ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 303 กลายเป็นคนในเรื่องเล่า
……………
ใต้ร่มไม้ชิงถงสูงเสียดฟ้า กองไฟกลางพงไพรดูช่างเล็กจ้อยเหลือเกิน เปลวเพลิงวูบไหวอยู่ท่ามกลางหมอกพิษหนาทึบ แสงไฟจึงส่องไปได้ไม่ไกลนัก นักพรตหนุ่มนั่งบนผ้าสักหลาดขนแกะ แบ่งผ้าห่มผืนบางให้ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม
น้ำในหม้อเดือดพล่าน
นักพรตตักน้ำร้อนใส่ถ้วย แล้วยื่นให้ชายผู้นั้น
“ระวังร้อน”
“ขอบคุณท่าน”
“ข้าซ่งโหยว มาจากอำเภอหลิงเฉวียน แคว้นอี้โจว ไม่ทราบว่าท่านมีชื่อแซ่อย่างไร”
“อ้อ เสียมารยาทแล้ว ข้าน้อยแซ่ต่ง นามจื้อ เดิมทีมีต้นตระกูลอยู่เย่ว์โจว ครั้งนี้เดินทางมาจากหานโจว”
ต่งจื้อรับถ้วยมา ความอุ่นจากน้ำแผ่ซ่านขึ้นมาทางฝ่ามือ ทำให้รู้สึกสบายใจนัก ไอน้ำร้อนระเหยกระทบใบหน้า ทั้งเปียกชื้นทั้งร้อนผ่าว กลับทำให้คลายกังวลลงได้มาก
สายตาของเขาพลันเลื่อนไปเบื้องหน้า
นักพรตหนุ่มกับเด็กหญิงตัวน้อยอยู่ท่ามกลางหมอกพิษที่เพียงสูดดมก็อาจล้มป่วยได้ แต่ใบหน้าของนักพรตยังคงสงบนิ่ง ส่วนเด็กหญิงก็ดูสะอาดปราศจากคราบไคล
ม้าสีแดงแม้มีรูปร่างผอมบาง แต่ก็ดูออกว่าเป็นม้าเป่ยหยวน แม้ไร้บังเหียนและอาน แต่กลับขนถุงสัมภาระครบครัน
สิ่งประหลาดที่สุดคือ
บนหลังม้ายังมีนกนางแอ่นเกาะอยู่นิ่งๆ ทั้งที่ยามหนาวเหน็บเช่นนี้ไม่น่าจะพบเห็นนกนางแอ่นได้ มิหนำซ้ำยังยืนนิ่งไม่กระพือปีก ดวงตาดำขลับจับจ้องผู้คน เห็นได้ชัดว่านี่หาใช่นกธรรมดา
นักพรตผู้นี้ ดูไม่เหมือนปีศาจผีสาง
ทว่าก็ไม่เหมือนมนุษย์ธรรมดาเช่นกัน
แต่ใครเล่าจะล่วงรู้
เพราะภูตผีนั้น มักโกหกตบตาผู้คน ไม่ว่าจะด้วยเจตนาดีหรือร้าย ในเรื่องเล่าเก่าแก่ก็มักมีเรื่องเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง
น้ำที่นี่พอเดือดแล้วกลับไม่ร้อนเท่าที่ควร วันนี้อากาศยิ่งหนาวเหน็บ เพียงชั่วครู่ก็เย็นลงไปบ้างแล้ว เขาจรดริมฝีปากลงใกล้ขอบถ้วย ซดน้ำร้อนลงลำคอ ราวกับกลืนกระแสอุ่นไอทิพย์ ทำให้ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากคอลงไปถึงอก
“เหตุใดท่านจึงมาที่นี่”
“ไม่ปิดบังท่าน…”
ต่งจื้อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มเล่า “เดิมทีข้าน้อยเป็นนักเล่าเรื่อง สืบทอดกันมาหลายรุ่น แต่เดิมเล่าอยู่ที่เย่ว์โจว ภายหลังเกิดศึกสงครามจึงลี้ภัยไปยังหานโจว ก็ยังทำอาชีพเดิมอยู่เช่นนั้น”
พูดพลางตัวสั่นสะท้านด้วยความหนาว
“เมื่อเป็นชาวเย่ว์โจว ยามเล่านิทานในโรงน้ำชา มักมีคนขอให้เล่าเรื่องผีสางเทพยดา ก็มักเอ่ยถึงป่าต้นชิงถงทางตอนเหนือของเย่ว์โจวเสมอ แต่จะให้เล่าตามตรงก็น่าขันอยู่บ้าง ข้ากับบรรพบุรุษเล่ามาทั้งชีวิต ก็ล้วนแต่ฟังต่อๆ กันมา หาได้มีผู้ใดเคยเห็นกับตาสักครั้ง”
“จึงคิดมาที่นี่ด้วยตนเองหรือ”
“ก็ทำนองนั้น” ต่งจื้อตอบ “ทุกครั้งที่เล่าจริงจัง มักมีผู้ถามว่า ‘ท่านเคยเห็นด้วยตาหรือไม่’ เราก็มิรู้จะตอบเช่นไร ครั้นอายุก็มากแล้ว ได้ยินว่าภูตผีเคยอาละวาดในแผ่นดินเย่ว์โจว บัดนี้กลับถูกเทพเซียนขับไล่ไปหมดแล้ว ความสงบสุขหวนคืนมา ข้าจึงคิดว่า ไหนๆ ยังเดินไหว ก็อยากมาดูให้เห็นกับตา”
“เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวพลันนึกถึงผู้เฒ่าจางที่อี้ตู
ท่านผู้นั้นก็สืบทอดวิชาเล่าเรื่องมา บ้างก็ฟังมาจากคำบอกเล่า บ้างก็ฟังมาจากที่บรรพบุรุษเคยพบเห็นจริง ดูทีนักเล่าเรื่องก็ต้องออกแสวงหาข่าวคราวกันเช่นนี้เอง
“ท่านมีฝีมือ”
“เพียงแต่เล่ามาครึ่งชีวิต หากไม่เห็นด้วยตาสักครั้ง ใจย่อมไม่สงบ”
“ทว่าเส้นทางนี้ห่างไกลและลำบากยากเข็ญ ท่านผ่านมาได้อย่างไร”
“ข้าน้อยเป็นชาวเย่ว์โจว แม้อพยพไปหานโจวได้สิบกว่าปีแล้ว เส้นทางนี้ก็ไม่ถือว่าแปลกปลอมหรอก ยามหนีตายจากศึกก็เคยเรียนรู้วิธีเอาชีวิตรอดไม่ให้หิวตาย ครั้งนี้ก็เตรียมเสบียงบ้าง อีกทั้งได้ยันต์ป้องกันพิษจากผู้มีวิชา จึงออกเดินทางจากหานโจวมายังกวงโจว” เขายกถ้วยขึ้นจิบน้ำ พลางเหลือบมองซ่งโหยว “รู้ว่าทางไกลและหายากนัก ข้าออกเดินตั้งแต่เก้าเดือนก่อน แวะเขาเทียนจู้ สุดท้ายก็มาถึงที่นี่ กะเวลาให้ตรงกับวันเหมันตวิษุวัต”
“ตราบใดที่รู้จักหา ไม่เจอภัยใหญ่ ทุกแห่งย่อมมีของกิน เสบียงหมดก็เก็บผลชิงถงมากิน ประทังความหิวได้เช่นกัน”
“ยอดเยี่ยม”
ซ่งโหยวเอ่ยชมโดยไม่ปิดบัง
ผลชิงถงที่นี่ออกผลช่วงปลายปีพอดี หน้าตาคล้ายถั่วเรียงในช้อน พอแกะเปลือกออกต้มกินก็ใช้ได้ เขาเองก็ลองเก็บมากินเมื่อสองวันก่อน จึงรู้ว่าชายผู้นี้ก็มีความพยายามและใจเด็ดเดี่ยวไม่น้อย
“ในเมื่อท่านมาตามหานกศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้นเมื่อสามวันที่แล้ว ท่านได้เห็นนกศักดิ์สิทธิ์โผบินกลางท้องฟ้ายามราตรีหรือไม่” ซ่งโหยวถาม
ต่งจื้อถึงกับชะงัก สีหน้าฉายแววเหม่อลอย ราวกับนึกถึงภาพที่ตนเห็นในคืนนั้น ความรู้สึกยังสะท้านไม่จางหาย
“เห็นแล้วจริงๆ…”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง
นึกถึงเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาหลายชั่วคน ทุกครั้งเล่าถึงนกศักดิ์สิทธิ์แห่งเย่ว์โจว ต่างก็แต่งเติมให้พิสดารลี้ลับ งดงามเหนือพรรณนา เพื่อให้ผู้ฟังคล้อยตาม แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่า เมื่อเห็นด้วยตาจริง ความงามพิศวงนั้นกลับมากเกินกว่าทุกถ้อยคำที่บรรยาย
โลกนี้มีเรื่องเล่ามหัศจรรย์นับไม่ถ้วน แต่จะมีสักกี่คนได้เห็นกับตา จะมีสักกี่คนได้เห็นนกศักดิ์สิทธิ์ด้วยตาตนเอง
“ตอนนั้นข้าน้อยจึงคิดว่า ต่อให้ต้องหนาวตายที่นี่ ก็ถือว่าคุ้มแล้ว” ต่งจื้อเอ่ยด้วยความจริงใจ “เสียดายอยู่หนึ่งอย่าง…คือยังไม่ได้ออกไปเล่าให้ลูกหลานฟัง”
ว่าจบ เขาชำเลืองมองนักพรตตรงหน้า กุมถ้วยไว้ในมือ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็ถามออกมาเสียงเบา
“ไม่ทราบว่า…สิ่งที่ข้าเห็นนั้น เป็นของจริงหรือภาพลวงกันแน่”
“เหตุใดจึงถามเช่นนั้น”
“ข้าน้อยเคยเล่าเรื่องหนึ่ง ว่าท่านสวี่กงแห่งอั๋งโจว เคยนอนกลางถนนยามฤดูหนาว จู่ๆ มีคนปลุกให้ไปกินเลี้ยง บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารอันโอชะ เหล้าองุ่นในถ้วยแก้ว พวกขุนนางผู้ทรงเกียรติพากันต้อนรับ พออิ่มหนำยังพาไปดูร่ายรำบรรเลงเพลง อาบน้ำอุ่น นอนห้องหรู ห่มผ้าสบาย ไร้ควันไฟรบกวน จนกำลังจะหลับใหลด้วยความสุขล้น ก็กลับพบว่าตนยังนอนตัวสั่นอยู่ริมถนน ที่ผ่านมาเป็นเพียงภาพลวงตาก่อนสิ้นใจเท่านั้น” ต่งจื้อเอ่ยทั้งสีหน้ากังวล “เรื่องนี้ข้าน้อยก็เล่ามาไม่รู้กี่หนแล้ว”
“น่าสนใจนัก…”
ซ่งโหยวมิได้ย้อนถามทำนองว่า ‘หากเป็นภาพลวงก่อนสิ้นใจ แล้วเรื่องราวนั้นจะถูกเล่าต่อมาได้อย่างไร’ หากแต่เพียงยกยิ้ม
ต่งจื้อส่ายหน้าไปมาพลางเอ่ย “อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย ข้าน้อยพอใจแล้ว ต้องขอบคุณท่านมาก”เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “เมื่อก่อนยามเล่าเรื่องนี้ มิได้คิดอันใดนัก พอครั้งนี้ไม่คาดคิดว่าคืนก่อนจะมีหิมะตกหนัก ทนหนาวอยู่ใต้ต้นไม้จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด จึงได้รู้ว่าหนาวตายนั้นทรมานเพียงใด ขณะนั้นจึงคิดว่า หากก่อนสิ้นใจได้เห็นภาพลวงตาเช่นนั้นจริง ก็นับว่าดีไม่น้อย หากมิได้ตื่นขึ้นมาอีกก็คงยิ่งดี ถึงแม้จะเป็นฝีมือปีศาจก็ช่าง หากมันต้องการกินข้า ก็ใช้อาคมกล่อมให้ข้าน้อยไม่รู้สึกเจ็บปวด เนื้อจะได้ไม่ขม อย่างไรเสียหากได้ตายอย่างไม่ทุกข์ทรมาน ข้าน้อยก็คงต้องขอบคุณมัน”
ได้ตายอย่างไม่ทุกข์ทรมาน เนื้อจะได้ไม่ขม
ช่างเป็นความคิดที่ประหลาดยิ่ง
ซ่งโหยวฟังออกถึงแววหวาดหวั่นและนัยซ่อนเร้นในถ้อยคำนั้น แต่กลับเพียงยิ้มบางกล่าวว่า“เกรงว่าคงต้องรอจนกว่าจะเดินพ้นป่า กลับไปถึงหานโจว จึงจะรู้ว่าที่พบเห็นนั้น เป็นภาพลวงตาหรือความจริง”
“อาจเป็นเช่นนั้น…”
ขณะนั้น โจ๊กเนื้อกระต่ายก็สุกได้ที่แล้ว ซ่งโหยวยังคงตักให้เขาก่อนเช่นเคย
ซ่งโหยวกวาดสายตาไปโดยรอบ แต่ไม่เห็นร่องรอยกวางที่เคยปรากฏในม่านหมอกพิษ จึงเอ่ยถามว่า“ก่อนท่านจะหมดสติ ท่านจำได้หรือไม่ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง”
“ขอบคุณท่าน…”
ต่งจื้อรับถ้วยมาอีกครั้ง
แต่เมื่อได้ยินคำถามก็เผลอจมอยู่กับความคิด
ทบทวนจนกระทั่งนึกออก
“ข้าน้อยจำได้ว่า เมื่อก้าวเข้าป่าแห่งนี้มา ก็เห็นต้นไม้สูงใหญ่ ระยะห่างระหว่างต้นนั้นไกลเหลือเกิน อีกทั้งยังมีหมอกพิษและเมฆหมอกบดบังสายตา มองไม่เห็นทิศทางจึงพลัดหลง ต่อให้พยายามเดินเท่าไรก็ออกไปไม่ได้ได้ วันที่คำนวณไว้ก็คลาดเคลื่อน ยันต์ป้องกันพิษก็หมดพอดี ซ้ำยังมีหิมะตกหนัก ทั้งหนาวทั้งหิว จนในที่สุดก็หมดสติไป” เขาขมวดคิ้วครุ่นคิด “หลังจากนั้นเหมือนจะละเมอ รู้สึกร้อนนัก เหมือนกำลังถอดเสื้อผ้า แล้วก็มีหนุ่มน้อยผู้หนึ่งเดินมาหา ถามว่าข้าน้อยเป็นอะไร แม้ได้ยินเสียงเขาแต่กลับตอบไม่ได้ ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาช่วยสวมเสื้อให้ข้าใหม่ ลากข้ามาไว้ใต้ต้นไม้ คอยกอดประคองมอบความอบอุ่นให้ข้าน้อย”
“เช่นนั้นเอง…”
ซ่งโหยวมองดูเสื้อผ้าของเขา
ซ่งโหยวจึงถาม
“ท่านมิได้สงสัยหรือ ว่าที่นี่ห่างจากจุดที่ท่านสลบไปเกือบสองลี้ เรามาหาท่านเจอได้อย่างไร”
“อันที่จริง…”
ต่งจื้อก็เคยฉงนใจ ทว่าในถิ่นประหลาดเช่นนี้ ยังมีเรื่องเหลือเชื่ออีกมากมาย เทียบกันแล้ว เรื่องนี้กลับมิใช่สิ่งสำคัญนัก
“คุณชายโปรดชี้แนะ”
ซ่งโหยวยิ้มบาง
“ตอนพวกข้ามาถึงที่นี่ก็ได้จุดไฟไว้ เตรียมจะพักผ่อน แต่จู่ๆ กลับมีกวางตัวหนึ่งเดินเข้ามาหา แล้วมันก็พาเราไปยังที่ที่ท่านหมดสติอยู่ ตอนนี้ลองมาคิดดู เห็นทีมันคงเห็นควันไฟหรือได้ยินเสียงเราจากที่ไกล จึงมานำทางให้ ถือว่าท่านโชคดีมากแล้ว”
“…”
ต่งจื้อถึงกับนิ่งงันไปครู่ใหญ่
ซ่งโหยวชี้ไปที่เสื้อผ้าของเขา
ต่งจื้อก้มลงมอง
เสื้อผ้าสีเข้มแม้จะขาดรุ่งริ่งและเปรอะเปื้อน แต่ก็เห็นชัดเจนว่า มีขนสัตว์ติดอยู่มากมาย
เหมือนกับขนกวาง
“อา!”
ต่งจื้ออุทานด้วยความตกใจ
เขาเป็นนักเล่าเรื่อง ย่อมเคยได้ยินเรื่องเช่นนี้อยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่อออกพเนจรทางเหนือ
เหมือนเรื่องที่เขามักเล่าให้คนฟัง
ล่ำลือกันว่า บนภูเขาในจ้าวโจวมีพรานป่าผู้หนึ่งล่าสัตว์มาตลอดชีวิต แต่วันหนึ่งกลับติดอยู่ในพายุหิมะ ถูกขังอยู่บนเขา เกือบต้องตายเพราะความหนาวและหิวโหย ทว่าในยามใกล้สิ้นใจ รู้สึกว่ามีใครมากอดไว้ให้อุ่นจนรอดชีวิต พอรุ่งเช้าพายุสงบลง มองไปรอบๆ กลับไม่มีร่องรอยผู้ใดเลย นอกจากขนสัตว์เพียงไม่กี่เส้นเท่านั้น หลังจากนั้นพรานป่าจึงเลิกล่าสัตว์ หันไปประกอบอาชีพอื่นแทน
ทั้งชีวิตเขาเล่าเรื่องเล่าของผู้อื่น
แต่ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่ง
ตนจะกลายเป็นคนในเรื่องเล่าเสียเอง