ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 351 ฉางจิงไร้หญิงงามนามหว่านเจียง
อึก อึก…
เด็กหญิงตัวน้อยช้อนชามน้ำข้าวหมักขึ้น ดื่มจนหมดในรวดเดียว นางไม่ยอมกลืน แต่กลับอมไว้ในปากจนแก้มพองตุ่ย ปากเล็กๆ ก็ย่นลงตามไปด้วย นางเพิ่งดื่มเหล้าข้าวเข้าไป ใบหน้าจึงขึ้นสีแดงเรื่อเปล่งปลั่ง นางนั่งพิงหลังนักพรต กลอกตากลมโตไปมาพร้อมกับแกว่งเท้าเล่น ไม่ได้ตั้งใจจะกินข้าวต่อแล้ว เอาแต่นั่งเหม่อลอยด้วยความเบื่อหน่าย
ผ่านไปครู่หนึ่งจึงกลืนเหล้าข้าวลงไป
จากนั้นก็เม้มปากลง
เหล้าข้าวธรรมดากับเหล้าที่แม่ทัพเฉินมอบให้ก่อนหน้านี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง มันแทบไม่มีรสเหล้าเลย มีเพียงกลิ่นหอมของข้าว รสสัมผัสเย็นเคล้ากับรสชาติหวานฉ่ำ เป็นที่ชื่นชอบของนางนัก
เด็กหญิงตักเหล้าในไหเพิ่มโดยไม่ลังเลเลย
แต่คราวนี้กลับไม่รีบดื่ม เพียงวางไว้เฉยๆ แล้วหันไปจ้องนักพรตของตนที่กำลังคุยกับหญิงสาวอยู่
ผ่านไปไม่นานนักนางก็รู้สึกเบื่ออีกแล้ว
ผู้ใดเล่าจะไม่ยอมดื่มเหล้าชั้นดี ไม่ยอมซดแกงเนื้อแกะหอมๆ เนื้อไก่ยังไม่ยอมกินเลย เอาแต่คุยกันอยู่ได้
พวกผู้ใหญ่ทำตัวน่าเบื่อเช่นนี้ทุกครั้งเลยหรือ… หรือแค่บางครั้งกันนะ
เด็กหญิงคิดฟุ้งซ่านไม่หยุด
อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ novel-lucky
“แม่นางสามสี”
เสียงสาวใช้เอ่ยเรียกนาง
ดูท่าว่าสาวใช้เองก็คงอิ่มหนำแล้วเหมือนกัน และก็ไม่ได้สนใจบทสนทนาของนายหญิงกับนักพรตนัก จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยิ้มแย้ม
“แม่นางสามสีเบื่อหรือ ข้าเล่นเป็นเพื่อนเจ้าดีไหม”
“แม่นางสามสีมีหางของตัวเอง” เด็กหญิงตอบสั้นๆ
“เช่นนั้นก็ตามใจเจ้าก็แล้วกัน”
เด็กหญิงยังคงนั่งพิงนักพรต นางเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง ก็คล้ายจะนึกอะไรขึ้นได้ หรืออาจจะไม่คิดอะไรเลย บางครั้งนางก็หันไปสบตากับสาวใช้
เจ้าแมวน้อยคล้ายตกอยู่ในภวังค์ประหลาด
ฟิ้ว…
ลมหนาวพัดผ่าน ม่านขาวพลิ้วไหว
ม่านที่พลิ้วไปมานั้นดึงดูดสายตานางเข้าอย่างจัง
เด็กหญิงหันขวับไปทันที ก่อนจะหมุนตัว เพียงพริบตาเดียวก็กลายร่างเป็นแมว นางวิ่งพล่านไปทั่วบนชั้นสอง นางยืนสองขาคอยตะปบผ้าม่าน วิ่งไปวิ่งมาจากฝั่งซ้ายไปฝั่งขวา บางครั้งหยุดมองความว่างเปล่า แล้วกระโจนไปอีกทาง หรือไม่ก็ข่วนเสาอย่างบ้าคลั่ง
บางทีก็ไล่กัดหางตนเอง หมุนเป็นวงกลมอยู่บนพื้น หรือไม่ก็นอนแทะหางแล้ววิ่งไปที่ระเบียง ไต่ไปตามราวอย่างสบายใจ
เล่นอยู่สักพักก็กลับมาหานักพรตอีก นางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ชามเล็กสองใบ ปลายลิ้นลิ้มรสแกงเนื้อแกะสลับกับเหล้าข้าว จากนั้นนางก็วิ่งวนต่อไปด้วยความเบิกบานใจ
ส่วนนักพรตก็ยังคงตั้งใจฟังหญิงสาวเล่าเรื่องต่อไป
“เผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เห็นทีจะเป็นต้นหลิวเก่าแก่ที่มีชีวิตอยู่มาตั้งแต่ครั้นโบราณกาล มันเชื่อมฟ้าดินเข้าด้วยกัน จะหาอมนุษย์สักตนในใต้หล้ามาเปรียบเทียบด้วยก็คงยากนัก ทว่าก่อนสงครามแดนเหนือจะอุบัติขึ้น ก็ไม่มีใครได้ยินข่าวคราวอีกเลย ฟ้าดินเปลี่ยนผันรวดเร็วเช่นนี้ คงสูญสลายไปแล้วกระมัง” แม่นางหว่านเจียงกล่าว “ส่วนเผ่าวัวขาวนั้นกำลังถูกวิมานสวรรค์ตรวจสอบ เพราะจอมมารวัวขาวเข้าไปพัวพันกับวิถีมาร ส่วนเผ่าจระเข้นั้น ข้าได้ยินมาว่าอพยพลงใต้ หมายจะเลียนแบบเยี่ยนเซียนแห่งอันชิง หวังว่าจะขึ้นเป็นเทพได้โดยอาศัยแรงศรัทธา เพื่อให้เผ่าพันธุ์อยู่รอดต่อไป”
“แล้วพวกท่านคิดจะทำอย่างไรต่อ”
“ท่านนักพรตถามพวกข้า หรือถามจิ้งจอกที่แคว้นเย่ว์โจวกันแน่”
“ต่างกันหรือ”
หญิงสาวยิ้ม “ถ้าถามพวกข้า ก็ต้องบอกก่อนว่า ท่านถามเพราะห่วงใยสหาย หรือเพราะเป็นหน้าที่ของผู้บำเพ็ญพรต” หญิงสาวยกยิ้ม “หากเป็นอย่างหลัง ข้าคงตอบไม่ได้ แต่ถึงเป็นอย่างแรก ข้าก็ยังตอบไม่ได้อยู่ดี”
“เช่นนั้นก็ช่างเถิด”
ซ่งโหยวเอ่ยพลางหัวเราะเบาๆ แล้วถามต่อ “แล้วแม่นางเคยเห็นนกศักดิ์สิทธิ์แห่งแคว้นเย่ว์โจวหรือไม่”
“เคยเห็นครั้งหนึ่ง เมื่อครั้นยังเยาว์วัย”
“มันมาจากที่ใด”
“มีหลายคำเล่าลือ บ้างว่าเป็นภูตที่ถูกฟ้าดินชุบเลี้ยง บ้างว่าเป็นวิญญาณของผู้วิเศษครั้นโบราณกาลที่กลายเป็นนกหลังตาย หรือบางคนก็อาจเล่าว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ฟ้าดิน ความจริงนั้น คงมีแต่คนที่ได้เห็นมันในยุคที่มันถือกำเนิดเท่านั้นที่รู้” หญิงสาวเผยรอยยิ้มอ่อนหวาน ดวงตาของนางพลันเปล่งประกาย “แต่ครั้งนั้นที่หว่านเจียงได้เห็นนกศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังเพิ่งจำความได้ ครานั้นใต้หล้าตกอยู่ในกลียุค เพียงได้เห็นมันโผบิน ความงดงามนั้นก็ทำให้ลืมความทุกข์โศกทั้งปวงไป มันพาวิญญาณหลงทางนับไม่ถ้วนไปสู่สุขคติ ครานั้น ข้าไม่สนใจแล้วว่ามันมาจากที่ใด เพียงได้พานพบ ก็ถือว่าเป็นวาสนาแล้ว”
“ฟังดูก็มีเหตุผล” ซ่งโหยวพยักหน้าเบาๆ
กองไฟในเตาไม่แรงนัก แต่ก็เพียงพอจะต้มแกงเนื้อแกะให้เดือดได้ ฟองสีขาวขุ่นผุดขึ้นมา ส่งกลิ่นหอมลอยคลุ้ง
ซ่งโหยวใส่ยอดถั่วลันเตาลงในหม้อ เพียงครู่เดียวก็สุกแล้ว ตักใส่ถ้วยได้เลย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของยอดถั่วผสมกับความมันของน้ำแกง ทำให้เขารู้สึกอิ่มเอมจนใจอ่อนราวกับย้อนกลับไปยังวันวานบนภูเขา วันที่เขา, อาจารย์ และนักพรตเฮยอวี่ล้อมวงกันกินหม้อไฟท่ามกลางลมหนาว
ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น กลับเห็นเพียงหมอกควันเบาบาง และปีศาจจิ้งจอกที่คอยนั่งร่วมโต๊ะกับเขา
หญิงสาวเพียงยกยิ้มให้ ราวจะถามว่าเขากำลังคิดถึงสิ่งใด
“กินเนื้อสิ!”
ทันใดนั้นมือเล็กๆ ก็คีบเนื้อแกะมาตรงหน้าเขา
ครั้นมองตามมือนั้นไป ก็เห็นใบหน้าแฝงแววดื้อดึงของแม่นางสามสี
ดูเหมือนนางจะทนไม่ได้ที่เห็นเขาเอาแต่กินผัก
“…”
ซ่งโหยวก้มมองมือเล็กๆ ที่ทั้งมันแผล่บและชื้นแฉะ แถมมีฝุ่นติดอยู่นิดหน่อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“แม่นางสามสีกินเองเถิด”
เขาผลักมือน้อยไร้เรี่ยวแรงของนางออก
แต่เพียงพริบตาเดียว มือข้างเดิมก็ยื่นกลับมาอีกครั้ง
“กินเนื้อสิ!”
เด็กหญิงกล่าวเสียงหนักแน่น จ้องหน้าเขาไม่วางตา
“…”
ซ่งโหยวได้แต่เผยสีหน้าจนใจ
หญิงสาวฝั่งตรงข้ามยังคงมองมาด้วยสายตาอันสงบนิ่ง ส่วนสาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างหลังก็เอาแต่หัวเราะชอบใจ
“แม่นางสามสีใช้ตะเกียบเป็นตั้งนานแล้วมิใช่หรือ ทำไมวันนี้ถึงใช้มือหยิบเล่า”
“เพราะมือมีนิ้วมากกว่าตะเกียบอีก”
“มีเหตุผล” สาวใช้หัวเราะเห็นด้วย “แถมยังหยิบจับอะไรง่ายกว่าด้วย”
“แต่ก็ต้องใช้ตะเกียบอยู่ดี”
“ได้เลย”
เด็กหญิงตอบรับแล้วก็ย้ายเนื้อแกะจากมือขวาไปไว้ในมือซ้าย แล้วหยิบตะเกียบขึ้นมาด้วยมือขวา ใช้คีบเนื้อจากมือซ้ายส่งให้เขาอีกครั้ง
“กินเนื้อสิ!”
“แม่นางสามสี มือเจ้าเปื้อนฝุ่นนะ…”
“ก็แค่ฝุ่นเอง!”
“แม่นางสามสีพูดถูกแล้ว ก็แค่ฝุ่นเท่านั้นเอง พวกเราล้วนถือกำเนิดขึ้นบนใต้หล้านี้ มีหรือจะเลี่ยงไม่ให้เปื้อนฝุ่นได้” สาวใช้พยักหน้าเห็นด้วย “ตอนพวกข้ายังแปลงกายไม่ได้ก็นอนกลิ้งกินเนื้อบนพื้นดิน บางทีก็กลิ้งลงโคลนก่อนค่อยกิน ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย”
“…”
นักพรตไม่รีบร้อน เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาคนน้ำแกงในหม้ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคีบเนื้อแกะขึ้นมาสองสามชิ้น “ข้าคีบเองก็ได้”
แม่นางสามสีชะงักไปเล็กน้อย
นางแค่สงสารที่นักพรตมัวแต่กินผัก ไม่ได้ตั้งใจจะบังคับให้เขากินเนื้อจากมือนางจริงๆ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงชักตะเกียบกลับมา ทว่าเมื่อนางกำลังจะคีบเนื้อเข้าปาก หางตาพลันเหลือบไปเห็น ‘หาง’ของหญิงสาวฝั่งตรงข้ามกำลังยิ้มแย้ม แม่นางสามสีปั้นหน้านิ่ง ก่อนจะยื่นเนื้อแกะชิ้นนั้นให้หญิงสาวแทน
“เจ้ากินสิ!”
“…”
สาวใช้หุบยิ้มลงทันที
ก่อนที่เนื้อชิ้นนั้นจะตกลงในถ้วยของนาง
เด็กหญิงเพียงนั่งหลังตรง คอยจับจ้องไปที่นาง
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร อาหารบนโต๊ะก็ถูกเก็บไปหมดแล้ว เหลือเพียงผลไม้กับเหล้าข้าว สาวใช้ยกพิณมาวางให้นายหญิงของตน
พิณไม้ดำ ประดับด้วยลวดลายเมฆทอง
“ได้ยินมาว่าพิณตัวนี้ เคยเป็นของเซียนเมื่อพันปีก่อนจริงหรือ” ซ่งโหยวก้มมองเครื่องดนตรีนั้น
“เป็นไปตามคำเล่าลือ พิณตัวนี้มีอายุกว่าพันปีแล้ว” แม่นางหว่านเจียงตอบเสียงนุ่มนวล “เป็นของปรมาจารย์พิณแห่งยุคราชวงศ์อวี๋ ท่านผู้นั้นเป็นบุคคลที่เหล่านักสังคีตยกย่องให้เป็นเทพแห่งดนตรี หลังเขาสิ้นชีพ พิณนี้ก็ถูกเก็บรักษาอยู่ในราชสำนักอวี๋ แต่เมื่ออาณาจักรล่มสลาย นครหลวงแตกพ่าย วังหลวงถูกบุก พิณนี้ก็สูญหายไป บังเอิญว่ายุคสมัยบรรพบุรุษของข้ากำลังร่อนเร่อยู่ในโลกมนุษย์ พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง จึงมีผู้ศรัทธาผู้หนึ่งเสี่ยงชีวิตเดินทางหลายพันลี้ นำพิณนี้มามอบให้ถึงมือ”
“เป็นไมตรีอันล้ำค่าจริงๆ”
“ใช่แล้ว” แม่นางหว่านเจียงรับคำ “ว่ากันว่าในยุคนั้น มนุษย์ต่างกล้าสละชีวิตเพื่อชื่อเสียงเกียรติยศ หรือยอมตายเพื่อมิตรภาพได้อย่างน่าภาคภูมิใจ แต่สำหรับภูตผีปีศาจแล้ว ตอนนี้ใต้หล้าช่างเปลี่ยนไปไวเหลือเกิน”
“แม่นางช่างรอบรู้”
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ “ท่านนักพรตกำลังจะบอกว่าหว่านเจียงแก่หรือ”
“แม่นางก็รู้ว่าข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
“ข้าแค่ล้อเล่น” นางเพียงยิ้มแล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยน “วันนี้ได้สนทนากับท่านนักพรต ข้าไม่ต้องระวังถ้อยคำ ไม่ต้องสวมหน้ากาก รู้สึกโล่งใจนัก เหมือนเมื่อครั้งล่องเรือในสายธาร ข้าอยากดีดพิณนัก ท่านนักพรตให้ข้าบรรเลงสักเพลงเถิด สุรานี้จะได้หอมหวานขึ้นบ้าง”
“ข้าพร้อมสดับฟัง”
หญิงสาวเพียงยิ้ม ไม่พูดอะไรอีก
นิ้วเรียวยาวขาวราวหิมะ วางลงบนสายพิณอย่างมั่นคง มือซ้ายกดสาย มือขวากระตุกเบาๆ บรรเลงท่วงทำนองเพราะพริ้ง ใกล้ถึงเพียงนี้ ในใจพลันสั่นไหวตามไปด้วย
ซ่งโหยวนั่งฟังเงียบๆ
หิมะด้านนอกโปรยปราย ลมเหนือพัดแรง เสียงจอแจจากชั้นล่างค่อยๆ แผ่วลงไปโดยไม่รู้ตัว ผ้าม่านที่พลิ้วไหวพลันลู่ลาง ราวกับสายลมเองก็หยุดพัด ทั้งหอเซียนกระเรียนตกอยู่ในความเงียบสงบ
เสียงพิณดังขึ้นอีกครา
ฝีมือของนางลึกล้ำดุจเทพเทวา เสียงบรรเลงพิณไพเราะจับใจ ต่อให้ไม่ใช่ผู้รักในเสียงดนตรี ก็ยังเห็นภาพในดวงใจ ส่วนผู้ที่รักในเสียงเพลงอยู่แล้ว ยิ่งดื่มด่ำจนลืมโลก สุขสำราญจากภายในสู่ภายนอก
เสียงพิณยังคงดังก้อง ผู้คนล้วนสดับฟังด้วยความหลงใหล
แม้เสียงนั้นจะเงียบลงไปแล้ว หรือแม้แต่ยามที่ซ่งโหยวพาเด็กหญิงเดินออกมาจากห้อง ก็ยังไม่มีผู้ใดสังเกต กว่าทุกคนจะรู้ตัว เสียงพิณก็เงียบไปนานแล้ว
ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อน
“แม่นางหว่านเจียงเล่นพิณอีกแล้วหรือ”
ทันใดนั้นผู้คนก็เริ่มหันไปกระซิบกระซาบกัน
“หรือว่านักพรตผู้นั้นจะเป็นหมอ”
“อย่าบอกนะว่า…”
“พูดบ้าอะไร! เสียงพิณวันนี้ไพเราะนัก ฟังแล้วสบายใจราวกับได้รับแสงอาทิตย์ยามสามวสันต์ ไม่มีกลิ่นอายแห่งความเศร้าหมองเลยสักนิด จะเป็นอย่างที่เจ้าคิดได้อย่างไรกัน!”
“ก็จริง ข้าคิดว่าแม่นางหว่านเจียงคงหายจากโรคแล้ว ถึงได้ออกมาบรรเลงเพลงเช่นนี้”
“……”
ลูกจ้างหอเซียนกระเรียนออกมาเชื้อเชิญผู้ที่ยืนเฝ้าหน้าประตูมาหลายวันแต่ไม่มีเงินมากพอให้เข้ามานั่งรวมกับผู้ลากมากดีทั้งหลายในโถงใหญ่ พร้อมกับยกสุราชั้นดีมาให้ดื่มร่วมกัน
ไม่นานนัก เสียงพิณก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ขณะนั้น นักพรตก็เดินห่างออกไปแล้ว
เขาหยุดฝีเท้าลง พลางเหลียวหลังกลับไปตามทิศทางที่เสียงพิณแว่วมา ขณะเดียวกันก็กุมมือของแม่นางสามสีที่เอาแต่สะบัดไปมาไว้แน่น
ผู้คนมากมายบนถนนกำลังมุ่งหน้าไปยังหอเซียนกระเรียน
และมีเพียงนักพรตเท่านั้นที่รู้ หลังจากวันนี้เป็นต้นไป นครฉางจิงจะไม่มีหญิงงามนักดีดพิณนามหว่านเจียงอีกต่อไป