ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 352 เป็นเพียงความบังเอิญ
เสียงพิณที่แว่วมาจากหอเซียนกระเรียนในวันนี้ เป็นบทเพลงที่เหล่าผู้ลากมากดีจากฉางจิงไม่เคยได้ยินมาก่อน ท่วงทำนองนั้นแตกต่างไปจากทุกครา
คนทั้งหลายที่มาชุมนุมกันในหอนี้ แต่เดิมต่างมาที่นี่เพื่อเยี่ยมเยียนเซียนนักดีดพิณที่กำลังป่วยหนัก เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกกังวลใจและเศร้าสร้อย ทว่าบัดนี้กลับกลายเป็นเบิกบานใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น เหมันต์นอกหอสูงร่วงโรย หยาดพิรุณหนาวเหน็บโปรยลงสู่พื้นถนน แต่เพียงได้สดับฟังเสียงพิณ กลับรู้สึกอบอุ่นไปทั้งกาย ราวได้อาบแสงแดดยามวสันต์ เหล่านักปราชญ์มักคร่ำครวญฤดูกาลอยู่เสมอ ในนครฉางจิงมีปัญญาชนผู้มุ่งมั่นแต่ไร้หนทางแสดงฝีมืออยู่ไม่น้อย บัดนี้ล้วนสัมผัสได้ถึงความอิสรเสรีอันน่าพิศวง
ปกติแม่นางหว่านเจียงแทบไม่เคยบรรเลงบทเพลงเช่นนี้มาก่อนเลย
ในบรรดาบทเพลงทั้งหลาย ก็ใช่ว่าจะสะกดใจผู้คนไว้ได้ทั้งหมด
ทุกคนล้วนฉงน แต่ถึงกระนั้นก็ยังหลงใหลในเสียงพิณนั้น
ดุจล่องลอยในสุราลัย สุขสันต์เสียยิ่งกว่าได้ขึ้นเป็นเซียน
เหล่าปัญญาชนคบค้าสมาคมกันอย่างลึกซึ้ง มีผู้หนึ่งได้สติขึ้นมาระหว่างช่วงที่เสียงพิณเงียบไป กฌรีบลุกออกไปฝากคนให้ไปตามสหายผู้รักในดนตรี บอกให้รีบมาชมแม่นางหว่านเจียงบรรเลงพิณในวันนี้
ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ novel-lucky
กระทั่งมีคนเริ่มสังเกตเห็นบางสิ่ง
ไม่ทันไร ทั้งลมหนาว หยาดฝนพรำ และหิมะขาวที่ร่วงโปรยปรายลงสู่ท้องถนนแห่งเมืองฉางจิงพลันสงบลง ฟ้าเบื้องบนอันหม่นมัวคล้ายถูกมือล่องหนแยกออก เผยให้เห็นผืนนภาสีครามและแสงตะวันที่สาดลงบนถนน ต่อให้เป็นชาวบ้านที่อยู่ไกลจากหอเซียนกระเรียน แม้ไม่ได้ยินเสียงพิณ ก็ยังสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ใช่ว่าจะพบเจอได้ในยามเหมันต์นี้
ผึ่ง!
ประหนึ่งสายพิณขาดสะบั้น
ผู้คนที่ยังลุ่มหลงอยู่ในท่วงทำนองล้วนพากันสะดุ้งโหยง ราวถูกฉุดกระชากออกจากห้วงฝันที่ถักทอขึ้นมาเอง ต่างตกอยู่ในความมึนงงและตะลึงงัน ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร
แม่นางหว่านเจียงไม่เคยทำสายพิณขาดมาก่อนเลย
ยังไม่ทันจะเรียกสติคืนมา เหล่าแขกต่างพากันเบิกตากว้าง บางคนมองไปยังม่านกั้นเรือนด้านหลัง บางคนเงยหน้าขึ้นมองเพดานไม้
บ้างกระซิบกระซาบ บ้างขมวดคิ้ว
บางคนที่เคยขึ้นไปฟังพิณชั้นสองอยู่บ่อยครั้งคิดจะขึ้นไปดูก็ถูกขวางไว้
ผ่านไปเนิ่นนานจึงมีเสียงฝีเท้าแว่วมาจากบันไดไม้
เพราะเป็นบันไดไม้ เสียงจึงชัดเจนยิ่งนัก
ผู้คนพากันเงียบ ก่อนจะแหงนหน้ามองขึ้นไป
บรรยากาศในโถงใหญ่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มหล่น
พรึ่บ
หญิงสาวร่างอรชรผู้หนึ่งเดินก้มหน้าก้มตาออกมาอย่างเร่งร้อน ครั้นเงยหน้าขึ้น ทุกสายตาต่างพากันตะลึง
ดวงตาของนางแดงก่ำ น้ำตาเอ่อคลอเบ้า ริมฝีปากสั่นระริก สีหน้าฉายแววทุกข์ระทม
“นายหญิงป่วยหนัก บัดนี้สิ้นลมหายใจแล้วเจ้าค่ะ”
แขกทั้งหอเซียนกระเรียนพากันเงียบ นิ่งราวถูกสาป ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเริ่มมีเสียงแว่วมา
“หา นี่เจ้า…”
“เจ้ามัวเพ้อเจ้ออะไรกัน”
“นั่นซี จะเป็นไปได้อย่างไร”
“เมื่อครู่ยังได้ยินแม่นางหว่านเจียงบรรเลงพิณอยู่เลย บทเพลงนั้นไพเราะดุจเทพเซียนลงมาบรรเลง จะด่วนจากไปเช่นนี้ได้อย่างไร!”
“บ่าวเช่นเจ้าอย่าพูดจาส่งเดชเลย!”
“หรือว่าจะเข้าใจผิด”
“ข้าเพิ่งจะได้ยินกับหูตนเอง เสียงพิณใสกระจ่างเช่นนั้น นางหายดีแล้วแน่นอน ถึงนางจะป่วยหนักใกล้ตาย แต่เสียงพิณเมื่อครู่นั่น จะ ป…เป็นไปได้อย่างไร”
ทุกคนต่างเอ่ยถ้อยคำค้าน เอาแต่มองสาวใช้ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ
“เมื่อครู่…”
สาวใช้สะกดกลั้นก้อนสะอื้น ก่อนจะปริปากเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า “เมื่อครู่นายหญิงขอเวลาเป็นอิสรภาพจากสรวงสวรรค์ไว้เพียงสามเค่อเจ้าค่ะ…”
“…”
ทุกคนพากันเงียบไปอีกครา
บัดนี้ทุกคนจึงเข้าใจ
แท้จริงแล้ว นักพรตที่ขึ้นไปเมื่อครู่คือผู้ไปทูลขอเวลาจากสรวงสวรรค์ เพื่อปลดเปลื้องพันธนาการให้แม่นางหว่านเจียงชั่วคราว เป็นเวลาเพียงสามเค่อเท่านั้น
บัดนี้จึงไม่มีใครกล้าเอ่ยปากแล้ว
ฝูงชนผลักสาวใช้ให้หลีกทาง ต่างพากันแห่ขึ้นไปชั้นบน แม้จะถูกลูกจ้างร่างกำยำขวางไว้ ก็ยังดึงดันขึ้นไปถึงชั้นสองจนได้ มองผ่านม่านแพรขาว เห็นเพียงโต๊ะและพิณกลางห้อง กับร่างสตรีในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ล้มลงอยู่เบื้องหน้า ชายกระโปรงของนางยังคงพลิ้วไหว งดงามดุจเทพธิดาแม้ในยามสิ้นลม
ผู้คนมากมายต่างร่ำไห้
ใต้หล้านี้ไม่มีหญิงงามนามหว่านเจียงอีกต่อไปแล้ว
ผู้รักใคร่เพลงพิณ หลงใหลในดนตรียิ่งชีวิต จะไม่ได้ฟังบทเพลงอันสะเทือนดวงใจเช่นนี้ไปอีกตลอดกาล
นักพรตยังคงจูงมือเด็กหญิงเดินไปตามถนน
วันนี้แม่นางสามสีดื้อเป็นพิเศษ
บางทีก็วิ่งนำไปไกลหรือหยุดยืนมองโน่นนี่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซ้ำยังเอื้อมมือไปจิ้มของที่พ่อค้านำออกมาเร่ขาย จนซ่งโหยวต้องดึงนางกลับมาทุกครั้ง ทว่าเมื่อเด็กหญิงเงยหน้าขึ้น แววตาอันใสซื่อไร้เดียงสานั้นกลับทำให้เขาไม่กล้าดุ
“แม่นางสามสีเมาแล้วหรือ”
“เมา…คืออะไรหรือ”
“เมื่อคนดื่มเหล้าเยอะเกินจะเริ่มมีอาการมึนงง สิ่งที่ปกติไม่ทำ”
“แม่นางสามสีไม่ได้ดื่มเหล้า”
“แต่น้ำข้าวหมักนั่นทำให้เมาได้นะ”
“แค่หน่อยเดียวเอง!”
“แต่แม่นางสามสีดื่มไม่ยั้ง ดื่มถ้วยแล้วถ้วยเล่า”
“ก็เพราะมันหวาน เหมือนข้าวต้มเลย!”
“เช่นนั้นเจ้าถึงเมาอย่างไรเล่า”
“แม่นางสามสีไม่เวียนหัวเลยสักนิด”
“แต่ดูเจ้าจะคึกเกินไปหน่อยนะ”
“แม่นางสามสีไม่ได้คึก!”
“เช่นนั้นก็ดี กลับบ้านกับข้าเถิด อย่าวิ่งซนอีกเลย”
“ก็ข้าเป็นแมวนี่นา!”
“…”
“นักพรตเจ้าดูสิ! ฟ้าเปิดแล้ว!”
“…”
ซ่งโหยวหยุดเดินแหงนหน้ามองท้องฟ้า
คล้ายสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จึงก้มหน้าลงสบตาเด็กหญิง แล้วเอ่ยเสียงเบา
“ครานี้แม่นางสามสีไม่เพียงได้เห็นความงดงามของหนึ่งในสิ่งอัศจรรย์แห่งฉางจิง นั่นคือวิชาพิณอันเลิศล้ำ แต่ยังได้เห็นยามที่หนึ่งในสิ่งอัศจรรย์ดับสูญไปจากนครนี้กับตาตนเอง”
“ดับสูญ!”
“อีกหน่อยแม่นางสามสีก็จะเข้าใจเอง”
“นักพรตดูสิ ตรงนั้นมีเด็กยืนฉี่อยู่!”
“ไปเถิด…”
“พวกเราไปดูกันเถอะ!”
“…”
นักพรตไม่ตอบ เพียงจูงเด็กหญิงให้เดินกลับมา
ทว่าก้าวไปได้ไม่เท่าไร ก็ได้ยินเสียงหญิงสาวผู้หนึ่งแว่วมาจากด้านหลัง
“คุณชายซ่งหรือเจ้าคะ”
ซ่งโหยวหันไปมองพร้อมกับเด็กหญิงที่เขากุมมือไว้แน่น
เห็นหญิงชาวบ้านแต่งกายเรียบง่าย หน้าตาดูคุ้นเคย แต่กลับจำไม่ได้ว่าเป็นผู้ใด
แต่เพราะอีกฝ่ายเรียกชื่อเขา ซ่งโหยวจึงหันกลับไปทักทาย เพียงแต่เพราะยังจูงมือแม่นางสามสีไว้อยู่ จะให้ปล่อยมือ ก็กลัวนางวิ่งหนีไปดูเด็กที่ยืนปัสสาวะอยู่ข้างทาง จึงหมุนตัวไปมาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเปลี่ยนมาจูงนางด้วยมืออีกข้างแล้วหันไปทางหญิงสาวผู้นั้น
“แม่นางคือ…”
“ท่านซ่งจำข้าไม่ได้หรือ ครานั้นลูกข้าป่วยหนัก คิดว่าโดนคุณไสย ข้าเชิญท่านมาดู แต่ท่านกลับบอกว่าไม่ใช่คุณไสย แล้วให้พาเขาไปรักษาที่โรงหมอ ไม่ต้องเสียเงินเลยแม้สักเหวิน” หญิงสาวเอ่ยพลางค้อมตัวคำนับ “ท่านมีเมตตาดุจเทพเซียน หากไม่ใช่เพราะท่าน ลูกข้าคงไม่มีชีวิตรอดเป็นแน่”
“อ้อ…”
ซ่งโหยวจำได้แล้ว
ครานั้นแม่นางผู้นี้อุ้มลูกมาหาเขาจริงๆ เป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่สมัยนี้หมอผีหมอคนมักข้องเกี่ยวกัน ยากแยกแยะระหว่างโรคภัยกับสิ่งลี้ลับ คนที่ไม่รู้ก็คิดว่าถูกคุณไสย ซ่งโหยวจึงแนะนำให้ไปที่โถงจี้ซื่อ ซึ่งเป็นโรงแพทย์ที่ก่อตั้งโดยศิษย์ของหมอเทวดาไช่ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ ภายหลังหญิงสาวผู้นี้ยังเอาไข่ไก่มาให้เขาแทนคำขอบคุณด้วย
ซ่งโหยวไม่ได้หลงหลือ เพียงแต่เวลาผ่านไปนานถึงสามปี นับเป็นช่วงแวลาแสนยาวนานสำหรับชาวบ้านยากจนเช่นนาง ต้องทนตรากตรำลำบากอยู่เช่นนั้น รูปลักษณ์ของนางย่อมเปลี่ยนไปมาก
“อ้อ ข้าจำได้แล้ว”
“แต่ถึงอย่างไรลูกข้าก็ยังไม่แข็งแรงนัก ข้าจึงไปหานักพยากรณ์ เขาบอกว่าชื่อลูกข้าไม่เป็นมงคล จึงนึกถึงท่านขึ้นมาเสียอย่างนั้น ท่านเป็นผู้มีวาสนา อยากให้ช่วยตั้งชื่อใหม่ให้ลูก ทว่าพอมาหาท่าน ท่านกลับไม่อยู่ที่นี่เสียแล้ว”
ซ่งโหยวยืนฟังอย่างตั้งใจ
การให้พระสงฆ์หรือนักพรตตั้งชื่อลูกถือเป็นเรื่องปกติในยุคสมัยนี้ โดยเฉพาะในหมู่บ้านยากจนที่ไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือ ส่วนผู้ลากมากดีทั้งหลายมักไปหาผู้วิเศษหรือปรมาจารย์ เพื่อขอชื่อที่เป็นมงคลและเกื้อหนุนชะตาชีวิต
“ตอนนั้นพวกข้ากำลังออกเดินทางพอดี”
“ท่านกลับมาคราวนี้ก็ดีแล้วเจ้าค่ะ”
เด็กหญิงที่ถูกกุมมือไว้เริ่มเอี้ยวตัวไปมองเด็กชายที่ยืนอยู่ตรงมุมกำแพงด้านหลังหญิงผู้นั้น
“แล้วภายหลังได้เปลี่ยนชื่อหรือไม่”
“เปลี่ยนเจ้าค่ะ ข้าให้เจ้าอารามชิงเซียวในอำเภอตงเหอช่วยตั้งให้เจ้าค่ะ เดิมทีคิดว่าลูกข้าสุขภาพไม่ดีนัก จึงอยากตั้งชื่อ ‘อัน’ ให้เขาปราศจากโรคภัย แต่ชื่อหนึ่งพยางค์นั้นหรูหราเกินไปสำหรับชาวบ้านเช่นพวกข้า ให้ใช้ชื่อสองพยางค์แทน สุดท้ายจึงได้ชื่อว่า ‘ฉิวหนิง[1]’ นับแต่นั้นมา ลูกข้าก็ยังมีเจ็บป่วยบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่เคยป่วยหนักเหมือนก่อนอีกเลย”
ซ่งโหยวเพียงยกยิ้มบางเบา “ข้าเคยได้ยินเรื่องราวของเจ้าอารามชิงเซียวมาก่อน เขาเป็นคนมีเมตตาและถือศีลเคร่งครัด ย่อมตั้งชื่อที่เป็นมงคลให้”
เขาไม่ได้กล่าวว่าเปลี่ยนชื่อจะมีผลหรือไม่ เพียงแต่รู้ดีว่าการให้ผู้บำเพ็ญตนตั้งชื่อให้ ถือเป็นสิริมงคลสำหรับชาวบ้าน
พลันมีเสียงย่ำฝีเท้าดังมาทางนี้
เด็กชายที่เมื่อครู่ยืนปัสสาวะอยู่ตรงหัวมุมวิ่งกลับมา กอดขาผู้เป็นมารดาไว้แน่น พลางมองซ่งโหยวกับเด็กหญิงด้วยความหวาดหวั่น
“ลูกข้าเองเจ้าค่ะ!” หญิงคนนั้นกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “นี่คือท่านเซียนที่ช่วยชีวิตเจ้าไว้ ยังไม่รีบคำนับอีก!”
“…”
“เร็วสิ! คารวะคุณชายเดี๋ยวนี้!”
“คารวะคุณชาย…” เด็กน้อยเอ่ยเสียงเบาด้วยความเกรงกลัว
“เจ้าโตขึ้นเยอะเลยนะ ตัวก็สูงขึ้นมาก” ซ่งโหยวยิ้ม พยักหน้าให้อย่างอ่อนโยน “เป็นเด็กดีจริงๆ”
“เด็กๆ โตเร็วอยู่แล้ว”
“จะว่าไป”
ซ่งโหยวพลันนึกถึงหมอเฉินที่เขาแนะนำให้แม่นางผู้นี้พาบุตรไปรักษาที่โถงจี้ซื่อ จำได้ว่าหมอเฉินเป็นศิษย์ของหมอเทวดาไช่ ภายหลังตัวเขาเองได้บังเอิญพบหมอเทวดาไช่ที่เหอโจว ซึ่งครานั้นได้กล่าวถึงศิษย์ผู้นี้ด้วยว่าเป็นผู้เก็บรักษา ‘ตำราหมอไช่’ ไว้ครึ่งเล่ม หลังจากที่ต้องพบเจออุปสรรคมากมาย ซ่งโหยวจึงมุ่งความสนใจไปที่ประเด็นนี้เป็นพิเศษ
“จะว่าไปตอนนั้นที่ข้าแนะนำให้แม่นางไปที่โถงจี้ซื่อ ผู้ที่รักษาบุตรให้แม่นางคือหมอเฉินใช่หรือไม่”
“ใช่เจ้าค่ะ”
“แล้วตอนนี้หมอเฉินเป็นอย่างไรบ้าง”
หญิงผู้นั้นชะงักงันไป สีหน้าพลันฉายแววหม่นหมอง ก่อนจะถอนหายใจออกมา “เมื่อสองปีก่อนเกิดเพลิงไหม้ที่โถงจี้ซื่อ หมอเฉินไม่เป็นอะไรมาก แต่โรงหมอถูกเผาจนสิ้นซาก สิ่งที่เขาสั่งสมมาตลอดชีวิตอยู่ในตัวยาสมุนไพรเหล่านั้น ล้วนดับสูญไปพร้อมกองเพลิง ได้ยินว่าเอกสารสำคัญบางอย่างมอดไหม้ไปด้วย หมอเฉินเศร้าเสียใจนัก ร่างกายซูบผอมลงจนล้มป่วยเมื่อปีที่แล้ว และไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลยเจ้าค่ะ…”
“เป็นเช่นนั้นได้อย่างไรกัน”
“ใช่เจ้าค่ะ! ช่างน่าเสียดาย ยอดคนกลับไร้บุญวาสนา!หมอเฉินรักษาชาวบ้านมากมายให้รอดตายไม่รู้กี่คน ตอนเกิดไฟไหม้ ชาวบ้านทุกคนต่างช่วยดับไฟ แม้แต่ทหารหน่วยกับไฟและมือปราบก็ยังมาช่วย ไม่มีใครขโมยของสักชิ้น เงินที่เหลือในเถ้าถ่านเพียงไม่กี่สิบตำลึงก็เป็นสมบัติสุดท้ายของเขาแล้ว…” หญิงสาวกล่าว “ท่านคิดว่าใต้หล้านี้จะมีผู้ใดประเสริฐเช่นเขาอีก สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!”
“ข้าเข้าใจแล้ว…”
ซ่งโหยวพยักหน้า แววตาแฝงด้วยความคิดมากมาย
“ท่านกำลังจะไปที่ใดหรือ”
“กำลังจะกลับบ้านน่ะ”
“พวกข้าก็ออกมาเดินซื้อของเช่นกัน ใกล้ปีใหม่แล้ว ต้องซื้อผ้ามาตัดเสื้อให้ลูก ใส่ตัวเดิมไม่ได้แล้ว โตไวเสียจริง”
“เช่นนั้นแม่นางไปทำธุระให้เรียบร้อยเถิด”
“ท่านก็เช่นกัน”
ซ่งโหยวเอ่ยลาพร้อมกับจูงเด็กหญิงที่กำลังเค้นถามเด็กชายว่า ‘ทำไมเจ้าฉี่แล้วไม่กลบดิน’ ให้เดินกลับไป
ทว่าครั้งนี้แม่นางสามสีกลับเชื่อฟัง ไม่ดื้อเลยสักนิด
[1] 求宁 แปลว่า วิงวอนหาความสงบสุช