ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 353 องค์เทพและดาบสะบั้นวารี
เอี๊ยด…
ซ่งโหยวผลักประตูห้องออก เขาให้เด็กหญิงเดินเข้าไปก่อน ส่วนตนตามเข้าไปทีหลัง
ทว่าเมื่อก้าวเข้ามาในห้อง กลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เด็กหญิงตัวน้อยเองก็สีหน้าที่แต่เดิมเคยสดใสร่าเริงพลันเคร่งขรึมขึ้น คอยมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง
กระทั่งทั้งสองสายตาไปหยุดอยู่ที่โต๊ะกลางห้อง
บนโต๊ะมีกริชวางอยู่หนึ่งเล่ม
ด้ามกริชเรียวยาวทำจากไม้
พรึ่บ!
ทันใดนั้นหมอกขาวลักษณะคล้ายเมฆพลันฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง ในม่านหมอกมีแสงวูบวาบดั่งสายฟ้าและร่างหนึ่งซึ่งเปล่งประกายไปด้วยรัศมีแห่งเทพ
“ข้ามาคืนดาบสะบั้นวารีให้เจ้า” เทพในม่านหมอกกล่าว คราวนี้หาได้เอ่ยด้วยเสียงดังกังวานเช่นครั้งก่อน ราวกับกลัวจะไปรบกวนผู้ใดเข้า แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เสียงนั้นถึงยังสะท้อนก้องในโสตประสาทไม่หยุด “ข้าสืบหาที่มาของกริชนี้ให้เจ้าแล้ว เดิมทีมันเป็นของเทพเจ้าประจำแม่น้ำอิ่นเจียง ถูกหลอมขึ้นเมื่อราวพันปีที่แล้ว ทว่าเมื่อแปดร้อยปีก่อน กริชเล่มนี้ได้สูญหายไปในโลกมนุษย์ ไม่นานหลังจากนั้น เทพแม่น้ำอิ่นเจียงก็ถูกลงทัณฑ์เพราะทำศาสตราเทพสูญหายและละเลยหน้าที่ ท้ายที่สุดก็ค่อยๆ ดับสูญไป”
“แม่น้ำอิ่นเจียงหรือ…”
ซ่งโหยวพึมพำ เขาจำแม่น้ำสายนี้ได้ดี
“ต้นน้ำอยู่ที่ทางใต้ของเมืองฉางจิง ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำอวี้ฉวี่ ผ่านไปยังเฟิงโจวและเหยาโจวไปสู่ทะเลทางตะวันออก เมื่อพันปีก่อน แม่น้ำแห่งนี้ยิ่งใหญ่กว่าทุกวันนี้มาก” โจวโจวเหลยกงอธิบายคร่าวๆ “ข้าสืบได้เพียงเท่านี้ ศาสตราเทพชิ้นนั้นสูญหายไปในโลกมนุษย์จริง จุดที่พบคือริมฝั่งแม่น้ำอิ่นเจียง ในอำเภอเจิ้งซี แคว้นเหยาโจว จนบัดนี้ที่นั่นยังคงมีเรื่องเล่าขานอยู่”
โจวโจวเหลยกงหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ
“ศาสตราเทพถือเป็นกิจของเทพ ข้าทำได้เพียงสืบเรื่องราวให้กระจ่าง ยืนยันความจริง และนำมันกลับไปเพื่อปกป้องสรรพสิ่งทั้งปวง แต่ในเมื่อมันตกอยู่ในมือของทายาทแห่งอารามฝูหลงเช่นเจ้า ก็ไม่อาจถือว่าเป็นของมนุษย์อีก ส่วนมันถูกส่งต่อไปยังดินแดนเหนือได้อย่างไรนั้น ล้วนเป็นเรื่องของปุถุชนทั้งสิ้น”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
ซ่งโหยวประสานมือคารวะ “ขอบคุณท่านมาก”
“ไม่มีเรื่องใดแล้ว ข้าขอลาไปก่อน!” โจวโจวเหลยกงเชิดหน้ามองลงมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงอันทรงพลัง “อย่างไรเสียที่นี่ก็ไม่ผู้ใดจุดธูปให้ข้า!”
“ช้าก่อนโจวเหลยกง”
“เจ้ายังมีเรื่องอะไรอีก”
“ท่านพอจะทราบเรื่องภูเขาเยี่ยซานแห่งแคว้นเฟิงโจวหรือไม่”
“ไม่ใช่หน้าที่ของข้า ข้าไม่รู้!”
“แล้วเคยได้ยินชื่อหมอเทวดาไช่หรือไม่”
“เกี่ยวอะไรกับข้าเล่า”
“มันเป็นเรื่องบังเอิญ…”
ซ่งโหยวลากเก้าอี้มานั่งข้างโต๊ะ หันหน้าเข้าหาโจวโจวเหลยกง แล้วหยิบกริชบนโต๊ะส่งให้เด็กหญิงข้างกาย ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสมือนกำลังเล่าเรื่อง
เขาเล่าว่าหมอเทวดาไซ่ได้ถ่ายทอดแก่นแท้แห่งศาสตร์การแพทย์ไว้ในตำรา ‘คัมภีร์หมอไช่’ โดยหมายให้ผู้คนเข้าใจต้นเหตุของโรคและวิธีรักษา ยามเจ็บไข้จะได้ไม่ต้องตื่นตระหนกหรือตกอยู่ในความงมงาย เช่น ไปบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือใช้วิธีพิสดารใดๆ ทว่าที่ผ่านมากลับประสบเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ทั้งถูกหนูแทะ ถูกแมลงตอม ต้นฉบับที่เขียนไว้ดีแล้วก็ถูกทำลายโดยภัยพิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม หรือแม้แต่ถูกโจรขโมยไปเสียก็มี
ท้ายที่สุดยังมีเรื่องของหมอเฉินด้วย…
โจวเหลยกงฟังแล้วก็ขมวดคิ้วแน่นขึ้นเรื่อยๆ
“บนภูเขามีทั้งพายุฝนและแผ่นดินไหว ล้วนเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไม่เกี่ยวข้องกับเทพเทวา ส่วนโจรปล้นชิงนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดาบนโลกปุถุชน อีกอย่างบ้านเรือนส่วนใหญ่ในเมืองหลวงมักสร้างขึ้นจากไม้ อากาศแห้งทำให้เกิดเพลิงไหม้บ่อยครั้ง ที่เจ้าว่ามานั้น ล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น” โจวเหลยกงกล่าวพลางสูดลมหายใจลึก “เพียงแต่หากสิ่งที่เจ้าว่าทั้งหมดเป็นจริง ก็นับว่า ‘บังเอิญ’ เกินไปจริงๆ”
“ท่านเหลยกงผดุงความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง ข้าจึงกล้าเล่าให้ท่านฟัง” ซ่งโหยวเอ่ย “ข้าอยากฟังความเห็นจากท่าน”
“เจ้าสงสัยว่าเป็นฝีมือ ‘เทพที่ไม่เป็นเทพ’ หรือเทพที่คอยก่อความวุ่นวายอยู่ในเงามืดหรือ”
“ล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น”
“แต่เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่สองปีก่อน บ้างก็ย้อนไปสิบกว่าปี หรือยี่สิบปีก่อน บัดนี้คิดจะสืบให้ชัดย่อมเป็นไปได้ยากนัก” โจวเหลยกงกล่าวด้วยเสียงเคร่งขรึม “ตอนนี้ศึกทางเหนือเพิ่งสงบ แต่เขตแดนภายนอกนั้นกลับสะสมภัยจากปีศาจไว้มากมาย หลังจากจอมมารวัวขาวแห่งเย่ว์โจวถูกปราบ วิมานสวรรค์ได้มีบัญชาให้กำจัดเผ่าแรดขาวทั้งหมด แต่ก็ยังมีปีศาจจำนวนไม่น้อยที่หลบหนีไปได้ ข้าและบรรดาเทพสายฟ้ายังต้องตามสืบอยู่ รอให้ข้าจัดการเรื่องที่ดินแดนตอนเหนือเสร็จสิ้นเสียก่อน หากมีเวลาว่าง จะไปสืบดูให้แน่ชัด”
“ท่านไม่ต่องรีบหรอก” ซ่งโหยวตอบ “ข้าไม่ได้จะให้ท่านลงมือสืบเพราะได้รับคำสั่งสวรรค์ เพียงแต่เห็นว่ามันช่าง ‘บังเอิญ’ เหลือเกิน จึงแจ้งให้ท่านทราบเท่านั้น”
“ไม่ต้องห่วง! ข้าจะไม่ทำให้วิมานสวรรค์ต้องเสื่อมศักดิ์ศรีแน่นอน!”
“…”
ซ่งโหยวสบตาเทพสายฟ้าตรงหน้า แล้วค้อมศีรษะลง
“ขอบคุณท่านมาก”
ก่อนจะกล่าวต่ออย่างไม่คิดปิดบัง “หากวันใดท่านสืบได้ความแล้วเกรงจะเกิดปัญหาขึ้น ย่อมบอกข้าได้เสมอ เรื่องเช่นนี้เทพและมนุษย์ล้วนแตกต่าง ฟ้าดินล้วนมีขอบเขต หากเกิดปัญหาขึ้น…”
ชายหนุ่มยกยิ้มเบาบาง “ข้าย่อมไม่เกรงกลัวอันใด”
“อารามฝูหลงได้รับความเมตตาจากสรวงสวรรค์ มีสิ่งใดต้องหวั่นเกรง!” โจวเหลยกงเหลือบตามองเขาอย่างเย็นชา “หากไม่มีเรื่องอื่น ข้าจะไปแล้ว!”
“หากมีโอกาสพบกันอีก ข้าจะจุดธูปให้ท่านแน่นอน”
“ฮึ!”
โจวเหลยกงแค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะนั่งตัวตรงกลางหมอกขาว แหงนหน้าขึ้นด้วยท่าทีอันองอาจ ดุจรูปเคารพบนแท่นบูชาในศาลเจ้า
ฟิ้ว…
สายลมพัดผ่าน หมอกควันพลันจาง
ซ่งโหยวยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมลง คอยครุ่นคิดอยู่เงียบๆ
โจวเหลยกงพูดถูกแล้ว เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกมนุษย์ อาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ เป็นภัยธรรมชาติ เป็นกรรมลิขิต หรือเป็นเจตนาสวรรค์ที่ไม่อาจฝืนได้ อีกทั้งเวลาที่ผ่านมาก็ยาวนานเกินกว่าจะสืบให้ชัด
แม้แต่เหตุเพลิงไหม้ที่โถงจี้ซื่อเมื่อสองปีก่อน ก็ยากจะสืบสาวให้กระจ่างแล้ว…
บ้านเรือนส่วนใหญ่ในเมืองหลวงฉางจิงสร้างขึ้นจากไม้ ซ้ำยังมีสภาพอากาศแห้งแล้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ย่อมเกิดเพลิงไหม้ได้ง่าย มิเช่นนั้นเหตุใดจึงต้องมีหน่วยดับไฟไว้ด้วยเล่า แม้ในยุคนี้ หน่วยดับเพลิงยังมีเครื่องมือเฉพาะทาง สามารถฉีดน้ำจากชั้นล่างขึ้นไปยังชั้นบนของอาคารได้อย่างแม่นยำ อากาศแห้งแล้งเช่นนี้ เผลอไม่ระวังตัวเพียงครู่เดียว ก็อาจเกิดเพลิงได้ง่าย บางครั้งแม้ไม่มีผู้ใดแตะต้อง ไฟก็ติดขึ้นเองเสียอย่างนั้น หากเป็นเพราะมีพลังเหนือธรรมชาติกำลังลอบก่อเหตุอย่างระแวดระวัง เกรงว่าต่อให้เป็นองค์เทพารักษ์แห่งฉางจิงก็ยังไม่อาจรู้ตัว
เพียงแต่ ‘ความบังเอิญ’ นั้นช่างเกิดขึ้นหลายครั้งเหลือเกิน…
ซ่งโหยวเองก็ไม่เคยเห็น ‘คัมภีร์หมอไช่’ ฉบับสมบูรณ์ ได้แต่ฟังจากปากหมอเทวดาไช่ว่า คัมภีร์เล่มนี้สามารถเปลี่ยนทัศนะของขุนนางและราษฎรทั้งหลายต่อเรื่องโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างสิ้นเชิง แม้แต่หมอชื่อดังทั้งหลาย หากได้อ่านคัมภีร์นี้ ก็อาจรู้สึกสะท้อนใจ เพราะเมื่อผู้คนเข้าใจแก่นแท้ของโรคและศาสตร์การแพทย์แล้ว ก็เท่ากับได้เปิดประตูแห่งปัญญา อาศัยการแลกเปลี่ยนความคิดร่วมกัน บางทีคัมภีร์เล่มนั้นอาจเป็นเพียง จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เท่านั้นเอง
ซ่งโหยวนั่งเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง
“นักพรต!”
เสียงของแม่นางสามสีดังขึ้น ทำให้เขาหลุดจากภวังค์ ครั้นหันไปมอง กลับเห็นนางถือหนูตัวหนึ่งไว้ในมือ หนูตัวนั้นยังมีชีวิตอยู่ ดวงตากลมโตสีดำขลับคู่นั้นคอยจับจ้องมาทางเขาอย่างระแวดระวัง
“เจ้าเอาไปเล่นสิ!”
“…”
ซ่งโหยวยกมือปฏิเสธ
“ขอบใจเจ้ามาก”
“สนุกมากเลยล่ะ!”
“แม่นางสามสีไปพักผ่อนเถิด” ซ่งโหยวเอ่ยเสียงแผ่ว “พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางกัน”
“ไปไหนหรือ”
“ไปเยี่ยมหมอเทวดาไช่และเซียนงูที่เขาเป่ยชิน”
“อ้อ ได้เลย!”
“ไปนอนเถิด”
“เช่นนั้นแม่นางสามสีไปนอนก่อนนะ แต่ข้าจะทิ้งเจ้าหนูนี่ไว้ให้เจ้าเล่น” แม่นางสามสีกล่าวพลางยื่นมือออกมือ “เวลาเล่นเจ้าก็แค่ปล่อยมันไว้เฉยๆ แกล้งทำเป็นไม่มองมัน แล้วมันจะค่อยๆ หนีไป ถ้ามันไม่หนี เจ้าก็แหย่มันนิดหนึ่ง พอมันเริ่มวิ่ง เจ้าก็ค่อยไล่ตามมันไป!”
“เข้าใจแล้ว”
“เจ้าเก็บไว้เล่นสิ!”
“ไม่เป็นไร ขอบใจเจ้ามาก”
“ทำไมล่ะ”
“…วางไว้ตรงนี้ก็ได้”
“ได้เลย!”
เด็กหญิงวางหนูลง แล้วเดินขึ้นชั้นบนไป
ซ่งโหยวถอนหายใจเบาๆ โบกมือไล่เจ้าหนูตัวน้อยให้หนีไปตามทางของมันเอง จากนั้นจึงหันไปต้มน้ำชาอย่างสงบใจ
แต่ผ่านไปไม่นานนักเจ้าแมวสามสีก็เดินลงมาจากชั้นบนอีกครั้ง พร้อมกับคาบหนูมาวางไว้ต่อหน้าเขา แหงนหน้ามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนหันหลังเดินขึ้นไปอีก
ครั้นเพ่งดูให้ดี ก็พบว่าเป็นหนูตัวเดิมนั่นเอง
หลายวันต่อมา บนเขาเป่ยชิน
ลมพัดกระโชก หิมะโปรยปราย
นักพรตหนุ่มเดินฝ่าพายุหิมะไปเรื่อยๆ ด้านหลังมีแมวสามสีตัวหนึ่งคอยเดินตามไม่ห่าง ส่วนบนท้องฟ้า ก็มีนกนางแอ่นตัวหนึ่งโบยบินอยู่ห่างไกลเสียจนกลายเป็นเพียงจุดดำเล็กๆ
ภูเขาทั้งลูกถูกหิมะปกคลุมจนกลายเป็นสีขาวโพลน แทบมองไม่เห็นบ้านเรือนและกระท่อมบนไหล่เขา ยากจะมองเห็นเส้นทางใดๆ นางแอ่นบินที่คอยบินนำได้แต่บอกทิศทางคร่าวๆ แต่ไม่อาจตามหากระท่อมของหมอเทวดาไช่ได้ เพราะแม้นกเองก็ยังแยกถนนกับผืนดินไม่ออก
ซ่งโหยวอาศัยความทรงจำ ค่อยๆ เดินหาจนกระทั่งเห็นกระท่อมของหมอเทวดาไช่ในที่สุด
นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เขามาเยือนสถานที่แห่งนี้
โชคดีที่ยังไม่ทันเข้าใกล้มาก ก็มองเห็นควันไฟพวยพุ่งออกมาจากปล่องบนหลังคากระท่อม ครั้นเดินมาถึงหน้าประตู ก็ได้ยินเสียงคนเล็ดลอดออกมา แม้ประตูจะปิดอยู่ก็ตาม
ครั้งนี้เขาจะไม่กลับไปมือเปล่าแน่นอน
“เหมียว”
แมวสามสีหันหน้ามามองเขา
นักพรตก้าวไปเคาะประตู
ก๊อก ก๊อก…
ไม่นานจึงมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านใน
เอี๊ยด…
ประตูฝืดๆ ถูกเปิดออกในที่สุด
ผู้ที่มาเปิดประตูเป็นชายอายุราวสามสิบปลายถึงสี่สิบต้นๆ เป็นศิษย์ของหมอเทวดาไช่นั่นเอง
ครั้นเห็นหน้าค่าตาแล้ว นักพรตก็คำนับลงพร้อมรอยยิ้ม ทว่าศิษย์ผู้นั้นกลับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะร้องออกมาเสียงดัง
“ท่านอาจารย์! คุณชายซ่งมาเยี่ยมขอรับ!”
จากนั้นจึงหันกลับมาเปิดประตูออกกว้าง แล้วกล่าวเชื้อเชิญอย่างนอบน้อม
“ลมหิมะข้างนอกรุนแรงนัก ท่านเข้ามาข้างในเถิด!”
“รบกวนท่านแล้ว”
ซ่งโหยวยืนปัดเศษหิมะออกจากชายเสื้ออยู่ที่หน้าประตู เจ้าแมวสามสีก็สะบัดตัวจนหิมะกระจายไปทั่ว สั่นขาเล็กน้อยให้หายหนาว ก่อนจะตามนักพรตเข้าไปในกระท่อม
ส่วนนางแอ่นก็บินไปเกาะอยู่บนขอบหน้าต่างใต้ชายคา
ศิษย์รีบปิดประตูขวางไม่ให้ลมหนาวพัดเข้ามา ข้างในจุดเตาถ่านไว้แล้ว บรรยากาศรอบข้างจึงอบอุ่นขึ้นมาในทันใด
ทันใดนั้นกลับมีสองร่างเดินออกมาจากด้านใน
หนึ่งในนั้นยังคงสวมเสื้อผ้าอยู่
คนผู้นั้นคือหมอเทวดาไช่ และศิษย์อีกคนของเขา
“โอ้! คารวะคุณชาย!”
“คารวะท่านหมอ”
ทั้งสองฝ่ายคำนับให้กันและกัน แล้วยืดตัวตรง
ใบหน้าของหมอเทวดาไช่ดูชราลงกว่าครั้งก่อนที่ได้พบกันอยู่มาก น้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็อบอุ่นยิ่งนัก
“แม่นางหร่วนบอกว่าท่านกำลังมา ข้าจึงเฝ้ารอท่านมาหลายวันแล้ว”
“มิกล้า มิกล้า”
ซ่งโหยวตอบพลางกวาดตามองไปรอบๆ “แล้วจอมยุทธ์หญิงผู้นั้นจากไปตั้งแต่เมื่อใดหรือ”
“สองวันก่อนนี่เอง พอดีข้าลงไปเปิดโรงหมอที่เชิงเขา ปล่อยให้นางรออยู่ท่ามกลางหิมะเสียหลายวัน”
“เช่นนั้นหรือ”
“ท่านนั่งก่อนเถิด”
หมอเทวดาเชิญให้เขามานั่งข้างเตาไฟ
ทั้งสองสบตากัน ต่างก็อดถอนใจมิได้