ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 348 จิ้งจอกเล่นเล่ห์
บทที่ 348 จิ้งจอกเล่นเล่ห์
……………
“นี่นักพรต เมื่อไหร่จะฤดูใบไม้ผลิหรือ”
เสียงของเจ้าแมวเรียกสตินักพรตคืนมา นักพรตเพียงก้มลงมองดวงตาสีอำพันส่องประกายแวววับคู่นั้น
“อีกเดือนกว่า”
“เดือนกว่าเชียว!”
“ทำไมหรือ”
“พวกเราจะไปจากที่นี่แล้วหรือ”
“ใช่แล้ว”
“ต่อไปพวกเราจะไม่ได้เจอนางแล้วหรือ” เจ้าแมวสามสีเอ่ยพลางหันออกไปมองด้านนอก เห็นได้ชัดว่านางกำลังพูดถึงจอมยุทธ์หญิงอู๋ “เหมือนที่ไม่ได้เจอผู้แซ่ซูอีก”
“คงต้องรออีกหลายปีกว่าจะได้เจอกัน”
“นั่นน่ะสิ”
“แม่นางสามสีคิดถึงนางหรือ”
“อือ…”
เจ้าแมวแหงนหน้าขึ้นมองนาง ดวงตาคู่นั้นช่างสวยสดงดงาม นัยน์ตาครุ่นคิดแฝงไปด้วยความฉงน แต่ถึงกระนั้นก็ยังดูบริสุทธิ์นัก ผ่านไปครู่หนึ่ง นางจึงเอ่ยขึ้น “แม่นางสามสีแค่คิดว่าจอมยุทธ์หญิงอู๋ดูโง่น่ะ ฉลาดสู้แม่นางสามสีไม่ได้หรอก กว่านางจะอ่านออกก็ใช้เวลาตั้งนาน แต่แม่นางสามสีก็คิดว่าถ้านางเก่งกว่านี้สักหน่อย นางคงเรียนรู้ได้ไวกว่า…”
“เจ้ากลัวว่าอยู่ดีๆ นางจะเก่งกว่าเจ้าหรือ”
“…”
เจ้าแมวอึ้งงันไป ในใจคิดอยากคัดค้าน แต่กลับพูดไม่ออก ได้แต่จ้องมองเขาอยู่อย่างนั้น
“แบบนี้เรียกว่าอาวรณ์”
“แม่นางสามสีไม่รู้ ความอาวรณ์น่ะมีหลายรูปแบบนัก บ้างก็พบเจอได้ง่าย สัมผัสถึงมันได้ในทันที แต่บางทีความอาวรณ์นั้นก็ถูกซุกซ่อนเอาไว้ กว่าจะสัมผัสได้ก็นาน” นักพรตเอ่ยเสียงเรียบ ครั้นเห็นนางเผยสีหน้าเสมือนเข้าใจ ก็เสริมต่อทันที “แต่ว่าถ้าตอนพบกันครั้งหน้าแม่นางสามสีไม่อยากเห็นศิษย์เก่งกาจเกินหน้าเกินตา ก็ต้องตั้งใจเรียนกว่านี้นะ”
“เจ้าพูดถูก…”
เจ้าแมวคล้ายจะตระหนักได้จึงผงกหัวลงเป็นเชิงเข้าใจ แต่ถึงกระนั้นก็ยิงคำถามต่อทันที
“แล้วองค์ชายคือลูกชายของฮ่องเต้หรือ”
“ใช่แล้ว”
“ทำไมเขาต้องฆ่าคนที่คอยช่วยเราด้วย”
“เรื่องราวบนโลกปุถุชนช่างซับซ้อนยากจะแถลงไขนัก” ซ่งโหยวเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “โลกใบนี้มีกฎเกณฑ์ของมัน ย่อมเป็นเช่นที่เจ้าได้ฟัง”
“ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย!”
“แม่นางสามสีรู้จักมีเหตุผล” ซ่งโหยวคล้อยตามนางไป “นี่คือภัยแห่งยุคสมัย อำนาจน้อยก็ไร้ประโยชน์ อำนาจมากไปก็เผชิญแต่กับความวุ่นวาย ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าพวกเราจะได้เห็นโลกอื่นๆ บ้าง”
“แล้วพอฤดูใบไม้ผลิพวกเราจะไปที่ไหนกัน”
“พวกเราจะไปทางใต้กัน”
“ทางใต้”
“ทางใต้คือแคว้นเฟิงโจว ที่นั่นมีภูเขาเยี่ยซาน ไม่รู้ว่าฮ่องเต้กับราชครูวางแผนจะทำอะไรที่นั่นกันแน่” ซ่งโหยวกล่าวกับนาง “ที่นั่นคืออีกโลกหนึ่ง นอกเหนือจากโลกปุถุชน”
“นอกเหนือจากโลกปุถุชน…”
เจ้าแมวพูดตามเขา นางหมอบตัวลงพร้อมกับจ้องเขาตาเขม็ง
นักพรตนั่งนิ่งไม่ไหวติง ราวกับว่าได้เข้าสู่สมาธิไปแล้ว
นับวันยิ่งมีผีวิญญาณปรากฏกายมากขึ้น
เมืองผีบนเขาเยี่ยซานต้องไม่ใช่ฝีมือของราชครูแต่เพียงผู้เดียว แผนการของฮ่องเต้คือการขึ้นเป็น ‘จ้าวแห่งขุมนรก’ เทพเทวานั้นแตกต่างจากปุถุชน ฮ่องเต้พระองค์นี้อาจเป็นจักรพรรดิผู้เก่งกาจ เขาย่อมครองตำแหน่งจักรพรรดิไว้ได้ แต่คงไม่ใช่กับตำแหน่งจ้าวแห่งขุมนรก หากเทียบกันแล้ว สำหรับเทพเจ้าแล้ว คุณธรรมย่อมเป็นสิ่งสำคัญกว่าพลังอำนาจ นับประสาอะไรกับซ่งโหยวที่ยังไม่รู้ชัดเลยด้วยซ้ำว่าสงครามทางตอนเหนือที่อุบัติขึ้นเมื่อราวยี่สิบปีที่แล้วและเพิ่งสงบลงเมื่อสองปีที่แล้วมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ หากจักรพรรดิกลายเป็นจ้าวแห่งขุมนรก รีบสร้างโลกแห่งวิญญาณขึ้นไว้รองรับวิญญาณของสรรพชีวิตนับพันนับหมื่นจากแดนเหนือ เช่นนี้จะเป็นจ้าวแห่งขุมนรกได้อย่างไรกัน
ซ่งโหยวยิ่งทวีคูณความสงสัยขึ้น
ต้องไปดูให้เห็นกับตาแล้ว
แต่ถึงกระนั้น เรื่องราวเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอันใด ที่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กินเวลาเพียงไม่กี่สิบปี ล้วนเป็นเพราะฮ่องเต้และราชครูเร่งรัดมันเอง หากปล่อยให้เป็นไปตามครรลองของมัน อาจต้องใช้เวลาหลายร้อยปีกว่าจะก่อรูปสำเร็จ
หลายวันถัดมา
ไม่กี่วันมานี้จอมยุทธ์อู๋ยังไม่กลับมา ไม่รู้ว่านางได้พบหมอเทวดาไช่หรือไม่ แต่ทางการก็กลับมาขอให้แม่นางสามสีไปจับผีนอกฉางจิงอีกครั้ง และได้เงินรางวัลมาอีกก้อนหนึ่ง
วันนี้เป็นวันเหมันตวิษุวัตพอดี
นับเป็นวันที่ราตรียาวนานที่สุดในรอบปี พลังหยินเข้มข้น พลังหยางอ่อนแรง ชาวฉางจิงนับว่าวันนี้มีความแตกต่างจากวันอื่นอยู่บ้าง
วันนี้เหล่าขุนนางต่างไม่ออกว่าราชการ
ขุนนางหยุดงานสามวัน ชาวเมืองฉางจิงที่มีหน้าที่การงานต่างจึงหยุดพักหนึ่งวันบ้าง ส่วนบรรดาผู้คนทำงานหนักไร้วันหยุด ก็มักจะกินอาหารดีๆ สักมื้อเพื่อปลอบขวัญและขับไล่ความหนาวเย็น
วันนี้ถนนหนทางดูจะคึกคักเป็นพิเศษ
ที่บ้านเกิดของซ่งโหยวนั้น มีธรรมเนียมกินแกงเนื้อแกะในวันเหมันตวิษุวัต ดังนั้นเขาจึงหยิบเงินที่แม่นางสามสีเพิ่งหามาได้ออกมา แล้วพานางไปเดินที่ตลาดตะวันตกหนึ่งรอบ โดยบอกว่าจะทำแกงเนื้อแกะให้นาง
แม่นางสามสีเข้าใจเหตุผลดี นางรู้ว่าการนำเงินไปซื้อเนื้อเป็นเรื่องสมควร ทำเช่นนี้ยังดีกว่าเอาเงินไปซื้อของไร้ประโยชน์ นำเงินที่ได้จากการไปจับหนูหรือไล่ผีปีศาจไปซื้อเนื้อดีๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับการออกไปล่ากระต่ายหรือจับปลามากนัก ทั้งยังสะดวกกว่าด้วย เพียงแต่เหตุใดต้องเป็นเนื้อแกะ นางก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
เพราะว่าเนื้อแกะมีราคาแพงที่สุด
เจ้าแมวช่างสงสัย ภายในหัวมีคำถามมากมายที่อยากเอ่ย ทว่าตนเป็นเพียงแมวตัวหนึ่ง อีกทั้งรอบข้างยังเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย นางจึงไม่อาจเปิดปากพูด ทำได้เพียงอดกลั้นไว้ แล้วเดินตามหลังนักพรตเงียบๆ คอยมองเขาใช้เงินต่อไปอย่างไม่เข้าใจนัก
เห็นเขาซื้อเนื้อแกะมาหลายชั่ง ซื้อปลาจี้[1]สองตัว และเต้าหู้อีกหนึ่งก้อน แทบจะวนทั่วตลาดตะวันตกแล้วถึงเพิ่งเจอถั่วลันเตายอดอ่อน แล้วก็ยังซื้อเครื่องเทศอีกไม่น้อยเผื่อไว้ระหว่างเตรียมตัวเดินทางออกจากฉางจิงครั้งหน้า เพราะหากออกจากที่นี่ไป จะหาซื้อเครื่องเทศให้ครบถ้วนและคงคุณภาพได้เช่นนี้คงไม่ง่ายนัก ต้องเตรียมให้มากพอสำหรับการเดินทางไปยังเมืองหยางตูเป็นอย่างน้อย
ซื้อเครื่องเทศครบแล้ว กลิ่นหอมพลันโชยออกมา แต่หากไม่ซื้อเนื้อวัวอีกสักหนึ่งชั่งกับไก่ครึ่งตัว ก็ดูเหมือนขาดอะไรไป
นักพรตจึงหันไปปรึกษาเจ้าแมว
แมวน้อยหาได้แสดงความคิดเห็น แต่คาดว่านางเองก็น่าจะเห็นด้วย
นักพรตใช้เงินไปไม่น้อย เขาหิ้ววัตถุดิบกลับบ้านไปพร้อมเจ้าแมว เดินทอดน่องผ่านถนนหนทางในนครฉางจิงไปอย่างไม่เร่งร้อน ครั้นกลับถึงบ้านก็ลงมือทำอาหารทันที
แม่นางสามสีแปลงกายเป็นมนุษย์ นั่งอยู่หน้าเตาไฟอย่างเรียบร้อย คอยทำหน้าที่ก่อไฟ ขณะเดียวกันก็คอยเงยหน้าดูว่านักพรตกำลังทำอะไร ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความสงสัยอย่างบริสุทธิ์ใจ หรือกำลังลอบต่อว่าเขาที่ใช้เงินมากไปกันแน่
“เจ้าจะทำแกงเนื้อแกะ ทำไมต้องซื้อปลามาตั้งสองตัวด้วย”
“แม่นางสามสีอาจยังไม่ทราบ ที่บ้านเกิดของข้าจะใส่เนื้อปลาจี้ลงไปในแกงเนื้อแกะด้วย” ซ่งโหยวยิ้ม กล่าวพลางทำงานไม่หยุดมือ “แม่นางสามสีรู้หรือไม่ คำว่า ‘สดใหม่[2]’ เขียนอย่างไร”
“รู้สิ”
“เขียนอย่างไรเล่า”
“เขียนอย่างนี้!”
เด็กหญิงตัวน้อยหยิบท่อนไม้ฟืนออกมาจากกองในเตา กวาดวาดเป็นตัวอักษรกลางอากาศอยู่หลายที
“ตัวอักษรคำว่าสดใหม่มาจากการนำคำว่าปลากับแกะมารวมกัน ดังนั้นที่บ้านเกิดของข้าจึงใส่เนื้อปลาลงในแกงเนื้อแกะอย่างไรเล่า นำปลาจี้ไปทอดให้เหลืองเสียก่อน จากนั้นเคี่ยวน้ำแกงจนกลายเป็นสีขาวข้น ค่อยใส่ปลาลงไปต้มรวมกับเนื้อแกะ เคล็ดลับอยู่ที่สีของน้ำแกงต้องขาวข้นราวน้ำนม รสชาติจึงจะออกมาหอมละมุน” ซ่งโหยวยังคงอธิบายอย่างอดทน
“เช่นนั้นก็เรียกว่าแกงเนื้อแกะไม่ได้น่ะสิ ต้องเรียกว่าแกงเนื้อแกะผสมเนื้อปลาถึงจะถูก”
“แม่นางสามสีรู้จักต่อยอดดีจริงๆ”
“ใส่หนูลงไปได้ไหม”
“…”
“ปลาอร่อย หนูก็อร่อย ข้าว่ามันต้องอร่อยกว่าเดิมแน่”
“…”
“ทำไมเจ้าถึงเงียบเล่า”
“แม่นางสามสีขยันคิดค้นนัก”
“จิตวิญญาณแห่งการคิดค้นหรือ”
“เป็นคำชม”
“ใช่แล้ว!”
เด็กหญิงพยักหน้าลงอย่างจริงจังแล้วใส่ฟืนเข้าไปในเตาอีก
เพียงเป่าลมเบาๆ เปลวไฟในเตาก็ลุกโชนขึ้นมาทันที
ระหว่างก่อไฟ นางก็เงยหน้ามองการเคลื่อนไหวของนักพรต
อากาศข้างนอกหนาวเหน็บ แต่หน้ากองไฟกลับอบอุ่นยิ่ง และเพราะพื้นที่บริเวณหน้าเตาไม่กว้างนัก จึงรู้สึกอบอุ่นกว่าที่อื่นอยู่บ้าง แม่นางสามสีชอบบรรยากาศเช่นนี้ นักพรตข้างหน้ายังคอยเอี้ยวตัวไปมา ระหว่างทำอาหารก็หันมาพูดคุยกับนางบ้าง ควันไฟพลันลุกโชนสร้างความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยอย่างน่าประหลาด
ถ้าได้ก่อไฟเช่นนี้ไปเรื่อยก็คงดีไม่น้อย
แม่นางสามสีครุ่นคิด
ทว่าไม่นานนัก นักพรตก็จัดการหมักเนื้อวัวและไก่เสร็จเรียบร้อย แกงเนื้อแกะก็ตุ๋นจนได้ที่แล้ว
นักพรตล้างมือ ตอนนี้เขาพอมีเวลาพักมือแล้ว
ครั้นเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเด็กหญิงตัวน้อยกำลังแหงนหน้ามองเขาอยู่ก่อนแล้ว ดวงตาคู่นั้นคล้ายอยากพูดบางอย่าง แต่กลับอ่านไม่ออกว่านางกำลังคิดสิ่งใดกันแน่
“ได้สิ”
“ทำไมเจ้าไม่ถามเล่า ว่าเพราะอะไรข้าถึงคิดเช่นนั้น”
“เพราะครั้งหนึ่ง ข้าเองก็เคยมีอายุพอๆ กับแม่นางสามสี ตอนนั้นข้าเองก็ชอบก่อกองไฟเหมือนกัน” นักพรตยกยิ้มเบาบาง “ตอนเด็กๆ ข้ามักถามอาจารย์ทุกวันว่าวันนี้จะอาบน้ำหรือไม่ หากนางจะอาบ ก็ต้องต้มน้ำหม้อใหญ่ ต้องใช้เวลาก่อไฟนานพอสมควร แต่ช่างน่าเสียดายที่นางเป็นคนขี้เกียจ”
แม่นางสามสีได้ฟัง พลันรู้สึกว่าไม่มีเรื่องใดที่นางปิดบังเขาได้เลย
“เจ้านี่ฉลาดจริงๆ!”
“ก็ยังด้อยกว่าแม่นางสามสีอยู่บ้าง”
“แต่ว่า…”
แม่นางสามสีกะพริบตาปริบๆ กลับบังเกิดความสงสัยเรื่องใหม่ขึ้นแทน
“พวกเรากินแค่แกงเนื้อแกะก็น่าจะอิ่มแล้วแท้ๆ ทำไมยังซื้อไก่มาด้วยเล่า”
“ฤดูหนาวถนอมอาหารได้นานกว่า พวกเราจะได้กินอาหารดีๆ หลายๆ มื้อ”
“แต่อีกไม่กี่วัน เจ้าก็ต้องไปเยี่ยมนางจิ้งจอกนี่นา แล้วเจ้าก็ต้องซื้อไก่ไปฝากนางด้วย เช่นนั้นก็ต้องซื้อไก่ไว้สองตัวสิ”
ต้องออกซื้อไก่อีกครั้งในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน แม่นางสามสีรู้สึกว่านักพรตชักจะฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว
“ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล…”
นักพรตก้มมองเด็กหญิงตัวน้อย
เด็กหญิงสบตาเขากลับ
ทั้งสองคล้ายสื่อสารกันผ่านความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ไม่นาน แกงเนื้อแกะก็สุกได้ที่ นักพรตเติมเกลือแล้วชิม ก่อนจะตักใส่หม้อดิน จากนั้นก็นำเนื้อไก่และเนื้อวัวตุ๋นออกมาจากหม้ออีกใบ แล้วหยิบตะกร้าที่ได้มาจากหออวิ๋นชุนเมื่อวันแรกที่กลับมาเยือนฉางจิงมาใส่ของ
ร่างเงาเล็กใหญ่แบ่งหน้าที่กันชัดเจน คนหนึ่งอุ้มหม้อดิน อีกคนหนึ่งหิ้วตะกร้าออกจากเรือนไป เตรียมมุ่งหน้าสู่หอเซียนกระเรียน
เพราะเป็นวันหยุดขุนนางต้าเยี่ยนต่างไม่ออกว่าราชการ วันนี้ผู้มากอำนาจและมีความรู้ในเมืองล้วนกลายเป็นคนว่างงาน จึงต่างพากันมาเยี่ยมเยียนแม่นางหว่านเจียงที่กำลังล้มป่วยหนัก
เมื่อซ่งโหยวมาถึงหน้าประตู เห็นว่าในหอมีผู้คนมากมาย ไม่รู้ว่ามาจากกี่สำนักกี่ตระกูล ต่างเปลี่ยนจากสวมชุดขุนนางเป็นแต่งกายคล้ายนักปราชญ์ ดูสะอาดเรียบร้อย หลีกเลี่ยงความไม่เหมาะสม แต่ละคนถือของขวัญติดมือมา ทั้งโอสถเลิศล้ำราคาแพง หรือผลไม้นานาชนิดจากแดนไกล ล้วนตั้งใจคัดสรรมาอย่างดีที่สุด
สีหน้าของผู้คนมากมายเต็มไปด้วยความเป็นห่วงและกังวล
“ได้ยินว่าอาการของนางทรุดลงอีกแล้ว…”
“ใช่ ครั้งสุดท้ายที่ได้ยินนางบรรเลงพิณคือเมื่อตอนต้นฤดูหนาว โชคดีนักที่อยู่ชั้นล่างยังได้ฟังสักครึ่งบทเพลง ฟังแล้วถึงกับกินเนื้อไม่ลงไปหลายวัน คิดแต่ว่าเสียงสวรรค์ก็คงเป็นเช่นนี้เอง เฮ้อ หวังว่านั่นจะไม่ใช่บทเพลงสุดท้ายของนาง”
“ข้าก็ไม่ได้ฟังเสียงพิณของแม่นางหว่านเจียงมานานแล้ว คิดคะนึงถึงวันวานที่ได้ดื่มสุราฟังเพลงเหลือเกิน ตอนนั้นคิดเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา บัดนี้ใครจะคาดคิดเล่าว่านั่นคือสวรรค์บนดินโดยแท้”
“แม่นางหว่านเจียงยังคงไม่รับแขกอย่างนั้นหรือ”
“ไม่กี่วันก่อนข้าได้เข้าไปหานางอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าของนางซีดขาว ไอหนัก จะลุกเดินยังต้องมีสาวใช้พยุง”
“สวรรค์ริษยาผู้มีพรสวรรค์จริงๆ…”
“ข้านำเห็ดขาวชั้นดีมา หวังว่าคนของหอเซียนกระเรียนจะนำไปมอบให้นาง”
“ข้าเองก็สั่งทับทิมจากแคว้นเฟิงโจวมา กว่าจะได้มาก็ยากลำบากนัก ได้ยินว่าแม่นางหว่านเจียงไม่กินเนื้อสัตว์ ชอบผักผลไม้ หวังว่านางจะหายดีโดยเร็ว หากไม่มีเสียงพิณของนาง เมืองฉางจิงคงหม่นหมองลงหลายส่วน”
ซ่งโหยวกับเด็กหญิงเพิ่งจะมาถึงหน้าประตู ก็หยุดยืนฟังถ้อยคำเหล่านั้น
เด็กหญิงเอียงศีรษะ สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
หากไม่ติดว่ามือทั้งสองกำลังกอดหม้อแกงอยู่ นางคงยกมือขึ้นมาขยี้หัวแล้วเป็นแน่
[1] ปลาตะเพียนจีน
[2] 鲜 เป็นการนำตัวอักษรคำว่าปลา (鱼)มาเขียนรวมกับตัวอักษรคำว่าแกะ (羊)
……………