ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 358 ดอกเหมยแห่งฉางจิงผลิบาน
บทที่ 358 ดอกเหมยแห่งฉางจิงผลิบาน
……………
บัดนี้หนึ่งในสิบสิ่งล้ำเลิศแห่งฉางจิงที่เคยงามล้ำสุดพรรณนาได้สูญสลายไปแล้ว
หอเซียนกระเรียนซึ่งแต่เดิมเคยครึกครื้น คลาคล่ำไปด้วยขุนนางผู้สูงศักดิ์และแขกผู้มีเกียรติทั้งหลาย กลับถูกปิดประตูแน่นหนา หลังจากงานศพของแม่นางหว่านเจียงผ่านพ้นไป
ที่นี่เป็นจุดเชื่อมระหว่างเมืองฝั่งตะวันออกและตะวันตก มักมีปัญญาชน ขุนนาง และผู้ดีทั้งหลายผ่านมาเสมอ หากเป็นแขกประจำก็มักหยุดยืนมองบานประตูซึ่งถูกปิดตาย หวนระลึกถึงคืนวันที่เคยนั่งดื่มสุราฟังเสียงพิณ ณ ที่แห่งนี้ ระลึกถึงท่วงทำนองดุจองค์เทพลงมาบรรเลง และนางผู้เป็นดั่งเซียนสังคีต ผู้มีรูปโฉมเลิศเลอเหนือปุถุชน คิดแล้วก็อดถอนใจมิได้
บางครั้งเพื่อนบ้านละแวกนั้นก็พากันเล่าลือกันว่าคล้ายได้ยินเสียงบรรเลงพิณแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากในหอ ท่วงทำนองไพเราะเพราะพริ้งดังเดิม ทว่าจะได้ยินก็ต่อเมื่อตกอยู่ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่น
หากเผลอตั้งใจฟังเมื่อใด เสียงนั้นก็จะเลือนหายไป
หากมีคนเล่าเพียงคนเดียวคงไม่ใช่เรื่องประหลาดนัก ทว่ากลับมีหลายปากที่พูดตรงกัน ย่อมสร้างความหวาดผวาให้คนบางกลุ่มได้ ราวกับว่าเป็นเรื่องไม่ชอบมาพากล แต่ขณะเดียวกัน ปัญญาชนทั้งหลายต่างเบิกบานใจ เพราะเห็นว่าแม่นางหว่านเจียงมิได้จากไปไหน แต่ยังคงเฝ้าหอเซียนกระเรียนแห่งนี้ต่อไป หากไม่ห่วงเรื่องศักดิ์ศรี เกรงว่าพวกเขาคงปีนกำแพงเข้าไปค้างแรมในห้องนางเสียด้วยซ้ำ
สาวใช้ข้างกายและลูกจ้างที่คอยผู้ติดตามนางมาโดยตลอดก็ล้วนหายตัวไป ชนิดที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าไปอยู่หนใดกันแน่
ไม่นานหิมะขาวก็เริ่มโปรยปรายทั่วนครฉางจิง
ครั้งนี้มิใช่สายฝนปนเกล็ดหิมะดั่งในวันวาน หากเป็นหิมะขาวโพลนฟูฟ่องดั่งขนห่าน
หิมะตกหนักจนท้องนภาหม่นมัว ผู้คนบนถนนล้วนเอาแต่กุมมือแน่น รีบเร่งเดินฝ่าลมหนาวไป บ้างก็หาที่กำบังตามแนวกำแพง เข้ามาขดตัวด้วยกันเป็นกลุ่มเพื่อบรรเทาความหนาว
บนหอสูงริมถนนใกล้หอเซียนกระเรียนนั้น ยังคงมีหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ริมระเบียง คอยจับราวทอดมองผู้คนเบื้องล่าง บัดนี้หิมะขาวโปรยปราย ม่านผ้าแพรขาวสะบัดพลิ้วไหว ทว่าผู้คนเบื้องล่างกลับมองไม่เห็นนาง
เสียงฝีเท้าแว่วมาจากด้านหลัง
“ปีนี้คงมีคนต้องหนาวตายไม่น้อยเลย” น้ำเสียงอันนุ่มนวลและสงบนิ่งเอื้อนเอ่ยวาจาออกมา แต่ถึงกระนั้นเจ้าของเสียงก็มิได้หันกลับไป
“เจ้าอยู่ในฉางจิงนานเกินไปแล้ว ซ้ำยังขยันพูดคุยกับมนุษย์ จนแทบจะหลงคิดไปว่าตนเป็นมนุษย์เสียแล้ว” เป็นเสียงของสาวใช้ “พวกเราไม่ใช่มนุษย์ คนจะหนาวตายแล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเรากัน ไม่ได้ตายเพราะพวกเราก็พอแล้วนี่”
“ทุกปีมีจิ้งจอกตายอยู่กลางป่ามากกว่ามนุษย์เสียอีก” สาวใช้หัวเราะ “พวกเราไม่สนใจจิ้งจอกพวกนั้น เช่นเดียวกับที่ฮ่องเต้และขุนนางในฉางจิง รวมถึงทวยเทพบนวิมานสวรรค์ไม่สนชะตาชีวิตผู้คน บางทีพวกเขาอาจรู้สึกยินดีที่มีคนตายมากขึ้นเสียอีก คนยิ่งมาก แผ่นดินก็ยิ่งแคบลง หากไม่ใช่เพราะเยี่ยนเซียน บัดนี้คงเผชิญมหันตภัยไปนานแล้ว หากคนหนาวตายกันเยอะ ก็พาพวกเขาไปส่งที่เมืองผีในเฟิงโจวได้นี่นา”
“อีอี…”
“ข้าซานซาน”
“ซานซานหรือ…”
“จนตอนนี้เจ้ายังแยกหางของตนเองไม่ออกอีกหรือ” สาวใช้บ่นอุบอิบ
“ก็ข้ามีหลายหาง”
หญิงสาวผู้นั้นยังคงน้ำเสียงเรียบเฉยไร้แววเขินอายไว้ได้
หางทั้งแปดมีรูปลักษณ์เหมือนกันหมด ยามแผ่ออกจะแยกออกได้อย่างไรว่าหางใดมาก่อนหลัง หางใดอยู่ซ้ายหรือขวา ต่อให้หลุดออกจากร่างก็จำไม่ได้ว่าหางใดเป็นอย่างไร แม้สัตว์บางชนิดจะมีหางเดียว ก็ยังแยกของตนไม่ออกเลยด้วยซ้ำ
นางกำลังจะพูดต่อ แต่แล้วสายลมก็พัดพากลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาแตะจมูก ดูเหมือนจะลอยมาจากเรือนข้างเคียง นางจึงหันไปมอง
ผ่านไปสิบปีแล้ว ต้นเหมยในสวนยังคงผลิดอกไม่งอกใบ ยามเหมันต์กิ่งก้านกลายเป็นสีดำทมิฬราวเป็นซากไม้ตาย แต่ระหว่างกิ่งกลับมีจุดขาวราวหิมะแทรกอยู่
มิใช่เหมยเหลือง มิใช่เหมยแดง หากเป็นดอกไม้สีขาวกลีบสีเขียว มองจากไกลๆ แล้วดูขาวยิ่งกว่าหิมะ หากไม่เพ่งดูดีๆ คงเข้าใจว่าเป็นหิมะที่จับอยู่ตามกิ่ง ทว่าจะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร หิมะที่ไหนจะหอมหวนถึงเพียงนี้
“ดอกเหมยบานแล้ว…”
“เพิ่งบานสินะ”
“นักพรตจากอารามฝูหลงกลับมาแล้วหรือ”
“ข้าจะไปรู้หรือ” สาวใช้ตอบ “ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาไปไหน”
“ไปตามหาเซียนงูที่เขาเป่ยชิน”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“ข้าเดา”
“หากไปหาเซียนงู ย่อมต้องกล่าวถึงเมืองผีแห่งแคว้นเฟิงโจวของราชครู เจ้าไม่กลัวหรือ” สาวใช้เอ่ยถามทั้งรอยยิ้ม
“มีสิ่งใดต้องหวั่นเกรง ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามชะตา” นางทอดสายตามองดอกเหมยท่ามกลางลมหนาว “หากได้พบ ก็ถือเป็นวาสนา หากมิได้พบ ก็ถือว่าได้ผูกชะตากับอารามฝูหลง”
“เจ้ามองได้กว้างนัก”
“ข้าจะทำอะไรได้”
“ทายาทแห่งอารามฝูหลงลงจากเขา ราชครูก็เตรียมตัวมาหลายปี ถึงแม้จะเป็นผู้สืบทอดแห่งอารามฝูหลง ก็ใช่ว่าจะทำลายทุกสิ่งได้ด้วยตัวคนเดียว”
“เจ้ากำลังบอกว่าเขากลับมาแล้วหรือ”
“หากไปเขาเป่ยชินจริง นับวันดูแล้ว ตอนนี้เขาคงกลับมาแล้วล่ะ จะให้ข้าไปดูหรือไม่”
สาวใช้กล่าวจบก็หมุนตัวรอบหนึ่ง พลันกลายร่างเป็นจิ้งจอกขนขาวนัยน์ตาสีแดงก่ำกำลังใช้ขาหลังเกาขนอย่างสบายใจ
“ไม่ได้พบกันนานตั้งครึ่งเดือน พวกเราควรไปเยี่ยมเขาสักครั้ง” นางกล่าว “ดอกเหมยบานแล้ว เจ้าไปเด็ดมาให้ข้าสักกิ่งเถิด”
“เจ้าคิดจะไปสืบข่าวใช่ไหม”
“อย่าเดาส่งเดช”
“จะไม่ให้ข้าไปดูลาดเลาก่อนหรือ”
“ข้าย่อมไปด้วยตนเอง”
“เจ้านี่เรียนรู้เร็วจริงๆ…”
สาวใช้หัวเราะหยอกเย้า
ไม่นาน หญิงสาวผู้ปกปิดใบหน้าด้วยผ้าคลุมผืนบางก็เดินออกจากประตูด้านข้างพร้อมกับกิ่งเหมยขาวในมือ โดยมีจิ้งจอกตัวน้อยคอยเดินตาม ชมท้องนภายามหยาดเหมันต์ร่วงโรย ตลอดทางไปเยือนเมืองฝั่งตะวันตก
นางยังคงแต่งกายเหมือนเดิม แม้ใช้ผ้าแพรขาวปกปิดใบหน้า แต่กลิ่นอายของนางนั้นสูงส่งเหนือปุถุชน ผู้ใดได้พบเห็นล้วนต้องเหลียวมอง หากเป็นผู้คุ้นเคย มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่านางคือแม่นางหว่านเจียง ทว่าระหว่างทางกลับไม่มีผู้ใดเหลียวมองนางสักคน ราวกับมองไม่เห็นก็ปานนั้น
นางย่างกรายผ่านไปด้วยอารมณ์แจ่มใส เดิมทีฟ้าก็ใกล้มืดแล้ว แต่หิมะก็ตกหนักเสียจนทำให้ทั่วท้องฟ้ามืดหม่นลง ไม่ต่างอะไรจากยามวิกาลเลย ท้องนภาคงทอแสงสลัวเช่นนี้ต่อไปอีกพักใหญ่กว่าจะมืดลงจริงๆ
บนถนนไร้มนุษย์สัญจร
ทว่ากลับเห็นควันโขมงลอยออกมาจากบ้านเรือนทั้งสองฝั่งถนนเป็นครั้งคราว ตามมาด้วยกลิ่นอาหารหอมกรุ่นและเสียงความเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ
ยิ่งนางเข้าใกล้ถนนต้นหลิวมาเท่าใด ภายในใจก็ยิ่งเบิกบาน ความสำราญในแววตาของนางยิ่งแจ่มชัด กระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูบ้านที่แขวนธงตัวอักษร ‘เต๋า’
กลับพบว่าประตูปิดสนิท ภายในไม่มีผู้ใดอาศัย
“คิกๆ…”
จิ้งจอกน้อยช้อนตามองนาง นัยน์ตาเรียวฉายแววหยอกเย้า มุมปากก็กระตุกขึ้นเป็นเชิงเยาะเย้ย “ข้าบอกแล้วว่าจะมาดูให้ก่อน เห็นหรือไม่ เจ้ามาเสียเที่ยวแล้ว”
“ไม่เป็นไร”
นางคลี่ยิ้มบาง “กลับกันเถิด”
“อุตส่าห์ฝ่าหิมะมาถึงที่นี่ จะกลับไปมือเปล่าเช่นนี้หรือ!”
“ก็ไม่ได้แย่อะไรนี่”
“ข่าวก็ไม่ได้สืบ เจ้าตัวก็ไม่ได้เจอ จะบอกว่าก็ไม่ได้แย่อะไรอีกหรือ!”
“ข้ามาเพราะข้าอยากมา” นางก้าวเดินต่อไปด้วยท่วงท่าอันสงบนิ่ง “บัดนี้ใจข้าสงบแล้ว แม้ไม่ได้พบหน้า ก็ไม่เป็นไร”
“เจ้านี่เรียนรู้เร็วดีจริงๆ…”
จิ้งจอกน้อยหัวเราะคิก
ร่างเงาทั้งสองพลันหายลับไปในค่ำคืนหิมะโปรย
ยามนี้บนเขาเป่ยชิน ศิษย์ทั้งสองของหมอเทวดาไช่เพิ่งคัดคัมภีร์ครึ่งแรกจบ จัดเรียงให้เรียบร้อยแล้วก็ส่งให้ซ่งโหยว เป็นปึกกระดาษหนา
ซ่งโหยวรับมา พินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะร่ายคาถาลงไป เสมือนคราวที่ทำกับภาพวาดของจิตรกรโต้ว เพื่อป้องกันภัยทั้งปวง อาวุธใดล้วนตัดไม่ขาด ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ จากนั้นก็ห่อด้วยกระดาษน้ำมันทีละชั้น แล้วห่อผ้าไว้ให้สะพายหลังได้ จากนั้นก็หันไปกล่าวกับหมอเทวดาไช่
“ท่านวางใจเถิด ข้าจะเก็บรักษาไว้ให้ดี ไว้ท่านเขียนอีกครึ่งหนึ่งเสร็จ ข้าจะกลับมารับท่าน สิ่งนี้เปรียบเสมือนถูกหล่อหลอมขึ้นจากเลือดเนื้อของท่าน ข้าย่อมเผยแพร่มันไปให้ผู้คนทั่วหล้า”
“ขอขอบคุณท่านมาก”
“ข้ามียันต์สองแผ่น”
ซ่งโหยวหยิบยันต์รูปสามเหลี่ยมสองแผ่นออกมา “ก่อนท่านจะเขียนเสร็จ อย่าได้ลงจากเขาเป็นอันขาด หากศิษย์ทั้งสองต้องลงไปซื้อของหรือไปหาของจากในหมู่บ้าน ก็จงพกยันต์ไว้ป้องกันภูตผีทั้งหลาย”
“ได้เลย”
“ทุกอย่างต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป สุขภาพร่างกายนั้นสำคัญที่สุด ท่านคงรู้วิธีรักษาตัวมากกว่าข้า” ซ่งโหยวยิ้ม “พวกข้าจะลงเขาแล้ว แต่เจ้าม้าจะยังคงอยู่บนเขา หากพวกท่านต้องการสิ่งใด ก็ขอให้มันช่วยได้ เพียงบอกมันไปตามความจริงก็พอ แต่ถ้าไม่ได้พบมัน ก็แปลว่ามันไปที่อื่นแล้ว”
“ท่านมีพระคุณยิ่ง…”
“ท่านหมออย่ากล่าวเช่นนี้เลย ไม่จำเป็นต้องส่งข้าหรอก” ซ่งโหยวกล่าวพร้อมคว้าคัมภีร์ขึ้นมา แล้วหมุนตัวเดินจากไป “ขอลาไปก่อน”
หมอเทวดาไช่กับศิษย์ทั้งสองยังคงเดินมาส่งเขาถึงหน้าประตู
เพียงเห็นนักพรตสะพายสัมภาระ เดินถือไม้เท้าฝ่าหิมะที่กำลังโปรยปราย เบื้องหลังมีเจ้าแมวคอยเดินๆ หยุดๆ ทว่าทุกคราที่หยุดก็มักจะหันมามองพวกเขา ส่วนเจ้าม้าแดงตัวนั้นก็เดินตามหลังไปอย่างเงียบงัน
รอยเลื้อยของงูปรากฏขึ้นกลางป่าหิมะในหุบเขาอีกครา
ซ่งโหยวเลือกเดินตามรอยเลื้อยนั้นไป จึงเดินทางได้อย่างสบายใจขึ้นมาก
ปลายทางอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่ง เป็นขอบเขตระหว่างแดนมนุษย์กับภูผาเบื้องบน เมื่อได้มองออกไปยังที่ไกลจากจุดนี้ จะเห็นหมู่บ้านกลางหุบเขา รอยเลื้อยสิ้นสุดลงที่นี่ ซึ่งที่ปลายรอยนั้นมีผู้เฒ่ากำลังนั่งขัดสมาธิบนก้อนหินใหญ่ รับพลังวิญญาณฟ้าดินและแก่นตะวันจันทรา
ซ่งโหยวเดินเข้าไปค้อมกายคารวะ
“ข้ามาลาผู้อาวุโส”
“เจ้าจะไปจากฉางจิงตอนฤดูใบไม้ผลิหรือ”
“ใช่แล้ว”
“ไม่นานหรอก” ซ่งโหยวเอ่ยต่อ “ขอบคุณท่านที่เมตตาดูแลข้า”
เซียนงูยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง ใบหน้าของเขาเหี่ยวย่น ดวงตาปิดสนิท ไม่แม้แต่จะเหลียวมอง ซ้ำยังไม่ตอบรับคำขอบคุณ เพียงเอื้อนเอ่ยเสียงเรียบ “ภายหน้าหากมีเรื่องต้องการความช่วยเหลือจากข้า ก็ให้เจ้านกนางแอ่นบินมาหาข้าบนนี้ อาศัยตอนที่ข้ายังพอขยับร่างกายได้อยู่”
“ขอรับ”
“ข้าไม่ไปส่งเจ้าแล้วกัน”
“เช่นนั้นข้าขอลา”
ซ่งโหยวหมุนกายเดินลงจากเขาไป
ม้าแดงเดินตามมาอีกระยะ จนใกล้ถึงหมู่บ้านเบื้องล่าง ก็หยุดยืนอยู่ตรงนั้น
บัดนี้เซียนงูกลับเพิ่งลืมตาขึ้น มองตามเงาทั้งสามท่ามกลางป่าหิมะที่กำลังเดินห่างออกไปไกล
ภูผาขาวโพลน ซ่งโหยวและสหายลับสายตาไปแล้ว
เซียนงูนิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใดถึงได้ส่ายหน้าพลางหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง
แก่นแท้แห่งพลังวิญญาณฟ้าดินหลั่งไหลมารวมกันยังที่แห่งนี้
ซ่งโหยวแวะไปเดินชมตลาดมืดอีกครา กว่าจะกลับถึงฉางจิงก็เป็นเช้าวันที่สี่พอดี หน้าประตูเมืองครึกครื้นไม่น้อย ขบวนผู้ติดตามและรถม้าเคลื่อนออกจากเมืองอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีคนคอยไล่ผู้คนให้เปิดทาง เพียงเดินออกนอกตัวเมืองไปอย่างเงียบเชียบ แต่ถึงกระนั้นกลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายที่อธิบายได้ไม่ชัดนัก
ชาวเมืองยืนเรียงเต็มสองฝั่งถนน ต่างพากันพูดคุยซุบซิบกันสนุกปาก