ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 357 คัมภีร์หมอเทวดา
บทที่ 357 คัมภีร์หมอเทวดา
……………
รุ่งเช้าวันถัดมา
ในกระท่อมมุงหญ้าคาหลังหนึ่ง มีแสงไฟวูบไหวจากเต่าถ่าน เสื้อฟางกันฝนที่แขวนอยู่บนขื่อ คันเบ็ดตกปลาที่พิงอยู่ข้างกำแพง ชายชราผู้หนึ่งและเจ้าแมวสามสีที่นอนหมอบอยู่ข้างเตา
ชายชราก้มหน้าใช้ตะขอเหล็กกระทุ้งถ่าน สลับกับก้มมองเจ้าแมว
แมวก็เงยหน้ามองเขาเช่นกัน แต่ถึงกระนั้นกลับไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเลย
“เจ้าคือแม่นางสามสีใช่หรือไม่”
เซียนงูเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน ระหว่างนั้นก็เบนสายตาไปหานางด้วย
“ใช่แล้ว!”
เจ้าแมวตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาคู่นั้นยังคงจ้องเขม็งไปยังอีกฝ่าย
“แล้วเจ้าได้พบเขาตั้งแต่เมื่อไร”
“ตอนบ่าย!” คำตอบของเจ้าแมวถูกต้องชัดเจนนัก “ตอนตะวันใกล้ตกดิน!”
“เมื่อปีใด”
“ปีแรกของรัชศกหมิงเต๋อ…”
“ที่ไหน”
“ในศาล”
“ศาล?”
“ศาลของข้าน่ะ!”
“ศาลของเจ้า?”
“เดิมทีแม่นางสามสีเป็นเทพแมว คอยช่วยผู้คนจับหนู แต่เหล่าทวยเทพบนสวรรค์ไม่อนุญาตให้นางขึ้นเป็นเทพก็เท่านั้น…”
“เจ้าก็เลยไปกับเขาหรือ”
“ก็ข้ารับปากเขาแล้วนี่นา!”
“เป็นเช่นนั้นเอง”
เซียนงูพยักหน้า ท่วงท่าของเขาช่างสงบนิ่ง แววตาตาพร่างพราวราวกับกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใด ก่อนจะเอ่ยถามต่อ
“เจ้าอายุเท่าไรแล้ว”
“ข้าไม่รู้”
“ไม่รู้?”
“นักพรตบอกว่าแม่นางสามสีอายุยืน ไม่จำเป็นต้องนับอายุ อีกทั้งยังบอกว่าแม่นางสามสีเกิดมาเพื่อเป็นอิสระ อยากอายุเท่าไรก็แล้วแต่แม่นางสามสีจะกำหนด”
“มีอายุยืนยาวใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป”
“ทำไมหรือ”
เจ้าแมวสงสัยอย่างยิ่ง มีอายุยืนยาวไม่ดีตรงไหนเล่า
เซียนงูเพียงส่ายศีรษะไปมาเล็กน้อย ก่อนจะถามต่อสั้นๆ
“เจ้าบำเพ็ญตบะมานานกี่ปีแล้ว”
“ข้าไม่รู้”
“เรื่องนี้เจ้าก็ไม่รู้หรือ”
“ก็ตอนนั้นข้านับเลขไม่เป็น”
“แล้วเจ้ารู้วิธีแปลงกายมากี่ปีแล้ว”
“หนึ่ง สอง……หกปีแล้ว!”
“เช่นนั้นเจ้าก็ยังเยาว์วัยนัก หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล”
“ข้าโตแล้วนะ!”
เซียนงูหัวเราะพร้อมกับส่ายหัวไปมา ได้คุยกับเจ้าแมวช่างรู้สึกเพลิดเพลินนัก
“ท่านคือเซียนงูใช่หรือไม่”
“จะเรียกว่าอะไรก็เรียกไปเถิด”
“ท่านทำอย่างไรถึงขยายร่างได้ใหญ่โตถึงเพียงนั้น”
“หืม”
“ใหญ่ขนาดนั้นน่ะ…”
เจ้าแมวชูอุ้งเท้าสั้นๆ ออกมาทำท่าเปรียบเทียบขนาด ก่อนจะเก็บอุ้งเท้ากลับไป แล้วแหงนหน้ามองอีกฝ่ายตาแป๋ว
“เรื่องนั้นหรือ”
เซียนงูเข้าใจได้ในทันที จึงตอบนางไปทั้งรอยยิ้ม “ร่างจริงของปีศาจย่อมใหญ่โตกว่าสัตว์ธรรมดา ข้าอยู่มาหลายร้อยปีแล้ว อีกทั้งปีศาจงูเช่นข้านั้นยังมีความพิเศษ จึงขยายร่างได้ใหญ่โตนัก…”
“อะไรพิเศษหรือ”
เจ้าแมวยังคงตั้งคำถามต่อ
“เมื่อสัตว์ทั่วไปเจริญเติบโตขึ้นถึงจุดหนึ่งจะหยุดโตไปเอง ครั้นแก่ตัวก็ซูบผอมลง ทว่ามีคำเล่าลือกล่าวว่า งูมีสายเลือดเดียวกับมังกร จึงเติบโตได้เรื่อยๆ จนกว่าจะสิ้นอายุขัย แม้เป็นงูธรรมดาก็ยังโตขึ้นทุกปี เพียงแต่จะโตช้าลงเท่านั้น” เซียนงูเอ่ยเสียงเนิบนาบ “เมื่อได้กลายร่างเป็นปีศาจแล้ว ย่อมมีขนาดใหญ่กว่าปกติ”
“ข้าฝึกบ้างได้หรือไม่”
“เป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ฝึกไม่ได้หรอกนะ”
“แล้วแมวจะโตได้ถึงขนาดไหนหรือ”
เซียนงูนิ่งไป จากนั้นจึงหันมาจ้องหน้านาง
นัยน์ตาอันขุ่นมัวของชายชราสบเข้ากับแววตาใสซื่อของเจ้าแมวอย่างจัง
เซียนงูมองไม่เห็นความทุกข์โศกใดในแววตาอันบริสุทธิ์นั้นเลย ราวกับว่านางไม่เคยคิดถึงวันที่ตนบำเพ็ญตบะจนมีพลังแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันนักพรตจากอารามฝูหลงที่คอยอยู่ข้างนางกลับมีอายุขัยจำกัด ยิ่งมองลึกเข้าไปในตา ก็ยิ่งคิดได้ว่า นักพรตหนุ่มที่กำลังล้างหน้าล้างตาอยู่เบื้องนอกนั้นคงปกป้องนางเป็นอย่างดี
“นักพรตก็พูดเช่นนั้นเหมือนกัน!”
“เช่นนั้นเจ้าจะยังกังวลอะไรอีก”
“แม่นาง…”
เจ้าแมวยังไม่ทันจะเอ่ยต่อ กลับได้ยินเสียงเรียกแว่วมาจากด้านนอก
“เราจะออกเดินทางกันแล้ว”
เจ้าแมวรีบกลืนคำที่ยังพูดไม่จบลงไป ก่อนจะลุกพรวดขึ้นมา แล้วหันหน้าไปกล่าวกับเซียนงู
“ข้าต้องออกเดินทางแล้ว! ไว้ข้าจะมาคุยกับท่านอีกนะ!”
“ค่อยว่าเถิด”
“ค่อยว่าเถิด?”
“ว่ากันตามวาสนาเถิด”
“ข้าไปแล้วนะ!”
แม่นางสามสีสะบัดศีรษะเบาๆ แล้วก้าวเดินออกไปอย่างสบายใจ
ทุกย่างก้าวที่เดินออกไปจากจุดนั้นจนถึงหน้าประตู ยิ่งห่างเตาไฟอันอบอุ่นออกไปเรื่อย ความหนาวเหน็บยิ่งเข้ามาแทรก ครั้นก้าวพ้นประตูไม้ ลมหนาวก็พัดโหมเข้ามาทันที หิมะข้างนอกก็ร่วงโปรยปรายทั่วบริเวณ แม่นางสามสียืนตัวสั่นเทาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองนักพรตและม้าแดงที่เดินนำอยู่ด้านหน้า แล้วเหลือบมองฝูงนกนางแอ่นบนท้องฟ้า จากนั้นก็รีบวิ่งตามไปทันที
กระทั่งวิ่งทันนักพรตนางก็ค่อยชะลอฝีเท้าลง แล้วเดินตามหลังเขาต่อไปอย่างยากลำบาก เพราะทุกครั้งที่ก้าวเดิน ขาของนางจะจมเข้าไปในพื้นหิมะ กลายเป็นเล็กๆ
เซียนงูได้แต่มองพวกเขาเดินห่างไปไกลจากในกระท่อม
พลันเผยรอยยิ้มเบาบางออกมา ราวกับสัมผัสได้ถึงความงดงามที่ผลิบานในจิตใจ บางทีคนแก่อาจจะชอบคุยเล่นกับเด็กๆ เพราะรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายแห่งความบริสุทธิ์ ที่คอยช่วยกลบฝังความซับซ้อนที่ตนได้ประสบพบมาตลอดชีวิต
หิมะบนยอดเขาตกหนัก
เจ้าม้าเชิดหน้าขึ้นพลางพ่นลมหายใจออกมา
แม่นางสามสีเดินจ้ำอ้าวอยู่กลางหิมะ ทุกย่างก้าวเสมือนแฝงไปด้วยความเหนื่อยใจ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ยอมทิ้งระยะห่าง
ซ่งโหยวเห็นดังนั้น ก็เอ่ยขึ้นอย่างขำขัน “ข้าคิดว่าพวกเราควรไปรับหมอเทวดาไช่มาก่อน หากเรียบร้อยดี ตอนบ่ายก็กลับถึงที่แล้ว หรือถ้าอย่างมากก็ถึงพรุ่งนี้ ลมหิมะข้างนอกรุนแรงนัก แม่นางสามสีเดินเช่นนี้คงเหนื่อยนัก เท้าของเจ้าก็ใกล้จะแข็งแล้ว ทั้งที่ข้าบอกให้เจ้ารออยู่ในที่อุ่นๆ ก็ไม่ยอม”
“แม่นางสามสีไม่กลัวเหนื่อย ไม่กลัวหนาวด้วย!”
“เช่นนั้นหรือ”
“แน่นอน!”
นางไม่ลังเลเลยสักนิด เพียงเดินต่อไปพร้อมกับแหงนหน้ามองอีกฝ่าย แต่ถึงกระนั้นทุกย่างก้าวก็ถูกหิมะกลืนกินไปถึงโคนขา
เดินไปสักพักนางก็เห็นเจ้าม้าหยุดเดิน นางจึงหยุดบ้าง ก่อนจะเงยหน้าขึ้น เตรียมดูว่าเกิดอันใดขึ้น แต่กลับเห็นม้าทรุดตัวนอนราบกับพื้น
เพียงอึดใจเดียวแม่นางสามสีก็มาอยู่บนหลังม้าแล้ว ระหว่างเดินก็เล่าเรื่องที่เพิ่งสนทนากับเซียนงูในกระท่อมให้นักพรตฟัง
ช่วงกลางวัน
ซ่งโหยวเคาะประตูเรือนของหมอเทวดาไช่ ครั้นเห็นสายตาของศิษย์ทั้งสามจับจ้องมาที่ตน ก็เริ่มเอ่ยปากทันที “ข้าบอกเซียนงูแล้ว เขาชื่นชมในคุณธรรมของท่าน และเห็นว่าคัมภีร์แพทย์นั้นเป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่สำหรับผู้คนทั่วใต้หล้า จึงตอบรับ หากท่านประสงค์จะเขียนมันให้จบ เขายินดีก็ให้ท่านไปอาศัยอยู่ในกระท่อมที่เขามักออกไปตกปลา และจะคุ้มครองความปลอดภัยให้ท่านเอง”
“เช่นนั้นก็แปลว่า……”
หมอเทวดาไช่เบิกตากว้าง ดูท่าแล้วเซียนงูก็คิดว่าการหายไปของคัมภีร์ครั้งก่อน น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหล่าเทพจริง
“ตราบใดที่ท่านตั้งใจจะลงมือเขียนให้จบ ก็ไปได้โดยไม่ต้องกังวลอันใด ที่นั่นย่อมปลอดภัย” เขาเว้นไปครู่หนึ่ง “เพียงแต่ว่า…”
“กล่าวมาเถิด”
“เซียนงูบอกว่าตัวเขานั้นมีชาติกำเนิดเป็นงู แต่ในตำรับยามีการใช้ส่วนต่างๆ ของงูเป็นวัตถุดิบปรุงยาอยู่บ้าง เช่น หนังงูและไข่งู ล้วนใช้ได้ทั้งสิ้น แต่หากต้องการดีงู ก็ต้องฆ่างูตัวนั้นทิ้งเสีย ซ้ำแล้วดีงูยังมีพิษ เขาหวังว่ายามที่ท่านเขียนถึงการใช้ดีงูจะระมัดระวังเป็นพิเศษ” ซ่งโหยวมองไปทางหมอเทวดาไช่ “ท่านคิดว่าอย่างไร”
“เช่นนั้นก็ดี”
“ใกล้เที่ยงแล้ว ข้าทำอาหารเสร็จพอดี คุณชายกินก่อนค่อยออกเดินทางต่อเถิด ข้ากับศิษย์จะขอเตรียมของสักครู่”
“ท่านไม่ต้องรีบร้อน”
ซ่งโหยวยิ้ม “พวกข้าไม่รีบลงเขาหรอก ท่านค่อยๆ เตรียมก็ได้ ครั้นไปถึงกระท่อมริมทะเลสาบก็ให้ศิษย์ทั้งสองคัดลอกคัมภีร์ครึ่งแรกไว้อีกสองชุดเพื่อความปลอดภัย ชุดแรกให้เซียนงูเก็บรักษาไว้ ส่วนอีกชุดข้าจะเก็บไว้เอง ดูเสียว่าเทพองค์ใดคิดจะกระทำการอุกอาจต่อหน้าข้า”
“คัดลอกอย่างเร็วก็ใช้เวลาตั้งสิบกว่าวัน…”
“ไม่เป็นไร ข้าจะได้พักชมทิวทัศน์บนภูเขาหิมะ นั่งเรือออกไปตกปลาตามเซียนงู หรือไม่ก็ไปดื่มชาสนทนากับเซียนงูถึงเรื่องอดีตของอารามข้า” ซ่งโหยวยิ้ม
“ขอบคุณท่านมาก!”
หมอเทวดาไช่ค้อมกายลง
ไม่นาน ศิษย์ทั้งสองก็ยกอาหารมา
เป็นข้าวต้มหนึ่งหม้อ ไข่ทอดหนึ่งจาน และดอกเหอเถา[1]คลุกซีอิ๊วอีกหนึ่งถาด แม้รสชาติจะจืดชืดแต่กลับกลมกล่อมนัก
ศิษย์ทั้งสองกินไปได้ไม่กี่คำก็รีบไปเตรียมของ ซ่งโหยวจึงแจ้งพวกเขาว่าตนพาม้ามาด้วย คราวนี้ต้องอาศัยอยู่ในกระท่อมเกินหนึ่งปี ขอให้เตรียมเครื่องเขียน อาหารแห้ง ของจำเป็นให้พอใช้ตลอดฤดูหนาวเป็นอย่างน้อย หากขาดเหลือสิ่งใด ก็ค่อยลงไปซื้อตอนหิมะละลายแล้ว
พวกออกเดินทางตอนบ่าย และไปถึงกระท่อมก่อนพลบค่ำ
บัดนี้เซียนงูไม่อยู่ที่กระท่อม
ซ่งโหยวช่วยจัดสถานที่ ซ่อมหลังคาที่ชำรุด ทั้งยังเข้าไปหาไม้จากในป่ามาประกอบเป็นโต๊ะเก้าอี้สำหรับเขียนและคัดลอกคัมภีร์
จากนั้นก็คอยเฝ้ารออยู่ที่นั่น จนกว่าศิษย์ทั้งสองจะคัดลอกคัมภีร์ครึ่งแรกเสร็จ
หมอเทวดาไช่ไม่ยอมหยุดเขียน
ศิษย์ทั้งสองก็ไม่หยุดคัดลอก
ซ่งโหยวกลับกลายเป็นคนที่ว่าง บางคราก็ขึ้นไปเยี่ยมเซียนงูบนเขา ไปดื่มชาสนทนากัน หรือบางครั้งก็ ลงเขาไปซื้อไก่ซื้อเป็ด ซื้อเสบียงเนื้อตากแห้ง รวมถึงกระดาษและพู่กันมาเตรียมไว้ให้หมอเทวดาไช่ บางครั้งก็คอยบอกให้พวกเขาดูแลสุขภาพด้วย จะหักโหมไม่ได้ ส่วนแม่นางสามสีก็จะไปที่กระท่อมหลังยามพลบค่ำทุกวัน คอยทำหน้าที่จุดไฟให้พวกเขาตามคำขอ
[1] วอลนัต
……………