็นเพียงความฝันชั่วข้ามคืนเท่านั้น
หิมะหนาปกคลุมพื้นดินอย่างรวดเร็ว เดิมทีก็มัวหม่นอยู่แล้ว ทว่าบัดนี้ทุกสิ่งพลันกลายเป็นขาวโพลน หากไร้นกนางแอ่นเกาะนำทาง เกรงว่าคงยากจะแยกทิศทางออก
เช่นนี้จึงเดินทางต่อมาอีกถึงสามวัน
เผลออีกทีก็ล่วงเลยเข้าสู่ยามโพล้เพล้
พรึ่บ…
นกนางแอ่นโผบินลงมาจากท้องฟ้า ตบปีกแรงๆ ก่อนลงเกาะบนหลังม้าอย่างแม่นยำ
“ตรงไปตามทิศนี้อีกเพียงไม่กี่สิบลี้ ก็จะพ้นป่าชิงถงแล้ว”
“วันนี้คงเดินไม่พ้นหรอก”
“พรุ่งนี้เช้าเดินพ้นแน่นอน”
“ล้วนเป็นเพราะเจ้านำทาง ขอบคุณมาก”
ซ่งโหยวจึงเอ่ยขอบคุณนกนางแอ่น
ตรงนั้นมีต้นชิงถงใหญ่ต้นหนึ่ง พื้นเบื้องล่างราบเรียบ ปราศจากวัชพืช บางทีเพราะบังลมเหนือไว้ได้ดี พื้นหิมะจึงบางกว่าที่อื่น
ซ่งโหยวเป่าลมหายใจลงบนพื้น หิมะก็ฟุ้งกระจายออก เผยพื้นราบด้านล่างออกมา
เขาลูบแผงคอเจ้าม้าแดง กล่าวถ้อยคำปลอบประโลม จากนั้นจึงปลดสัมภาระลงวางพิงลำต้นชิงถงใหญ่ แล้วหยิบเอาผ้าสักหลาดและผ้าขนสัตว์ปูบนพื้น เพียงเท่านี้ก็กลายเป็นที่พักสำหรับค่ำคืนนี้
แม่นางสามสีแปลงร่างกลับเป็นร่างเด็กหญิง รีบวิ่งออกไปเก็บฟืนด้วยท่าทีระแวดระวัง แม้เพียงออกไปเก็บฟืน นางก็ต้องถือธงและอัญเชิญเทพแห่งขุนเขาไปคุ้มกันตามเคย ถึงกระนั้นก็ยังไม่กล้าไปไหนไกล
นกนางแอ่นบินวนอยู่บนฟ้า บอกตำแหน่งที่มีฟืนมากให้นาง
ไม่นานกองไฟก็ลุกโชน
ซ่งโหยวนั่งลงบนผ้าขนสัตว์ สะบัดหิมะที่เกาะตามร่าง รอบข้างด้านหนึ่งคือชิงถงใหญ่โตเทียมเรือนที่ ปกป้องเขาจากลมหนาวเหน็บได้พอควร อีกด้านหนึ่งคือกองไฟที่แม่นางสามสีจุด สะเก็ดไฟแตก ความอบอุ่นแผ่ซ่านจนอุ่นตาม แม้ไม่มีหลังคาคลุม แต่กลับรู้สึกอุ่นใจ
ซ่งโหยวโกยหิมะใส่ลงหม้อเล็กจนเต็ม แล้วนำไปวางบนกองไฟ รอให้ความร้อนค่อยๆ หลอมละลายมัน
ทันใดนั้น เด็กหญิงที่กำลังใส่ฟืนลงกองไฟกลับสะดุ้งหันขวับไปอีกด้าน สีหน้าขึงขัง ดวงตาไม่กะพริบ
ยามโพล้เพล้แสงมัวหม่น หมอกพิษหนาทึบ มองไม่ถนัดนัก
เด็กหญิงยังคงเพ่งมองไม่ละสายตา มือกลับยังคงขยับ ใส่ฟืนลงในกองไฟอย่างเป็นจังหวะ จัดวางให้เรียบร้อย จากนั้นจึงชักมือออกมาแผ่วเบา แล้วแอบล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ครั้นดึงออกมาก็มีธงสามเหลี่ยมผืนเล็กอยู่ในมือ
“แม่นางสามสี อย่ากังวลไปเลย”
ซ่งโหยวกดมือลงกับมือเล็กๆ ของนาง พลางกล่าวช้าๆ
“มันหาได้มีเจตนาร้าย”
“หืม…”
เด็กหญิงหันมาจ้องเขาอย่างงุนงง เอ่ยว่า “เป็นแพะภูเขา”
“เป็นกวางต่างหาก”
“กวาง!”
“ใช่แล้ว”
“กินได้ด้วยน่ะสิ”
“แต่มันเป็นภูต”
“ภูตหรือ……”
แม่นางสามสีจึงเผยสีหน้าเสียดายออกมา
ต้นชิงถงใหญ่โตดั่งเช่นในตำนาน ป่าลึกหมอกหนา กวางน้อยยืนนิ่งอยู่ห่างไกล แม้เงาเลือนราง แต่ดวงตากลับจับจ้องมายังพวกเขาไม่วาง
“มันจ้องเราอยู่!”
“อืม ใช่แล้ว”
ซ่งโหยววางหม้อไว้แล้วลุกขึ้น โดยหันไปกำชับนกนางแอ่นบนหลังม้า
“รบกวนเจ้าช่วยอยู่เฝ้าม้ากับกองไฟ ข้ากับแม่นางสามสีจะไปดูว่ามันต้องการสิ่งใด”
“หมาป่า จงออกมา!”
เด็กหญิงสะบัดธงในมือ
พรึ่บ…
ทันใดนั้นควันดำสิบกว่าสายพลันพวยพุ่งออกจากธง เมื่อตกลงสู่พื้นก็กลายร่างเป็นหมาป่าทุ่งหญ้าตัวใหญ่กำยำ
บัดนี้พวกมันคุ้นเคยกับนายใหม่เป็นอย่างดี ประหนึ่งมีใจตรงกัน เพียงปรากฏกาย ก็พร้อมหันขวับตามสายตาของเด็กหญิง พอเห็นนางจับจ้องไปเบื้องหน้า พวกมันก็หันหน้าไปยังทิศที่มีกวางปรากฏอยู่ทัอย่างพร้อมเพรียง
เด็กหญิงชูมือซ้าย ชี้ไปทั้งสองทาง พลางโบกธงในมือขวา ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาและชัดเจน
“อย่าไปกัดนะ”
ฝูงหมาป่าพลันแยกตัวออกเป็นสองฝั่ง เคลื่อนไหวอย่างมีระเบียบวินัยนัก
“แม่นางสามสีเก่งกาจจริงๆ”
ในแดนแปลกถิ่น พบแขกผู้ไม่คุ้นเคย ความระวังของแม่นางสามสีย่อมควรแก่การชื่นชม ซ่งโหยวจึงมิได้ตำหนิว่าเป็นการเสียมารยาท กลับชมออกมา ก่อนจะก้าวต่อไป มุ่งหน้าไปหาเจ้ากวางตรงหน้า
เมื่อกวางตัวนั้นเห็นฝูงหมาป่า ก็เหมือนจะหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่หาได้วิ่งหนีไปไม่ หากยังคงยืนนิ่งรอซ่งโหยวอยู่ตรงนั้น
จนเมื่อเขาและเด็กหญิงเดินเข้าไปใกล้สักหน่อย มันจึงเริ่มออกเดิน แต่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็หยุดลง แล้วหันกลับมาแลซ่งโหยว มองรอบด้านครั้งแล้วครั้งเล่า แม้มีตบะแล้ว แต่กฎแห่งฟ้าดินที่สรรพสิ่งย่อมมีศัตรูโดยธรรมชาติ หาใช่สิ่งจะเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย สำหรับภูตกวางที่ยังมิได้มีพลังสูงส่งนัก ฝูงหมาป่าก็ยังคงเป็นภัยคุกคาม หมาป่าที่ซ่อนอยู่กลางหมอกก็ยิ่งสร้างความกดดันให้มัน
“เราควรขวางมันไว้หรือไม่”
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นถามพรตหนุ่ม
“แม่นางสามสี เจ้าดูไม่ออกหรือว่ามันต้องการสิ่งใด” นักพรตหนุ่มก้มลงสบตานาง กล่าวเสียงสงบนิ่ง “มันแค่อยากนำทางพวกเราไปยังที่แห่งหนึ่งเท่านั้น”
“เช่นนั้นเราจะทำอย่างไร”
“ก็ตามมันไปก็พอ”
กวางยังคงรักษาระยะห่างไม่ใกล้ไม่ไกล จากนั้นเดินนำไปเป็นเวลาราวหนึ่งก้านธูป ก่อนที่มันจะหันไปเหลียวมองทางหนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็วิ่งหายไป
กวางน้อยคล่องแคล่วว่องไว เพียงพริบตาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
“หือ!”
เด็กหญิงรีบหันไปมองพรตหนุ่ม
“ไปดูกันเถิด”
นักพรตหนุ่มจึงนำเด็กหญิงเดินไปยังที่ที่กวางเคยยืนอยู่ ตามทิศที่มันเหลียวมอง
ใต้ต้นชิงถงใหญ่ กลับมีคนผู้หนึ่งนอนอยู่
ชายวัยกลางคนกำลังนอนหลับโดยห่มผ้าหนา ใบหน้ามีฝีหนอง ริมฝีปากพุพอง สวมเสื้อผ้าขาดวิ่น ขดร่างแน่นิ่งอยู่กับพื้น ร่างกายเต็มไปด้วยขนกวาง
“…”
นักพรตหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจได้ รีบก้าวไปตรวจดู
เด็กหญิงเองก็มิได้โง่งม ครั้นเห็นเช่นนั้นก็โบกเรียกหมาป่ากลับ
“เขาตายแล้วหรือยัง”
“เพียงแค่หมดสติไปเท่านั้น”
“เพราะหนาวเกินไปหรือ”
“ก็เป็นไปได้”
นักพรตหนุ่มเอ่ยพลางก้มตัว เป่าลมหายใจออกไป
“ฟู่…”
ลมหายใจลอยวนไม่สลาย แล้วไหลซึมเข้าสู่ปากจมูกของชายผู้นั้น
“แค่ก แค่ก…”
สายตาพร่ามัวมองไปเบื้องหน้า เห็นนักพรตหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ รูปโฉมสุภาพอ่อนโยน สีหน้าเรียบนิ่ง กำลังจ้องมองเขาอย่างสงบ ถัดลงมามีเด็กหญิงร่างเล็กยืนอยู่ข้างๆ ดวงตากลมโตฉายแววใคร่รู้ ดูสดใสยิ่งนัก
สายตาเลื่อนลอยไปไกล
เบื้องหลังพรตหนุ่มและเด็กหญิงมีหมาป่าร่างใหญ่กำยำฝูงหนึ่งล้อมเขาไว้ แต่ละตัวต่างกำลังจ้องเขม็งมายังตน
“อ๊ากก!”
ชายผู้นั้นตะโกนลั่นด้วยความหวาดกลัว รีบถอยกรูดไปด้านหลัง
“ไม่ต้องกลัว”
นักพรตหนุ่มหันไปมองเด็กหญิงแวบหนึ่ง
เด็กหญิงเข้าใจทันที จึงโบกธงในมือ
ฝูงหมาป่าแปรเปลี่ยนเป็นควันดำไหลกลับเข้าสู่ธงในมือ
ชายวัยกลางคนถอยไปจนชิดลำต้นชิงถง หาได้มีทางหนีอีก ร่างของเขายังคงสั่นระริก จ้องมองทั้งสองด้วยดวงตาที่เบิกโพลง
“พวกท่าน…พวกท่านเป็นคนหรือปีศาจกันแน่”
“ข้าเป็นคน”
“ส่วนข้า ไม่บอกเจ้าหรอก~”
“ข้า…ข้าทั้งชีวิตไม่เคยทำชั่วเลย! พวกท่านอย่าทำร้ายข้าเลย!”
“ท่านเกือบหนาวตายอยู่ตรงนี้แล้ว” นักพรตหนุ่มเหลือบมองตำแหน่งที่เขานอนอยู่เมื่อครู่ พลางคลี่ยิ้มบางๆ “เรายังจำเป็นต้องทำร้ายท่านอีกหรือ”
“…”
ชายคนนั้นชะงักงันไปทันที
ความทรงจำพรั่งพรูขึ้นมา
ใช่แล้ว…
“อืม…”
ชายวัยกลางคนไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ แววตาวูบไหวเหมือนยังไม่แน่ใจว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่เป็นภาพลวงก่อนตาย หรือว่าตนได้สิ้นลมหายใจไปแล้วจริงๆ
ในขณะที่ยังสับสนอยู่นั้น ก็ได้ยินนักพรตหนุ่มเอ่ยว่า “หากท่านยังพอเดินไหว ก็ตามพวกข้ามาเถิด พวกข้ากำลังต้มน้ำร้อนอยู่พอดี”
“…”
ชายวัยกลางคนชะงักไปครู่หนึ่ง พยายามลุกขึ้น
น่าอัศจรรย์ที่ร่างกายซึ่งควรอ่อนแรงไร้เรี่ยวแรง กลับฟื้นขึ้นมาอย่างไม่ทราบเหตุ มือเท้าที่ชาเพราะความหนาวค่อยๆ เคลื่อนไหวได้อีกครั้ง เขาพยายามหยัดกายขึ้นเล็กน้อย สุดท้ายก็ลุกขึ้นยืนได้แล้ว
ช่างเหมือนภาพลวงตามากขึ้นทุกที
นักพรตหนุ่มยิ้มออกมา
“ไม่ไกลนักหรอก”
จากนั้นก็หมุนตัวเดินจากไป
เด็กหญิงร่างเล็กก็เดินตามไปอย่างว่าง่าย ขณะเดียวกันก็หันไปมองซ้ำๆ เหมือนกำลังประเมินใครบางคน
ชายวัยกลางคนทอดสายตามองใบหน้าของเธอ รู้สึกว่าแม้จะเป็นบุตรสาวของตระกูลขุนนางหรือผู้ลากมากดีที่เติบโตมาในเรือนลับตา ก็ยากจะหาสักคนที่มีหน้าตาจิ้มลิ้มถึงเพียงนี้ได้ ยิ่งที่นี่เป็นดินแดนเย่ว์โจวซึ่งถูกไฟสงครามกวาดล้างผู้คนไปจนหมดสิ้นแล้ว และที่แห่งนี่ก็อยู่เหนือสุดของอ่าต้นชิงถงอันปกคลุมไปด้วยหมอกพิษ
ภาพของฝูงหมาป่าเมื่อครู่ ผุดขึ้นในหัวอีกครั้ง
“…”
หากนี่คือภาพลวงตาก่อนตาย หรือการพบพานสิ่งประหลาดหลังความตาย ก็นับว่าดีกว่าการสิ้นลมหายใจไปโดยที่ทุกอย่างยังพร่าเลือน
ชายวัยกลางคนกัดฟัน ลุกขึ้นเดินตามไป
และได้ยินเสียงนักพรตหนุ่มแว่วมาจากข้างหน้า
“ท่านโชคดีจริงๆ…”
แต่ชายคนนั้นก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่านักพรตหนุ่มหมายถึงสิ่งใด
……………