ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 350 ทายาทปีศาจแห่งแคว้นเย่ว์โจว
บทที่ 350 ทายาทปีศาจแห่งแคว้นเย่ว์โจว
……………
“วันนี้เป็นวันดี เหมาะแก่การดื่มสุรา” สตรีที่นั่งอยู่ตรงข้ามเอ่ยกับนักพรตด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ท่านอยากดื่มสุราแบบใดหรือ”
“เหตุใดถึงกล่าวว่าเป็นวันดี”
“ประการแรก วันนี้เป็นวันเหมันตวิษุวัต ขุนนางทั้งเมืองล้วนหยุดพัก บ้านเมืองครึกครื้นไม่น้อย” หญิงสาวยกยิ้มบางๆ รอยยิ้มของนางดูสำรวมอย่างยิ่ง ทว่าน้ำเสียงที่เปล่งออกมายังคงราบเรียบ “ประการที่สอง นับจากวันนี้เป็นต้นไป นครฉางจิงจะไม่มี ‘แม่นางหว่านเจียงผู้บรรเลงพิณร่ำสุรา’ อีกต่อไป มีเพียงปีศาจจิ้งจอกที่ได้ออกท่องโลกหล้าอย่างอิสระ ไร้ซึ่งพันธนาการ เหมือนท่านนักพรต ได้ออกพเนจร สัมผัสกับธรรมชาติบนฟ้าดินผืนนี้”
“เดิมทีนายหญิงตั้งใจว่าจะ ‘จากไป’ ในอีกสองวันข้างหน้า แต่บังเอิญวันนี้ท่านนักพรตมาเยือนถึงที่ เช่นนั้นข้ากับนายหญิงก็จะได้แจ้งบรรดาแขกไปว่า วันนี้เชิญท่านนักพรตมาหารือเรื่องงานศพ” สาวใช้กล่าวอย่างยิ้มแย้ม “เหนือชั้นนัก”
“เป็นเช่นนั้น” หว่านเจียงพยักหน้า
“อีกอย่างวันนี้ท่านนักพรตมาเยี่ยมพวกข้าพร้อมกับนำอาหารติดมือมาด้วย ถือเป็นมิตรไมตรีจากสหายปุถุชน พวกข้าย่อมยินดีไม่น้อย” สาวใช้ยิ้มระรื่น “สหายนำอาหารมาฝากทั้งที เราก็ควรเตรียมสุราไว้ต้อนรับใช่หรือไม่”
“เช่นนั้น ขอทราบหน่อยว่ามีสุราอะไรบ้าง” สีหน้าของนักพรตไม่ปรากฏคลื่นอารมณ์แม้แต่น้อย
“หอเซียนกระเรียนเลื่องชื่อด้วยเสียงพิณและสุรา ที่นี่รวบรวมสุราดีทั่วแผ่นดินไว้ มีทั้งเหล้าเหลืองฮวาเตียวชั้นเลิศ เหมาะกับการดื่มให้ร่างกายอบอุ่นในวันหนาวเหน็บ เป็นเหล้าข้าวชั้นดีของอั๋งโจว ว่ากันว่าเป็นสุราที่อู่อันโหวชื่นชอบนัก หรือจะเป็นเหล้าองุ่นจากพรมแดนตะวันตก สีแดงดุจโมรา จะเป็นเหล้าดอกท้อ, ดอกซิ่งผลิบาน, เหล้าบ๊วยอ่อนหรือเทพเซียนเมามายล้วนมีทั้งสิ้น” สาวใช้เอ่ย
“หากท่านนักพรตไม่โปรดสุรา ดื่มชาแทนก็ได้” หว่านเจียงกล่าว
“ข้าเดินทางมาจากอำเภอหลิงเฉวียนในแคว้นอี้โจว เป็นอำเภอเล็กๆ ไม่มีสุราล้ำค่าหรอก ผู้คนส่วนมากก็ไม่มีเงินพอจะซื้อสุราดื่มกัน แต่ตามบ้านเรือนชาวนาจะหมักน้ำข้าวไว้ทำอาหาร หากมีแขกมาเยือนก็จะใช้เหล้านี้เลี้ยงแขก รสไม่จัดนัก ติดหวานเล็กน้อย” นักพรตเอ่ย “ที่หอเซียนกระเรียนพอจะมีหรือไม่”
“มีสิ” สตรียกยิ้มเล็กน้อย
“ต้องใส่น้ำตาลมากหน่อย”
“ได้”
วิชาที่ทำให้ส่วนหนึ่งของร่างกายแยกออกมาเป็นร่างแยกหลังจากที่บำเพ็ญตบะมามากพอนั้น ซ่งโหยวเคยอ่านเจอในคัมภีร์เก่าแก่ที่อารามมาก่อน ตอนนั้นยังรู้สึกว่าน่าสนใจ จึงจดจำไว้
แม้ในหมู่ปีศาจเอง ยังพบเห็นผู้ใช้วิชานี้ยากนัก มักเป็นปีศาจจิ้งจอกที่ใช้ ส่วนใหญ่ฝึกไว้เพื่อหลอกล่อมนุษย์ หาใช่เป็นร่างแยกที่แท้จริง คัมภีร์กล่าวไว้ว่า ร่างที่แยกออกมานั้นใช้ ‘ดวงจิตเดียวกัน’ คิด เปรียบดังหุ่นเชิดที่มีร่างจริงคอยควบคุม
แต่ถึงกระนั้นปีศาจจิ้งจอกตรงหน้ากลับแปลกนัก ดูก็รู้ว่าร่างจริงกับหางของนาง มีบุคลิกต่างกันราวฟ้ากับเหว ทำให้ซ่งโหยวครุ่นคิดมานานว่า
เป็นเพราะคัมภีร์บันทึกไม่ครบถ้วน หรือเหล่าบรรพาจารย์ไม่รู้จริงกันแน่ หรือแท้จริงแล้วนางใช้วิชาอื่นในการทำให้หางเป็นร่างแยก
หรือนางจะทำไปเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
เช่นนั้นแล้ว
“เหตุใดท่านนักพรตจึงมองข้าเช่นนั้น” สตรีเบื้องหน้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ข้าเสียมารยาทแล้ว”
“ท่านนักพรตหาใช่ปุถุชนผู้ยึดถึงธรรมเนียม ส่วนตัวหว่านเจียงนั้นยิ่งมิใช่มนุษย์ หากนับเป็นสหายเก่า ก็ไม่จำเป็นต้องมากพิธีนัก” หว่านเจียงกล่าว
“แล้วเหตุใดแม่นางจึงยังยึดติดกับมารยาทของมนุษย์อยู่เล่า” ซ่งโหยวถาม
“แค่ก…” หว่านเจียงแย้มยิ้ม แม้มิได้ยกมือปิดปาก แต่ก็หลุบตาลงเล็กน้อย ทั้งที่ยังคงกิริยางามสง่าไว้ “หว่านเจียงใช้ใบหน้านี้เผชิญผู้คนมานานจนเป็นความเคยชิน จะให้เปลี่ยนแปลงในเวลาอันสั้น เกรงว่าคงยากนัก”
“เช่นนั้นเอง”
ขณะเดียวกันสาวใช้ก็กลับขึ้นมาพร้อมถาดไม้ บนถาดมีกาน้ำชาดินม่วง[1] และถ้วยใบเล็กอีกหลายใบ
ด้านหลังยังมีบ่าวสองคนเดินตามมาพร้อมถาด
สาวใช้เข้ามาวางหม้อและถ้วยลงบนโต๊ะ ครั้นเปิดฝาหม้อออก กลิ่นน้ำข้าวหมักหอมอบอวลก็โชยขึ้นมา สาวใช้ค่อยๆ ตักเหล้าขุ่นขาวมีเม็ดข้าวลอยอยู่ประปรายใส่ถ้วย
ส่วนบ่าวอีกสองนางก็นำผลไม้มาจัดวางบนโต๊ะ
จานหนึ่งเป็นทับทิมแกะไว้อย่างประณีต อีกจานคือเป็นก้อนดินขนาดใหญ่สีเหลือง คิดว่าด้านในจะเป็นไก่ แต่เมื่อกะเทาะออกกลับกลายเป็นพวงองุ่นสุกฉ่ำ เสมือนเพิ่งเด็ดมาจากสวน
“พวกนี้ล้วนเป็นของที่บรรดาขุนนางผู้มั่งคั่งในเมืองส่งมาให้ ทั้งทับทิมจากแดนใต้ ทั้งองุ่นจากแดนตะวันตก เพิ่งสุกงอมเมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา ข้าใช้ดินเหลืองพอกไว้ ผ่านมาครึ่งปีจึงยังสดใหม่อยู่” สาวใช้ตักสุราพร้อมกับอธิบายไป ก่อนจะส่ายหัวไปมา “ไม่มีจิ้งจอกตนใดชอบของพวกนี้หรอก”
ทว่าแม่นางหว่านเจียงกลับไม่ได้กล่าวอะไร
ส่วนแม่นางสามสีก็หันไปจ้องบ่าวทั้งสองตาไม่กะพริบ
บ่าวสองคนนั้นวางถาดแล้วเดินรีบจากไป
ซ่งโหยวจึงจับหัวแม่นางสามสีให้หันกลับมา
“พวกนางเป็นปีศาจอ๊บอ๊บ!”
“กบต่างหาก…”
“กบ!”
เด็กหญิงตัวน้อยเผยสีหน้าเสียดาย
เนื้อกบก็อร่อยเหมือนกัน เสียดายที่พวกนางกลายเป็นปีศาจไปแล้ว
“เชิญดื่ม”
แม่นางหว่านเจียงหันมายิ้มบางๆ ให้ซ่งโหยว “ลองชิมดู ว่าต่างจากน้ำข้าวหมักที่ท่านคุ้นเคยหรือไม่”
“เกรงใจแม่นางแล้ว”
ซ่งโหยวยกถ้วยขึ้นดื่ม
รสชาติไม่ต่างกันมากนัก เพียงแต่เมื่อครั้งยังอยู่บนเขา ซ่งโหยวเป็นคนหมักเหล้านี้เอง หากจืดไปก็จะเติมน้ำผึ้งเพิ่มความหวาน แต่ของหอเซียนกระเรียนนั้นใส่น้ำตาลทรายขาวอย่างดี เป็นเครื่องปรุงชั้นเลิศของบรรดาคนใหญ่คนโตในฉางจิง เม็ดเล็กละเอียดดั่งทราย สีอ่อนและใสกว่าน้ำตาลทรายแดง แต่ก็ยังพอมีรสหวานคล้ายน้ำตาลทรายแดงอยู่บ้าง
ซ่งโหยวดื่มไปคิดไป ก่อนจะตักให้เด็กหญิงบ้าง โดยบอกนางว่านี่คือน้ำข้าวหมัก ไม่ใช่เหล้า รสชาติไม่เหมือนน้ำเปล่า เพราะใส่น้ำตาลให้ความหวาน
หยอกเล่นได้บ้างแต่ก็ควรหยอกแค่พองาม
“หอมเหลือเกิน!”
นางแทะหมดในไม่กี่คำ ไม่เหลือกระดูกแม้ชิ้นเดียว แม้มือมันเยิ้มไปหมด แต่นางหาได้สนใจ เพียงเงยหน้าขึ้นถาม
“ท่านใช้วิธีอะไรกัน”
“วิธีของข้าเอง นี่คือการตุ๋นน้ำพะโล้”
“ไม่คิดเลยว่าท่านนักพรตจะมีฝีมือเช่นนี้! ไม่ปิดบังท่านเลย ตั้งแต่บ่าวรับใช้เช่นข้าติดตามนายหญิงมาอยู่ฉางจิง ก็ได้แต่กินหญ้ากับผลไม้เท่านั้น ยังไม่เคยลิ้มรสของอร่อยเช่นนี้มาก่อนเลย!”
เด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งอยู่ข้างกายพลันแหงนหน้ามองพวกนาง
นางเห็นด้วยกับสิ่งที่หางจิ้งจอกกล่าวออกมาเมื่อครู่ กินแต่หญ้าและผลไม้จะไปอร่อยอะไรกัน
“บนเขานั้นเงียบสงบ นักพรตเช่นข้ามักหาอะไรทำฆ่าเวลา บางคนศึกษาเรื่องชา บางคนฝึกเพลงกระบี่หรือบรรเลงดนตรี ส่วนข้าก็ใช้เวลาไปกับเรื่องพวกนี้” นักพรตเอ่ยอย่างเป็นกันเอง เขายกถ้วยสุราขึ้นดื่มพลางปรายตามองไปยังสตรีที่นั่งอยู่ตรงข้าม
เพียงเห็นนางใช้นิ้วเรียวบางประคองถ้วยสุราขึ้นจิบอย่างละเมียดละไม รีบฝีปากแดงระเรื่อ ดวงหน้าดั่งหยกขาว งดงามยากจะหาผู้ใดเทียบเคียง
จิ้งจอกเช่นนางจะเลือกรูปลักษณ์หรืออาหารอันโอชะกันแน่
หรือสิ่งที่อยู่ในคัมภีร์จะเป็นจริง จิ้งจอกและหางใช้ดวงจิตเดียวกัน สัมผัสรับรู้ร่วมกัน แม้ภายนอกดูต่างกันราวคนละคน หากหางกิน ก็เท่ากับตัวได้กินด้วย
นางคล้ายจะรู้ตัวว่าถูกจ้องมอง หรืออาจรับรู้ถึงความคิดของนักพรตได้ หญิงสาวจึงเหลือบตาขึ้นมองเขาปราดหนึ่งอย่างเฉยชาก่อนหันกลับไปมองสาวใช้ของตน
“ฮี่ๆ…”
สาวใช้หยิบมีดสั้นออกมาจาก เรียกความสนใจของแม่นางสามสีได้ในพริบตา สาวใช้ค่อยๆ หันเนื้อออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วส่งให้นายหญิงด้วยสองมืออย่างนอบน้อม
แม่นางสามสีถึงได้ผ่อนลมหายใจลงบ้าง
แม่นางหว่านเจียงรับเนื้อชิ้นนั้นมาชิม
จากนั้นจึงเอ่ยกับนักพรตด้วยเสียงอันแผ่วเบา
“แม่นางชมเกินไปแล้ว”
ซ่งโหยวละสายตากลับมา เขายังคงเพลิดเพลินกับสุราเคล้ากลิ่นข้าวหมัก รสชาติหวานฉ่ำเหมือนน้ำตาล ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ข้ามาหาแม่นางครั้งนี้เพราะอยากขอคำชี้แนะเรื่องแคว้นเย่ว์โจว”
แม่นางหว่านเจียงนั่งนิ่งอยู่กับที่
สาวใช้ข้างกายก็เอียงคอมองนายหญิง ราวกับรอฟังว่านางจะตอบอย่างไร
แม่นางหว่านเจียงประคองถ้วยสุราขึ้นจิบ ก่อนจะวางลงแล้วเริ่มเล่า
“ตั้งแต่ก่อนยุคบรรพกาล แคว้นเย่ว์โจวก็เป็นแผ่นดินที่เหล่าภูตผีปีศาจปรากฏตัวขึ้นมากมาย แต่หลังจากนั้นหลายพันปี ฟ้าดินกลับแปรเปลี่ยนรวดเร็วเกินความคาดหมาย มนุษย์ใช้เวลาไม่นานก็สถาปนาอาณาจักรอันกว้างใหญ่ขึ้นมาได้ จากนั้นไม่นานก็เริ่มพัฒนาสติปัญญา ก่อเกิดเป็นพิธีกรรม, บทกวีและเสียงดนตรี กระทั่งผงาดขึ้นเป็นผู้ครอบครองใต้หล้า กลายเป็นที่โปรดปรานของสรวงสวรรค์ สถานที่ต่างๆ ที่เคยเป็นดั่งเขตต้องห้ามของมนุษย์ ก็ถูกยึดครองอย่างรวดเร็ว ภูตผีปีศาจทั้งหลายจึงทำได้เพียงล่าถอย ท่านนักพรตเกิดในยุคที่กฎเกณฑ์ต่างๆ มั่นคงแล้ว จะจินตนาการถึงความเปลี่ยนแปลงอันนำพามาซึ่งความปั่นป่วนเหล่านั้น ก็เกรงว่าจะเป็นเรื่องยากนัก”
ระหว่างพูด นางก็กวาดสายตามองนักพรตตรงหน้า
ทว่าเขากลับยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง “ประวัติศาสตร์ล้วนงดงามยิ่งใหญ่เสมอ บางทีภายภาคหน้าอาจมีการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่กว่านั้นอีกก็เป็นได้”
“ตอนนั้นโลกมนุษย์จะเป็นเช่นไรเล่า”
“ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้”
“…”
หญิงสาวส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะยกยิ้มบางๆ แล้วกล่าวต่อ
“ภายหลังเย่ว์โจวก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ถึงกระนั้นเผ่าปีศาจเก่าแก่ก็ยังคงสืบทอดทายาทเรื่อยมาจนทุกวันนี้ เพียงแต่พวกเราไม่ได้ปกครองผืนแผ่นดินนั้นอีกแล้ว ต่างก็พากันหลบซ่อนตามหุบเขาลึก ใช้ชีวิตไปตามยถากรรม แม้บางคราจะแฝงตัวเข้ามาอาศัยในเมืองมนุษย์ ก็ไม่กล้าก่อความวุ่นวาย มีหนทางให้เลือกเพียงเท่านี้ หากเลือกผิด ก็อาจะเป็นดั่งจอมมารวัวขาวที่รุ่งเรืองเพียงชั่วคราว แต่ท้ายที่สุดก็ต้องดับสูญไป”
“เช่นเดียวกับเผ่าจิ้งจอกหรือไม่”
“ใช่แล้ว” สตรีผู้นั้นก้มศีรษะเล็กน้อย ท่าทีดูอ่อนน้อมถ่อมตนนัก “เผ่าจิ้งจอกแห่งเย่ว์โจวของพวกข้า ก็เหมือนนกนางแอ่นแห่งสวี่โจว เป็นเผ่าจิ้งจอกเผ่าเดียวที่มีทายาทสืบทอด ส่วนจิ้งจอกเผ่าอื่นกลับเป็นดั่งสัตว์ที่บังเอิญกลายเป็นปีศาจ แตกต่างจากจิ้งจอกแห่งเย่ว์โจว เหมือนนกนางแอ่นธรรมดาที่กลายเป็นภูต ย่อมต่างจากนกนางแอ่นแห่งอันชิง บรรพบุรุษของพวกข้ายิ่งใหญ่นัก แม้ในยุคที่ผู้มีพลังอำนาจเก่งกาจไร้เทียมทาน บรรพบุรุษของพวกข้าก็ยังมีความสามารถโดดเด่น จึงได้ทิ้งมรดกอันล้ำค่าไว้”
สาวใช้ข้างกายนางยังคงแทะไก่ต่ออย่างเอร็ดอร่อย
มีเพียงแม่นางสามสีที่คอยแย่งเนื้อกับนาง
แกงเนื้อแกะในหม้อดินเดือดพล่านขึ้นอีกครั้ง สาวใช้ไม่รีรอ คว้าทัพพีขึ้นมาตักแบ่งใส่ถ้วยของตนและเด็กหญิงจนเต็ม ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มซดแกงอย่างรวดเร็วราวกับกำลังแข่งกัน
ส่วนซ่งโหยวก็ยังคงสนทนากับแม่นางหว่านเจียงต่อไป
“เพียงแต่เมื่อวิถีแห่งสวรรค์แปรเปลี่ยน เหล่ามนุษย์ผู้ควรมีชีวิตยืนยาวกลับกลายเป็นเพียงธุลี เส้นทางสู่ความเป็นอมตะหลายสายถูกตัดขาด แม้เผ่าปีศาจจะอยู่ถัดไปจากมนุษย์ แต่กลับเป็นเพียงเผ่าพันธุ์รั้งท้าย บัดนี้หากคิดจะเป็นอมตะก็ยิ่งยากนัก” หญิงสาวกล่าว “เผ่าจิ้งจอกแห่งเย่ว์โจวจึงค่อยๆ เสื่อมถอยลง ปีศาจเผ่าอื่นต่างต้องแสวงหาหนทางเอาตัวรอดต่อไป”
“แล้วมีปีศาจตนใดบ้างเล่า”
นักพรตถาม พลันได้กลิ่นหอมโชยออกมาจากหม้อดิน เขาจึงปรายตามองเจ้าแมวด้วยหางตา เห็นเด็กหญิงตัวน้อยดื่มน้ำข้าวหมักหมดแล้วเปิดฝาไหขึ้นตักเพิ่มอย่างไม่ลังเล จึงเอ่ยเตือน
“แม่นางสามสี อย่าดื่มให้มากนัก”
“นี่ไม่ใช่เหล้า! มันคือน้ำข้าวหมัก!”
“ถึงอย่างไรก็ต้องดื่มแต่พอดี”
“รู้แล้วน่า…”
แม่นางสามสีรับคำไปพลาง แต่ก็ยังตักน้ำข้าวหมักเต็มชามดังเดิม
แม่นางหว่านเจียงจึงกล่าวต่อ
“เผ่าของข้าสืบทอดเชื้อสายมาจากจิ้งจอกเก้าหางยุคบรรพกาล นับเป็นตระกูลเดียวกัน ทางตอนเหนือของเย่ว์โจวมีปีศาจต้นหลิว เป็นต้นไม้เก่าแก่อายุหลายพันปี นับเป็นอีกตระกูลหนึ่ง ได้ยินว่าต้นหลิวนั้นอยู่มาตั้งแต่ยุคโบราณ ไม่รู้อายุที่แน่ชัด ส่วนจอมมารวัวขาวเดิมทีก็นับเป็นอีกเผ่าเช่นกัน เพียงแต่น่าเสียดายที่มันเลือกเดินทางผิด แม้จะเป็นเพียงวัวเผ่าหนึ่งที่ก้าวสู่วิถีมาร แต่เมื่อพลั้งพลาดไปแล้ว ย่อมถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ ล้างเผ่าพันธุ์เป็นธรรมดา”
“ก่อนยุคบรรพกาล ทางใต้ของเย่ว์โจวเป็นทะเลสาบใหญ่ ปัจจุบันกลายเป็นไร่นา จอมมารวัวขาวก็มาจากทุ่งแห่งนั้น เดิมทีเป็นเผ่าแรดขาว ทางนั้นยังมีเผ่าจระเข้ ซึ่งเรียกตนเองว่าเป็นเผ่ามังกร แต่ปัจจุบันแทบไม่เหลือรอดแล้ว สิบกว่าปีก่อนทางตอนเหนือประสบภัยสงคราม พวกมันจึงพากันอพยพจากเย่ว์โจวไปหาที่พึ่งใหม่ ท่านนักพรตพเนจรทั่วใต้หล้า หากมีวาสนาย่อมได้พบพวกมันสักครา”
“แม่นางเองก็กำลังมองหา ‘หนทาง’ ใช่หรือไม่”
“ก็นับว่าใช่”
“เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้นเล่า”
“ทั้งเพื่อหาหนทาง ทั้งเพื่อหลีกหนีสงคราม มิเช่นนั้นหากข้าต้องแปดเปื้อนไปด้วยกลิ่นอายโลหิตหรือเข้าไปพัวพันกับปีศาจเผ่าอื่น สุดท้ายย่อมถูกสวรรค์กวาดล้างไปพร้อมกัน” แม่นางหว่านเจียงส่ายหน้าอย่างจนใจ “สมัยนี้ไม่ใช่ยุคที่ปีศาจกับมนุษย์แก่งแย่งชิงดีกันอีกแล้ว ท่านนักพรตคงไม่รู้กระมัง ว่ายุคนี้ปีศาจเช่นพวกข้าลำบากเพียงใด”
“ถ้วยนี้ข้าขอดื่มให้แม่นาง”
“ดื่มให้ข้าด้วยเรื่องใดกัน”
“สุขสันต์วันเหมันตวิษุวัต”
“ดี! สุขสันต์วันเหมันตวิษุวัต!”
แม่นางหว่านเจียงยกถ้วยขึ้นดื่มรวดเดียวหมด
ครานั้นเอง นางจึงเผยท่าทีมั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย
เผยให้เห็นนิสัยที่แท้จริงยามดื่มสุราอยู่ที่เรือนเพียงลำพัง จากนั้นนางจึงเริ่มเล่าต่อ
[1] ดินเผาที่ใช้ทำภาชนะชา ดูดกลิ่นชาได้ดี