ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 369 นับเป็นวาสนาอย่างหนึ่ง
บทที่ 369 นับเป็นวาสนาอย่างหนึ่ง
……………
“ขอถามทางไปอำเภออิ่นหนานหน่อยได้หรือไม่”
“ไม่รู้สิ…”
“ไม่แน่ใจ!”
“เหมือนจะต้องไปทางใต้ แต่จะไปอย่างไรข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ที่นั่นเป็นทางเปลี่ยว ปกติไม่มีใครไปหรอก”
“ลองไปถามคนอื่นดูเถิด…”
ยุคนี้การคมนาคมและการส่งข่าวยังล้าหลังนัก ผู้คนมากมายใช้ชีวิตอยู่เพียงในผืนดินแคบๆ รู้เพียงทางไปหมู่บ้านข้างๆ หรือทางเข้าสู่ตัวอำเภอ แต่หากถามถึงเส้นทางไปยังอำเภออื่น ห่างออกไปสักร้อยสองร้อยลี้ ก็ไม่อาจบอกได้แน่ชัด
บางคนแม้แต่ชื่ออำเภออิ่นหนานก็ยังไม่เคยได้ยิน
เด็กหนุ่มในชุดขาวดำถามไปหลายแห่งก็ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งหดหู่และเหนื่อยใจยิ่งนัก
“อย่าเพิ่งรีบร้อน ลองเปลี่ยนวิธีถามดูสิ” ซ่งโหยวยิ้ม มองเขาอย่างอ่อนโยนไร้ซึ่งเจตนาตำหนิใดๆ “ได้ยินมาว่า บริเวณเขาเยี่ยซานในอำเภออิ่นหนาน เคยมีกองทัพมังกรพยศกว่าหมื่นนายประจำอยู่ กองทัพนี้เดิมทีประจำอยู่ที่เมืองเฟิงโจว เพื่อคุ้มกันเมืองหลวงอั๋งโจวทางใต้ ภายหลังถูกย้ายมาที่เขาเยี่ยซาน การเคลื่อนไหวขนาดนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก และเมื่อมีทหารมากมายเช่นนี้ ทั้งคนกินม้าใช้ ย่อมต้องมีการลำเลียงเสบียงอยู่เสมอ อีกทั้งข้าก็ได้ยินมาว่า ครั้งหนึ่งท่านราชครูได้เกณฑ์ชาวบ้านไปขุดเขาเยี่ยซาน เสร็จแล้วจึงปล่อยพวกเขากลับบ้าน แม้พวกนั้นอาจไม่รู้ว่าภูเขาที่ตนขุดอยู่นั้นอยู่เขตอำเภอใด แต่ย่อมจำทิศทางคร่าวๆ ได้แน่”
“ข้ามันโง่เขลาเอง นึกไม่ถึงเลย!”
“ก็เพราะเจ้ายังไม่รู้ว่าเขาเยี่ยซานมีกองทัพประจำอยู่ และไม่รู้เรื่องราวของที่นั่นเท่านั้นเอง” ซ่งโหยวพูดเสียงเรียบ “หากเจ้าเคยได้ยินมา คงคิดออกเช่นกัน”
“ข้ารู้แล้ว ประเดี๋ยวจะไปถามดูอีกที”
“การขนเสบียงเป็นเรื่องอ่อนไหว ส่วนการซ่อมสร้างเขาในภูเขาย่อมเป็นความลับ เวลาถามจงระวังไว้บ้าง”
“รับทราบ!”
เด็กหนุ่มรับคำแล้วรีบกลับเข้าไปในเมือง เพียงครู่เดียวก็กลับมาด้วยสีหน้ายินดีปรีดา กล่าวกับซ่งโหยวว่า “คุณชาย ข้าถามจนได้ความแล้ว ที่แท้ก็มีขบวนขนเสบียงของกองทัพผ่านเข้าออกเป็นประจำ โดยมักจะออกจากประตูตะวันตกของเมือง แล้วมุ่งหน้าทางใต้ไป แต่ได้ยินมาว่า ไปได้ไม่ไกลก็ไม่มีถนนใหญ่แล้ว ต้องอาศัยเดินไปตามเส้นทางเล็กๆ ซึ่งหายากยิ่งนัก ไม่รู้ว่าจะยังเห็นรอยเท้าหรือรอยเกวียนอยู่หรือไม่”
“ไม่เป็นไร ขอเพียงรู้ทิศทางคร่าวๆ ก็พอแล้ว” ซ่งโหยวยิ้มตอบ “ที่นี่มีปราณหยิณหนานแน่น เหล่าผู้ยมทูตจากสารทิศต่างก็หลั่งไหลมารวมที่นี่ คืนนี้เพียงรอให้ผ่านมาสักขบวน ก็ลองถามพวกเขาดู”
“นั่นสินะ…”
เด็กหนุ่มนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนที่ใบหน้าจะเริ่มขึ้นดีขึ้นด้วยความเขินอาย
“เรื่องง่ายๆ เช่นนี้ ใครก็นึกได้ เพียงแต่เมื่อใจร้อน ก็ยากจะคิดให้รอบคอบ ดังนั้นเมื่อพบเหตุใด จงทำใจให้สงบลงเสียก่อน ย่อมดีที่สุด”
“ขอบพระคุณคุณชายที่ชี้แนะ!”
“ลำบากเจ้าแล้ว”
ซ่งโหยวหัวเราะเบาๆ แล้วเดินนำออกไปก่อน
พอพ้นเขตเมืองไป ก็เป็นภูเขาเรียงรายเต็มไปหมด
ภูเขาแถบนี้ไม่สูงนัก แต่แน่นขนัด ต้องปีนขึ้นลงอยู่ตลอด ทางก็ขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อและเศษหินปนหญ้ารก ยากแก่การเดินยิ่งนัก
เดินได้ครึ่งวันก็ต้องเปลี่ยนเป็นเดินไปตามทางเล็กๆ ยิ่งลำบากกว่าเดิม จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนมักจะพูดกันว่า เส้นทางในแคว้นเฟิงโจวและจือจวิ้นนั้นเดินทางลำบากที่สุด
โชคดีที่ทางนี้เคยมีขบวนขนเสบียงผ่าน ไม่มีหนามรกขวางอยู่ ส่วนหญ้าที่เห็นสูงท่วมหัวนั้น คงเพิ่งงอกขึ้นเมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ทำให้หาทางยากขึ้นกว่าเดิม
ซ่งโหยวเดินอย่างระมัดระวัง
นกนางแอ่นก็คอยช่วยสอดส่องทาง
แต่หญ้าในหุบเขานี้ช่างหนาทึบ ป่าไม้ก็รกชัฏ ทางเล็กๆ ซับซ้อนวกวน แม้จะระวังเพียงใด สุดท้ายพวกเขาก็เดินหลงไปโดยไม่รู้ตัว ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าออกนอกเส้นทางมาไกลเท่าไรแล้ว
โชคดีที่ฟ้าเริ่มมืด ซ่งโหยวจึงเลือกนอนพักบนที่ราบเล็กๆ แห่งหนึ่งแทน
“คุณชาย…”
นกนางแอ่นบินลงมาเกาะที่กิ่งไม้ใกล้ๆ ก้มหน้าเอ่ยเสียงเบา “เป็นเพราะข้าหาทางผิด…”
“อย่าได้โทษตัวเองเลย” ซ่งโหยวกล่าวอย่างอ่อนโยน “เจ้าติดตามข้ามาแรมปี ช่วยนำทางและหาน้ำให้ข้า ไม่รู้ประหยัดเวลาให้ข้าไปมากเพียงใด ทั้งที่นั่นมิใช่หน้าที่ของเจ้าเลย หากจะว่ากันจริงๆ ต้องเป็นข้าที่ควรขอบคุณเจ้าไม่รู้เท่าไร ที่ผ่านมาแค่พลาดเพียงนิดเท่านั้น เจ้าเอ่ยเช่นนี้ กลับทำให้ข้ารู้สึกละอายเสียอีก”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น…”
“ต่อไปก็อย่าพูดเช่นนี้อีก” ซ่งโหยวกล่าว “ต้องรู้ไว้ว่าทางแบบนี้ หากไม่มีเจ้า ข้าคงเดินหลงไปอีกหลายสิบลี้ ส่วนเจ้าพลาดเพียงครั้งเดียว หากจะว่ากันจริงๆ ก็แค่ข้าขอบคุณเจ้าน้อยลงสักหน่อยเท่านั้น”
“รับทราบ……”
นกนางแอ่นตอบเสียงแผ่ว
ซ่งโหยวเห็นดังนั้นก็ยิ้มออก “อีกอย่าง ข้าลงจากเขามาเพื่อพเนจรท่องใต้หล้า ทางหลวงคือโลกมนุษย์ ทางเล็กๆ กลางพงหญ้าก็เป็นโลกมนุษย์ มิใช่หรือ จะมองว่าเป็นประสบการณ์อีกแบบก็คงไม่ผิด ใครจะรู้เล่าว่า การหลงมาที่นี่ อาจเป็นวาสนาอีกแบบหนึ่งก็ได้”
“ขอรับ…”
นกนางแอ่นตอบเสียงแผ่วเบา
ส่วนแม่นางสามสีก็แปลงกายเป็นเด็กหญิง วิ่งไปเก็บฟืน
ก่อไฟ ทำอาหาร กินเสร็จก็เข้านอน
ทว่ากลางดึก ซ่งโหยวที่กึ่งหลับกึ่งตื่น กลับรู้สึกได้ว่ามีของแข็งแหลมๆ มาแตะที่หน้าผาก
“คุณชาย……”
เขาลืมตาขึ้น เห็นร่างเล็กสีดำใต้แสงจันทร์มายืนอยู่ข้างกาย
“ทางนั้นมียมทูตผ่านมา……”
นกนางแอ่นกระซิบเบาๆ
ซ่งโหยวพลันตื่นเต็มตา
เมื่อหันไปอีกทางก็เห็นแมวสามสีนั่งชะเง้อมองไปยังอีกฟากของเนินเขาอยู่ตรงขอบพรมขนแกะ
ราตรีเงียบสงัด มีเสียงพูดคุยแว่วมาจากทางนั้นจริงๆ
ซ่งโหยวค่อยๆ ลุกเดินขึ้นไปบนเนิน
เห็นว่าอีกฟากมียมทูตเดินมาเป็นกลุ่ม พลางพูดคุยกัน ทว่ามิได้คุมพวกดวงวิญญาณมา ดูท่าจะเป็นพวกที่เพิ่งออกมาจากเขาเยี่ยซาน ทว่าน้ำเสียงของยมทูตเหล่านั้นกลับแฝงไปด้วยความหดหู่
“ผีสองตนนั้นฝีมือไม่เลว มิหนำซ้ำยังเคยเป็นแม่ทัพใหญ่ เรื่องนี้แต่เดิมควรเป็นผลงานใหญ่แท้ๆ แต่พอจะถึงที่กลับหนีหายไป เจ้าคิดดูสิ จะไม่ให้ข้าโมโหได้หรือ! ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราขึ้นไปแดนเหนืออยู่นานหลายเดือน แต่ดันกลับมือเปล่า จะไปอธิบายกับเบื้องบนอย่างไรดี”
“จะโทษใครได้เล่า ผีสองตนนั้นมีสูงส่ง เราจะจับพวกมันได้อย่างไร ต่อให้พวกมันสลัดเกราะกับอาวุธทิ้ง เราก็ยังสู้ไม่ได้อยู่ดี”
“นั่นเพราะพวกเจ้าเผลอเผยพิรุธให้เห็นแน่!”
“พูดจาเหลวไหล!”
“พอได้แล้ว อย่าเถียงกันเลย คิดเถิดว่าจะรายงานอย่างไรดี จะได้พูดตรงกัน…”
“มีคนอยู่ตรงนั้น!”
ครั้นเห็นคนบนเนิน ยมทูตตนหนึ่งก็ร้องขึ้นด้วยความตกใจ
แสงจันทราดาราสะท้อนให้เห็นร่างชายในชุดนักพรต
พวกผีย่อมมองเห็นตอนกลางคืนชัดกว่ากลางวัน
“นักพรตนี่นา!”
“นั่นใครกัน”
เหล่ายมทูตต่างเผยท่าทีระแวดระวัง
“ท่านทั้งหลายอย่าได้ตกใจไป ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว มาจากอี้โจว มิได้มีเจตนาร้าย” ซ่งโหยวกล่าวจากบนเนิน “ข้าเป็นสหายเก่าของราชครู ตั้งใจจะไปเยือนเขาเยี่ยซาน แต่ทางจากจือจวิ้นนั้นหายากยิ่งนัก จึงหลงทางเสียได้ อยากถามทางจากท่านทั้งหลายหน่อย”
“เจ้าจะไปเขาเยี่ยซาน”
“เจ้าว่าเป็นสหายของราชครู”
“เราจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร”
“ช้าก่อน… ข้าขอถามอีกที ท่านแซ่อะไรนะ”
“แซ่ซ่ง นามโหยว”
ทันทีที่เขาตอบไป พวกผีก็พากันนิ่งเงียบ
ผ่านไปครู่หนึ่ง ผีตนแรกที่เห็นเขาก็พูดขึ้นอย่างตะกุกตะกัก “ท่าน… ใช่ท่านซ่งผู้ปราบอสูรแดนเหนือใช่หรือไม่”
“ข้าเคยเดินทางไปแดนเหนือ ปราบอสูรอยู่หลายตน”
เหล่ายมทูตหันไปมองหน้ากัน ก่อนจะก้มมองแมวสามสีที่นั่งอยู่ข้างเท้าของซ่งโหยว แล้วรีบก้มศีรษะคารวะพร้อมกัน
“คารวะท่านเซียน!”
“คารวะท่านผู้ทรงธรรม!”
“คารวะท่านผู้สูงส่ง……”
ถ้อยคำต่างกัน แต่ทุกเสียงประสานเป็นหนึ่งเดียว
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก…” ซ่งโหยวเอ่ยปรามเบาๆ “ที่แท้พวกท่านก็เคยได้ยินชื่อข้าหรือ”
“พวกข้าน้อยเพิ่งกลับมาจากแคว้นเหยียนโจวทางตอนเหนือ ที่นั่นได้ยินเหล่าผีปีศาจพูดถึงวีรกรรมของท่านอยู่บ่อยครั้ง” ผีตนหนึ่งตอบอย่างนอบน้อม
“เหยียนโจวรึ”
“ถูกต้องขอรับ”
“เมื่อครู่ได้ยินพวกเจ้าพูดถึงผีแม่ทัพสองตนที่จับมาจากทางเหนือหรือ”
“ไม่ปิดบังท่าน ใช่แล้ว เป็นผีแม่ทัพผี ตนหนึ่งแซ่เฟิง อีกตนแซ่ชาง พวกเราพบพวกเขาขณะที่เดินเร่ร่อนอยู่ แต่ถ้าให้กล่าวตามตรงคงเรียกว่าจับไม่ได้หรอก เพราะพวกเขามีฝีมือสูงกว่าพวกเรามาก แม้ปลดอาวุธเสียก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ เราเห็นว่าทั้งสองไม่ใช่ผีว่านอนสอนง่าย เกรงจะก่อเหตุ จึงแสร้งหลอกว่าพาพวกเขาไปเป็นขุนนางในเมืองผี หวังจะล่อไปได้ แต่ไม่คิดเลยว่า พอถึงที่นี่กลับเกิดคลุ้มคลั่งหนีไปเสียก่อน”
“อย่างนั้นรึ……”
ซ่งโหยวหัวเราะในลำคอ
แม่ทัพเฟิงต้าเอ่อร์และแม่ทัพชาง เขาเคยเกือบได้พบพวกนั้นที่เหยียนโจว เพียงแต่คลาดกันไป ตอนนี้ผ่านมาเกือบสองปี เดินทางไกลนับพันลี้จนมาถึงเฟิงโจว ยังได้ยินชื่อพวกเขาอีก ถือว่าเกือบได้เจอแล้วกระมัง
นับว่าเป็นวาสนาจริงๆ
แม่ทัพผีสองตนนั้นระแวดระวังโดยสันดาน มิใช่เรื่องแปลกที่พอจับได้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลก็หนีหัวซุกหัวซุนไป สองปีก่อนพวกเขาก็เป็นเช่นนั้นส่วนจะผิดถูกอย่างไร เขาเองก็ไม่อยากยุ่ง หากจับได้แล้วถูกส่งไปเมืองผีให้ผู้มีหน้าที่ตัดสิน ก็คงเป็นวิธีที่ดีที่สุด บัดผีสองตนนี้หนีไปแล้ว เขาก็ไม่คิดจะสนใจ
“ว่าแต่เขาเยี่ยซานอยู่ที่ใดหรือ”
“ท่านบอกว่าเป็นสหายเก่าของราชครู เช่นนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องเท็จเป็นแน่ หากท่านไม่รังเกียจจะเดินทางกลางคืน พวกข้าน้อยจะนำทางไปส่งให้เอง”
“เช่นนั้น ขอให้พวกเจ้ารอสักครู่ ข้าขอจัดของก่อน”
“ได้ ได้สิ!”
ผีตนนั้นตอบรับอย่างดีใจนัก อย่างน้อยเมื่อกลับไปก็ไม่ต้องถูกเบื้องบนตำหนิแล้ว
ซ่งโหยวกลับไปเก็บของ พร้อมให้แม่นางสามสีแปลงร่างเป็นเด็กหญิง คอยถือโคมไฟส่องให้ ทั้งสองถือโคมคนละดวง แล้วเดินตามหลังกลุ่มยมทูตไป
เดิมทีเขาเพียงคิดจะถามทางเท่านั้น คาดว่าพอถึงเขตอำเภออิ่นหนาน ก็ใกล้ถึงเขาเยี่ยซานแล้ว เพราะเขาเยี่ยซานมีไอปีศาจหนาแน่น ต้นไม้ใบหญ้าไม่งอกงาม อีกทั้งมีกองทัพประจำการอยู่ หากให้นกนางแอ่นบินสูงๆ ก็ย่อมมองเห็นได้ไม่ยาก
แต่หากมีกลุ่มยมทูตคอยนำทางให้ ก็คงสะดวกกว่าเดิม
ทั้งคณะจึงพักผ่อนกลางวัน และออกเดินทางตอนกลางคืนแทน
เดินทางอีกสองคืนก็มาถึงอำเภออิ่นหนานแล้ว ผ่านไปอีกหนึ่งคืนจึงไปถึงเชิงเขาเยี่ยซาน
ที่นั่นมีกองทัพล้อมไว้อย่างแน่นหนา และราชครูก็รอเขาอยู่ตั้งนานแล้ว
……………