ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 347 สหายเก่ามาเยี่ยมเยียน
บทที่ 347 สหายเก่ามาเยี่ยมเยียน
……………
“ทั้งสองท่าน เชิญดื่มชา”
“ขอบคุณท่านมาก”
ทั้งสองต่างยกถ้วยชาขึ้น พินิจสีและกลิ่นของชา ครั้นได้ลิ้มรสก็ยังชื่นชมในความหอมหวนนั้น
“ชาดี”
หลิวฉางเฟิง อดีตขุนกำนันประจำมณฑลหลิว อดเอ่ยชมไม่ได้
“ชานี้… คล้ายกับชาบรรณาการในวังอย่าง ‘ชาหลงถวน’ อยู่ถึงเจ็ดแปดส่วนเลยทีเดียว” อวี๋เจียนไป๋กล่าวอย่างไม่แน่ใจนัก
“ท่านอวี๋เป็นผู้รักการดื่มชาจริงๆ รู้รสแม้กระทั่งชาหยาบๆ ฝีมือข้า” ซ่งโหยวเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “นี่เป็นชาที่แม่ทัพเฉินจื่ออี้มอบให้ ต้องขอบคุณเขาจริงๆ นักพรตพเนจรอย่างพวกข้าจึงได้มีโอกาสลิ้มรสชาที่ปกติมีแต่โอรสสวรรค์เท่านั้นที่ได้ดื่ม”
“ท่านพูดเกินไปแล้ว มีชาชนิดใดที่ท่านอยากดื่มแล้วไม่ได้ดื่มด้วยหรือ” อวี๋เจียนไป๋ส่ายหน้า วางถ้วยชาลง แล้วกล่าวอย่างนอบน้อม “พูดไปก็น่าละอายยิ่ง ช่วงนี้งานราชการวุ่นวายนัก ไม่รู้เลยว่าท่านกลับฉางจิงมานานแล้ว เพิ่งได้แวะมาเยี่ยนเยียนก็วันนี้ ข้านี่เป็นสหายที่แย่จริงๆ”
“ท่านอวี๋กล่าวถูกแล้ว” หลิวฉางเฟิงหัวเราะพลางเอ่ยเสริม “ท่านอวี๋มักพูดถึงท่านอยู่เสมอ หากครานี้เผลอคลาดกันอีก เกรงว่าคงเสียใจไปตลอดชีวิตแน่”
“สองท่านกล่าวเกินไปแล้ว”
“เป็นอย่างที่ท่านหลิวว่า แต่ก่อนล้วนเพราะมีคุณชายซ่งคอยชี้ทางเตือนสติ ข้าถึงได้มีวันนี้ บัดนี้เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าควรวางตนเป็นขุนนางเช่นไร จึงได้รู้ว่าครึ่งชีวิตที่ผ่านมาโง่งมปานใด ต้องขอบคุณท่านแล้ว” อวี๋เจียนไป๋เอ่ยจบก็ประสานมือคารวะให้ซ่งโหยวอยู่กับที่ “ยังต้องขอบคุณแม่ทัพเฉิน หากไม่ใช่เพราะไม่กี่วันก่อน ข้าได้สนทนากับแม่ทัพเฉินในวังหลวงเนื่องในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาแล้วพูดถึงท่าน ข้าคงยังไม่รู้ว่าท่านกลับฉางจิงมาแล้ว คงไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานเท่าใดกว่าจะได้กล่าวคำขอบคุณ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก”
ซ่งโหยวส่ายหน้าอย่างจนใจ “ในเมื่อเป็นสหายเก่าก็ดื่มชาพูดคุยกันตามประสาเถิด เรื่องพิธีรีตองไร้แก่นสารเหล่านี้วางไว้ก่อนย่อมดีกว่า”
“ท่านกล่าวได้ถูกต้อง” อวี๋เจียนไป๋เอ่ย “แม้ห่างหายกันไปหลายปี แต่พวกข้ามักได้ยินเรื่องราวของท่านอยู่เสมอ โดยเฉพาะตั้งแต่ถูกเรียกตัวกลับมายังฉางจิง บางทีหากผู้อื่นอาจจะไม่รู้ ทว่าพวกข้าเพียงได้ฟังเรื่องเล่าผ่านหู ก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเกี่ยวข้องกับท่านแน่ ตำนานปรัมปราที่ข้าได้ฟังมาทั้งชีวิตล้วนไม่อาจเทียบเรื่องราวของท่านแต่ละเรื่องได้เลย”
ในเวลานี้จิตใจของเขา แตกฉานกว่าเมื่อหกปีก่อนลิบลับ
“ข้าไม่เคยหลอกท่านอวี๋เสียหน่อย” ซ่งโหยวส่ายหน้า “ข้าไม่ใช่เซียนเทพจริงๆ ย่อมไม่รู้วิถีสู่ความเป็นอมตะ เมื่อคราวนั้นท่านถามถึงวิธียืดอายุขัยให้ยืนยาวดั่งฟ้าดิน คงอยู่เคียงข้างวตะวันจันทรา ข้าก็เคยกล่าวไปแล้วว่า ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
“ฮ่าๆ…”
อวี๋เจียนไป๋หัวเราะเบาๆ หาได้ใส่ใจเรื่องนั้นอีกต่อไป
คนเรารู้แจ้งเมื่อใด ย่อมเปลี่ยนไปเมื่อนั้น
แล้วทั้งสามก็สนทนาถึงพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อไม่กี่วันก่อน รวมทั้งกล่าวถึงแม่ทัพเฉินที่ไปร่วมงานในครานั้น
ครั้นหลิวฉางเฟิง ผู้เป็นถึงอดีตเจ้าเมืองผู่จวิ้นแคว้นเหอโจว ได้เข้ามาอยู่ในฉางจิง ก็ได้เลื่อนตำแหน่งมาโดยตลอด ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนเป็นเพราะเขาอาศัยผลงานการปกครองอันโดดเด่น ความสามารถเลิศล้ำในหมู่ขุนนาง ประกอบกับการเกื้อหนุนของอวี๋เจียนไป๋ซึ่งมีตำแหน่งแทบจะเทียบเท่าอัครมหาเสนาบดี ไม่กี่วันก่อนยังได้ร่วมงานเลี้ยงวันเฉลิมพระชนมพรรษาฮ่องเต้ แม้จะได้ที่นั่งลำดับท้ายๆ แต่กลับเรียบเรียงเรื่องเล่าออกมาได้มีชีวิตชีวายิ่งนัก
ราวกับภาพวันนั้นฉายขึ้นในห้วงความคิดของซ่งโหยว
วันนั้นในวังหลวง องค์ฮ่องเต้จัดงานเลี้ยงใหญ่ต้อนรับบรรดาขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ ทว่าผู้ที่สะดุดตาที่สุดนั้นกลับไม่ต้องสงสัยเลย ย่อมเป็นอู่อันโหว เฉินจื่ออี้ ผู้เพิ่งยกทัพกลับมาจากทางเหนือ
ครั้นสุราเริ่มออกฤทธิ์ ฮ่องเต้ก็ทรงสั่งให้เขาออกมาร่ายรำกระบี่
เฉินจื่ออี้ผู้นี้ ควบคุมกองทัพชายแดนเหนือ กุมกำลังทัพกว่าครึ่งหนึ่งของอาณาจักรต้าเยี่ยนไว้แต่เพียงผู้เดียว หากคิดก่อกบฏขึ้นมา เกรงว่าคงโค่นราชสำนักลงได้จริงๆ ด้วยเหตุปัจจัยนานัปการ ทำให้ข่าวลือเรื่องเฉินจื่ออี้กำเริบเสิบสานคิดกบฏแพร่สะพัดไปทั่วราชสำนัก แม้เขายึดมั่นในคุณธรรม ไม่หวั่นไหวต่อคำครหา แต่ก็ยากที่จะไม่ได้รับผลกระทบ ในใจย่อมรู้สึกร้อนรนอยู่บ้าง
อย่าว่าถึงผลงานความชอบ แม้เพียงฝีมือการรบก็มากพอให้คนครั่นคร้าม
เฉินจื่ออี้คือผู้ใด
ยอดขุนศึกไร้พ่าย ศัตรูนับไม่ถ้วนล้วนสิ้นชีพใต้หอกของเขา หากเขาใช้เพียงสองมือเปล่า ทหารองครักษ์อาจยังต้านทานได้ แต่หากมีอาวุธติดมือ เพียงชั่วอึดใจเดียว เขาก็จะปลิดชีพฮ่องเต้ได้ทันที ไฉนเลยในงานพระราชพิธีวันนั้น ยังมีเพียงขุนนางฝ่ายบุ๋นบู๊ร่วมงาน หาได้มีองครักษ์ประจำการมากนัก
หลายฝ่ายต่างเตือนให้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันระวังเขา แต่ฮ่องเต้กลับทรงเชื้อเชิญเขาเข้าวัง ร่วมดื่มสุราและเจรจากันอย่างเปิดเผย
ขุนนางทั้งหลายล้วนตกอยู่ในสภาวะตึงเครียด
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าข่าวลือนั้นเป็นจริงหรือไม่ เฉินจื่ออี้เคยหรือไม่เคยคิดกบฏ บางทีแต่เดิมเขาอาจจะไม่คิด แต่ถูกคนรังควานใส่ร้ายจนทนไม่ไหว แล้วกลับกลายเป็นคิดกบฏขึ้นมาจริงๆ ยิ่งอยู่ท่ามกลางแรงกดดันจากราชสำนัก เช่นนั้นแล้วผู้ใดเล่าจะคาดเดาได้ว่าเขาจะบ้าคลั่งขึ้นมาเมื่อใด
คืนนั้นทั้งท้องพระโรงสว่างวาบไปด้วยประกายคมกระบี่
หากเฉินจื่ออี้มิอาจทนต่อการดักจับใส่ร้าย ถูกเหยียดหยามทับถมเรื่อยมา จนขาดสติขึ้นมาสักวินาทีเดียว เกรงว่าพระสุรเศียรของฮ่องเต้จะต้องหลุดจากพระวรกายลงมาต่อหน้าเหล่าขุนนางทั้งหลาย
แต่ฮ่องเต้หาได้หวาดหวั่นแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับทอดพระเนตรด้วยความเพลิดเพลิน
ชั่วขณะนั้น เหมือนพระองค์ยิ่งสูงล้ำกว่าแม่ทัพทั้งก่อนหน้าเสียอีก
ครั้นการร่ายรำกระบี่สิ้นสุดลง เฉินจื่ออี้ก็ส่งกระบี่ยาวคืน แล้วทูลขอลดอำนาจลง ขอคืนกำลังทัพสามหัวเมือง มีเพียงกำลังทัพสองเมืองคือ เมืองหย่วนจื้อและเมืองซั่วเฟิง พร้อมทั้งทูลขอกลับสู่แดนเหนือ นำทัพบุกเข้าใจกลางดินแดนศัตรู เปิดพรมแดนใหม่ถวายแด่ราชสำนัก
ฮ่องเต้ทรงตอบรับในทันที
เรื่องคาราคาซังในราชสำนักที่กล่าวขานมานานกว่าหนึ่งปีจึงยุติลงในครานั้น ราวกับว่าอู่อันโหวเพิ่งได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงตั้งแต่บัดนั้น และกลายเป็นผู้ที่ทั้งราชสำนักแย่งชิงอยากคบหา ผู้คนมากมายล้วนเข้าหาเขามิขาดสาย
เมื่อหลิวฉางเฟิงเล่าจบก็ถอนหายใจยาว “ฝ่าบาททรงกล้าหาญนัก”
อวี๋เจียนไป๋หรี่ตาลง ราวกลับจมลงในห้วงความทรงจำของค่ำคืนนั้น สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นพร้อมทอดถอนหายใจ “การร่ายรำกระบี่ของอู่อันโหวในคืนนั้น สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้คนมากมาย ใครเล่าจะคาดคิดว่าเฉินจื่ออี้ผู้ไร้เทียมทาน กวาดล้างศัตรูทั่วสมรภูมิได้อย่างเด็ดขาด จะร่ายรำกระบี่ได้วิจิตรตระการตาถึงเพียงนี้”
ราชสำนักต้าเยี่ยนยกย่องวรยุทธ์ การร่ายรำกระบี่จึงเป็นการแสดงยอดนิยม
นักรำกระบี่ระดับยอดฝีมือบางคน มีชื่อเสียงในนครฉางจิงไม่น้อยหน้าไปกว่านักกวีผู้โด่งดังหรือหญิงงามตามโรงสุราหรือหอคณิกาขึ้นชื่อเลยแม้แต่น้อย
ทว่าศิลปะการรบกับศิลปะร่ายรำกระบี่นั้น แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
แรกเริ่มอาจยังใกล้เคียงกันอยู่บ้าง แต่เมื่อยิ่งทำความเข้าใจลึกซึ้ง จะยิ่งพบความแตกต่างมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น นักรำกระบี่ยอดฝีมือในนครฉางจิงและราชสำนักส่วนใหญ่ล้วนเป็นสตรีร่างบาง ช่วงนั้น วิชารำกระบี่ได้กลายเป็นศาสตร์แห่งศิลป์โดยแท้ เน้นชมความงามมากกว่าจะใช้เป็นอาวุธ แม้กระบี่ยังเป็นกระบี่ยาว ทว่าก็สร้างขึ้นมาเพื่อการรำโดยเฉพาะ ยามสะบัดกระบี่ร่ายรำ ดั่งเซียนกระบี่จากสวรรค์ลงมาจุติ วิจิตรเสมือนล่องลอยอยู่เหนือโลกีย์ธุลี ส่วนผู้ฝึกยุทธ์ที่ร่างกายกำยำแข็งแรง อัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ กลับไม่อาจร่ายรำได้สง่างามถึงเพียงนั้น
ทว่าในสายตาของซ่งโหยวนั้น เขากลับเคยเห็นการร่ายรำกระบี่ของเหล่านักรบแดนเหนือมานับไม่ถ้วน
“ค่ายทัพทางเหนือทั้งกันดาร หนาวเหน็บ และเงียบเหงา บางคืนจึงก่อกองไฟกลางค่าย ดีดผีผาสำริดร้องเพลงคลอจังหวะ นายกองแม่ทัพก็จะลุกขึ้นรำยกระบี่สร้างความสำราญ แตกต่างจากในฉางจิงโดยสิ้นเชิง” ซ่งโหยวเอ่ย
“ท่านท่องใต้หล้าจนได้เห็นความกว้างใหญ่ของโลกใบนี้” อวี๋เจียนไป๋กล่าว “น่าเสียดายที่ร่างกายข้าชราลงแล้ว อยากไปเห็นกับตาสักครั้งก็ยังทำไม่ได้”
ว่าจบทั้งสามก็ยังคงจิบชาพูดคุยกันอย่างสบายๆ
ล้วนเป็นการสนทนาแสนผ่อนคลาย ไม่กล่าวถึงบ้านเมืองหรือการปกครอง มีแต่พูดถึงเรื่องราวในอดีตของเมืองอี้ตู เอ่ยถึงท่านหยางจากเรือนต้นสน เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อหลายปีก่อน แม่นางหว่านเจียงแห่งฉางจิง รำลึกแล้วก็หัวเราะกันสนุกสนาน กระทั่งใกล้เที่ยง ทั้งคู่จึงลุกขึ้นล่ำลาซ่งโหยวแล้วจากไป
สนทนากับสหายเก่าเช่นนี้ย่อมได้อรรถรสมากกว่า
ตำราพันอักษรถูกเปิดพาดคว่ำไว้บนโต๊ะ โดยมีหัวแมวโผล่ออกมาจากด้านหนึ่ง นางยังหลับตาสนิท หางของนางที่โผล่ออกมาจากอีกด้านบกสะบัดไปมาอย่างแผ่วเบา เคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ
ซ่งโหยวใช้นิ้วสะกิดหนวดของนาง นางก็ยังไม่ตื่น
ครั้นกดปลายหางของนางไว้ นางก็หยุดโบกหาง แต่พอปล่อยมือก็กลับมาเคาะโต๊ะดังเดิม
จนกระทั่งมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านนอก
ตึก…
เจ้าแมวเบิกตาโพลง เงยหน้ามองไปยังนอกประตู
ผู้ที่เดินเข้ามานั้นก็คือจอมยุทธ์หญิงเพื่อนบ้านนั่นเอง
เจ้าแมวมองนาง นางถึงก้าวมายังหน้าประตู เหยียบย่างเข้ามาข้างใน ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
“กินข้าวหรือยัง”
“ยัง”
“เหมียว…”
“บ่ายวันนี้หรือ”
“ใช่แล้ว” นางตอบ “ไม่รู้ว่าจะได้เจอเขาหรือไม่ ต่อให้เจอ เขาจะยอมคุยกับข้าหรือไม่ก็ไม่รู้ เช่นนั้นแล้ว ยิ่งออกเดินทางเร็วเท่าไรยิ่งดี”
ซ่งโหยวมองไปยังเจ้าแมวบนโต๊ะ
แม่นางสามสีนับวันยิ่งเหมือนเด็กเข้าไปทุกที
ดูเหมือนว่านางจะตื่นตั้งแต่แรกแล้ว แต่ไม่ยอมลืมตา เหมือนเด็กน้อยแกล้งหลับ เพราะได้ยินผู้ใหญ่คุยกันอยู่นอกห้อง ไม่ยอมโผล่ออกมา กระทั่งแขกกลับไปแล้ว พอคนรู้จักของตัวเองมาถึง จึงค่อยโผล่หน้าออกมา
ซ่งโหยวครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า
“ไม่รู้ว่าจอมยุทธ์หญิงทราบหรือไม่ ที่จริงข้าและแม่นางสามสีเคยเดินทางไปแคว้นเหอ และได้พบกับหมอเทวดาไช่มาก่อน นับว่ามีวาสนาต่อกัน ถือเป็นสหายเก่า หากจอมยุทธ์หญิงได้พบเขา ก็ขอฝากคำทักทายจากข้าไปด้วย บอกเขาว่าข้าจะไปเยี่ยมเยียนเขาก่อนสิ้นปีแน่นอน”
“นี่! เจ้าคิดจะช่วยข้าอย่างนั้นหรือ”
“ในเมื่อเป็นสหาย ก็สมควรช่วยเหลือกัน”
“ไม่จำเป็น เขาอยากบอกหรือไม่ก็แล้วแต่เขา ข้าแค่ต้องการยืนยันความจริงครั้งสุดท้ายเท่านั้น ไม่ว่าเขาจะตอบหรือไม่ก็ตาม อย่างไรข้าก็สืบสาวเรื่องราวได้เกือบครบหมดแล้ว”
“อย่างไรก็รบกวนเจ้าบอกเขาด้วยว่าก่อนสิ้นปีข้าจะไปหาเขา มิเช่นนั้นเกรงว่าจะคลาดกันอีกครา”
“…ก็ได้ ถ้าข้าถามเสร็จจะบอกเขาให้ก็แล้วกัน”
“ขอบคุณมาก”
ซ่งโหยวเอ่ยขอบคุณ หาได้กล่าวสิ่งใดอีก
เขาไม่รู้เรื่องของนางมากนัก รู้เท่าที่นางเคยเล่าว่า บิดาของนางเคยรับราชการเป็นถึงซ่างซูกิจการราชการ แต่กลับถูกคนชั่วใส่ร้ายจนถูกประหารทั้งตระกูล นางจึงมาค้นความจริงอยู่ในนครฉางจิงถึงห้าปี ต้องการรู้ให้ได้ใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง ในเวลานั้นหมอเทวดาไช่ยังเปิดโรงหมออยู่ในฉางจิง ได้รับความเคารพจากเหล่าขุนนางใหญ่มากมาย ไม่แน่ว่าเขาอาจจะรู้ความลับบางอย่าง
ครั้นสืบพบความจริงแล้ว นางก็อาจจะต้องไปจากฉางจิงทันที
“แล้วเจ้าจะยังอ่านหนังสืออยู่ไหม”
“ต้องอ่านอยู่แล้ว ข้าเพิ่งซื้อหนังสือมาอีกสองเล่ม กะว่าจะเอาติดตัวไปด้วย ถ้ามีเวลาข้าก็จะอ่าน” จอมยุทธ์หญิงตอบ “ถ้าได้พบอาจารย์สามสีอีกครั้ง ข้าอาจต้องขอคำชี้แนะจากเจ้า เจ้าต้องตอบให้ได้นะ”
“ข้าตอบได้แน่นอน!” เจ้าเหมียวเชิดหน้า
“เช่นนั้นก็ดี”
“แล้วงานปราบปีศาจของแม่นางสามสีเล่า”
“เจ้ามีเส้นสายกับศาลากลางนี่ ยังต้องให้ข้าหางานให้อีกหรือ”
“ก็จริง…”
“อีกอย่าง ตอนนี้ข้าก็หางานให้เจ้าไม่ได้แล้ว สหายเก่าของข้าในหน่วยอู่เต๋อเพิ่งถูกสังหาร เห็นว่าถูกองค์ชายฟันคอขาด เฮอะ! คนพวกนี้นี่นะ เอาแต่โอ้อวดว่าตนนั้นสูงส่ง ไม่ยักจะเห็นค่าชีวิตคนอื่นแม้แต่น้อย!”
จอมยุทธ์หญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเดือดดาล
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ นางก็หมดอารมณ์พูดคุยต่อ โบกมือลาซ่งโหยว ประสานมือคารวะให้เจ้าแล้ว จากนั้นก็เดินออกไปเลย
ม้าขนเหลืองที่คอยติดตามนางมาตลอดยังคงยืนรออยู่หน้าประตู
“ข้าคงต้องกลับมาอีกครั้ง”
นางทิ้งท้ายไว้เช่นนั้นแล้วเดินจูงม้าจากไป
ในบ้านจึงเหลือเพียงนักพรตและเจ้าแมว
แมวสามสีหันมามองนักพรต นักพรตก็ลูบขนบนหลังนางช้าๆ ทั้งสองสบตากัน ทว่านักพรตกลับไม่เอ่ยปากกล่าวสิ่งใด ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ถึงไม่ยอมปริปากพูดสักที
……………