ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 382 ให้เวลาพวกท่านได้หลบหนี
จระเข้ยักษ์ยาวร้อยจั้ง หากเทียบกับขนาดเนินเขาทั่วไป ก็คงไม่มีลูกใดที่รองรับมันได้ สันหลังของมันเป็นสีหม่นคล้ำจนเกือบเป็นสีดำดำสะท้อนประกายแข็งกระด้างคล้ายโลหะ ผิวหนังพับเป็นรอยริ้วเผยให้เห็นลวดลายละเอียด ล้วนแล้วก็เพื่อส่งสารให้เหล่าผู้มาประจันหน้าได้ประจักษ์กับความน่าสะพรึงกลัวของมัน ดุจสัตว์ร้ายยุคบรรพกาลที่ข้ามกาลเวลามาจุติในยุคสมัยนี้
จระเข้ยักษ์ลืมตา นัยน์ตาเรียวเล็กเป็นเส้นบาง
เห็นว่านักพรตเพียงเดินตรงมาพร้อมกับไม้เท้าไผ่ ไร้ซึ่งวี่แววความหวาดกลัวใดๆ ซ้ำยังเดินขึ้นเขาผ่านหน้ามันไปช้าๆ
พวกมันมีทั้งหมดห้าตน ล้วนเป็นจระเข้ยักษ์ที่มีพละกำลังระดับจอมมาร ตัวที่อยู่บนยอดนั้นใหญ่ที่สุดและมีอายุมากที่สุด บำเพ็ญตบะมามากพอจะต่อกรกับปีศาจจิ้งจอกได้ เกรงว่าต่อให้เป็นบรรดาจอมมารแดนเหนือที่คอยก่อความวุ่นวายด้วยการใช้เลือดเนื้อของวิญญาณร้ายมาเสริมแกร่งพลังตนเองก็คงไม่อาจสู้ได้
ไกลออกไปยังมีปีศาจอีกสองตน รูปร่างสูงใหญ่กำยำเกินมนุษย์ธรรมดา
ซ่งโหยวคาดเดาว่าอาจเป็นพวกเผ่าแรดขาว
เผ่าแรดขาวถูกวิมานสวรรค์ตามไล่ล่าจนไร้หนทางหลบหนี บัดนี้ไม่รู้ว่ามาร่วมมือแสวงหาหนทางสู่การเป็นอมตะกับราชครูหรือต้องการเข้าไปพัวพันกับการสร้างนรกกันแน่ อาจเพราะต้องการใช้ขุมนรกเป็นที่ซ่อนตัวจากเหล่าเทพ หรืออาจจะอยากชดใช้ความผิด หรืออาจจะต้องการเดิมตามลู่ทางเช่นเดียวกันกับเทพแห่งขุนเขา หากได้ร่วมมือสร้างนรกภูมิ ถูกจารึกชื่อไว้ในแดนปุถุชน มีผู้คนแห่มาจุดธูปส่งแรงศรัทธาให้ เหล่าองค์เทพอาจเปลี่ยนความคิดก็เป็นได้
ยิ่งไต่ขึ้นสู่ยอดเขา ก็เห็นร่างจิ้งจอกแปดหางสูงหลายจั้งตนหนึ่งกำลังคาบหางส่องประกายศักดิ์สิทธิ์ไว้ในปาก
ซ่งโหยวไม่แปลกใจเลย
ราชครูและปีศาจจิ้งจอกล้วนวางแผนได้เฉียบขาด
การที่ทายาทแห่งอารามฝูหลงลงจากเขาได้สร้างความปั่นป่วนให้กับแผนการไม่น้อยเลย ซ้ำแล้วยังเป็นที่น่าตกใจสำหรับทั้งสองอีกด้วย แต่ถึงกระนั้นทั้งสองก็ยังซ่อนตัวแนบเนียนดังเดิม แล้วยังเร่งเตรียมการรับมือ จึงไม่ถูกจับได้ในทันที คิดดูแล้ว แผนการรับมือที่พวกเขาเตรียมไว้นั้นคงไม่ได้มีเพียงเท่านี้ แน่นอนว่าต้องเตรียมแผนไว้รองรับหากได้พบเจอทายาทแห่งอารามฝูหลงอีกครั้ง
ราชครูอัญเชิญจอมมารทั้งเจ็ดมารอตั้งรับแล้ว
ล้วนเป็นจอมมารที่ยังคงยืนหยัดในยุคสมัยนี้ทั้งสิ้น…
“ราชครูคาดการณ์ได้แม่นยำนัก…”
ซ่งโหยวไม่สนใจจอมมารทั้งแปดตน ไม่ว่าจะเป็นตนที่คุ้นหน้าหรือไม่คุ้นหน้า เขาเพียงมองไปยัง ‘มนุษย์เพียงคนเดียว’ ที่ยืนอยู่ตรงนั้น “ข้าตั้งใจมาเยือนเขาเยี่ยซาน แต่กลับไม่พบ ‘รอยรั่ว’ ใดๆ เลย”
“ท่านจะพบได้อย่างไรกัน…”
เป็นจิ้งจอกแปดหางที่ชิงตอบขึ้นก่อน
พอซ่งโหยวหันไปมอง พลันเห็นจิ้งจอกยักษ์ย่อตัวนั่งลงกับพื้นอย่างเรียบร้อย พูหางทั้งแปดแผ่ออก ขนทั่วกายพลิ้วไหวไปตามแรงลม ทว่าน้ำเสียงกลับยังคงนิ่งเรียบนัก
“ราชครูหลอมยาหม้อแรกสำเร็จตอนที่ท่านไปเยือนแดนเหนือ ครั้นสำเร็จแล้วก็กวาดล้างค่ายกลทั้งหมดทิ้งไป พอท่านจากไป ก็เริ่มวางค่ายกลอีกครั้ง…”
ซ่งโหยวฟังแล้วก็ได้แต่เม้มริมฝีปากแน่น ไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ ก่อนจะละสายตาจากจิ้งจอกไปมองราชครูแทน ทั้งที่ภายในใจยังคงปั่นป่วนนัก
“อย่างไรเสียสหายบำเพ็ญก็มาแล้ว”
ราชครูทอดถอนใจ
“จนถึงวันนี้ข้ามีความใฝ่ฝันเพียงหนึ่งเดียว ตระกูลตั้งแต่ครั้นโบราณกาลล้วนแสวงหาหนทางสู่การบรรลุเป้าหมายนี้เท่านั้น นอกจากเรื่องนี้แล้ว ข้าขอยืนยันว่าไม่เคยทำสิ่งใดที่เป็นโทษต่ออาณาจักรต้าเยี่ยน หาได้ก่อกรรมทำเข็ญต่อปุถุชนคนธรรมดา อีกทั้งยังทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อแผ่นดินและราษฎร สร้างยุคทองอันรุ่งเรืองเช่นนี้ขึ้นมา”
“ยิ่งไปกว่านั้นหากไม่ใช่เพราะข้าโน้มน้าวให้ฝ่าบาทขับเคลื่อนแนวคิดการเปลี่ยนแปลง ผืนฟ้าในวันนี้ก็คงมิได้เป็นเช่นนี้ เหล่าวิญญาณในเขาเยี่ยซานล้วนเป็นผีร้าย หลังตายไปก็สมควรถูกลงโทษ”
“ไม่รู้ว่าสหายบำเพ็ญได้มองเรื่องทั้งหมดนี้อย่างทะลุปรุโปร่งหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรก็รีบไปจากที่นี่เสีย ไว้ข้าหลอมโอสถทิพย์สำเร็จ หากสหายบำเพ็ญประสงค์ ข้าจะแบ่งให้หนึ่งหม้อ หากไม่ต้องการ ข้าก็จะจากไปพร้อมโอสถทิพย์นี้ ยุคทองของอาณาจักรต้าเอี้ยนย่อมไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปเพราะเรื่องนี้ นรกภูมิจะถูกสร้างขึ้นโดยปราศจากความโกลาหล อีกทั้งใต้หล้านี้จะไม่มีนักพรตนาม ‘ฉางหยวนจื่อ’ อีกต่อไป ข้าขอก้าวลงจากแท่นอำนาจอันสูงส่งบนโลกปุถุชนนี้แต่โดยดี”
ซ่งโหยวได้ฟังเช่นนั้นก็กล่าวแย้ง “ถึงจะเป็นผีร้ายก็มีความรู้สึกเจ็บปวดเช่นกัน”
“ข้าหลอมเฉพาะคนบาปเท่านั้น และข้าเองก็ทำคุณมหาศาลให้ใต้หล้านี้และนรกภูมิแท้ๆ สหายบำเพ็ญไม่คิดจะไตร่ตรองบ้างหรือ”
สายตาของนักพรตหนุ่มคมกริบประหนึ่งคมดาบ
สีหน้าของราชครูสงบนิ่ง ทว่าสายตากลับพยายามหลบเลี่ยง หันมองไปทางเหล่าจอมมารแทน “ข้าสืบค้นตำราของอารามฝูหลงทั้งหมดแล้ว ย่อมรู้ความสามารถของผู้เป็นทายาทดี ใต้หล้านี้คงไม่มีจอมมารตนใด รวมถึงแม่นางจิ้งจอกนี่ ที่แข็งแกร่งพอจะเทียบเคียงทายาทแห่งอารามฝูหลงได้ แต่จอมมารทั้งเจ็ด ไม่สิแปดตนนี้นั้น ต่อให้อาจารย์ของสหายบำเพ็ญออกมารับมือเอง ก็เกรงว่าคงต้านทานไม่ไหวกระมัง…”
“เจ็ดต่างหากเล่า!”
เสียงของจิ้งจอกดังแทรกขึ้นมาทันที “ราชครูอย่าได้คิดเอาพวกข้าไปรวมกับพวกนั้นเชียว เผ่าจิ้งจอกแห่งเย่ว์โจวเช่นพวกข้าอาศัยใกล้ชิดมนุษย์ธรรมดามาตั้งแต่ครั้นบรรพกาล ไม่เคยทำร้ายมนุษย์ อีกทั้งยังไม่กล้าคิดเป็นปฏิปักษ์ต่ออารามฝูหลงอันสูงศักดิ์เสียด้วย ยิ่งไปกว่านั้น พวกข้าและท่านนักพรตก็สนิทสนมกันพอสมควรนี่…”
ฟังดูคล้ายเสียงของสาวใช้นางนั้น
พูดจบจิ้งจอกตนนั้นก็หันมาทางซ่งโหยว
“ท่านนักพรตว่าจริงหรือไม่”
ราชครูไม่สนใจนางแม้แต่น้อย เพียงกล่าวกับซ่งโหยวต่อ “สหายบำเพ็ญยอมเสี่ยงมาถึงที่นี่เพียงเพราะวิญญาณคนบาปไม่กี่ตน ไม่คำนึงถึงมิตรไมตรีในอดีตบ้างเลยหรือ”
ซ่งโหยวหาได้สนใจคำพูดนั้นไม่ แต่กลับจ้องมองราชครูไม่วางตา
“ท่านยอมหยุดเสียแต่ตอนนี้ดีหรือไม่”
“…”
“…”
สองนักพรตยืนประจันหน้า มีเพียงสายลมพัดผ่านระหว่างกลาง
ผู้แข็งแกร่งย่อมไม่หวั่นไหวโดยง่าย
ในขณะนั้นเอง ซ่งโหยวได้ยินเสียงคร่ำครวญของเหล่าวิญญาณดังขึ้นมาเนืองๆ เสียงนั้นคล้ายแฝงไปด้วยความเจ็บปวดสุดขั้วหัวใจ ราวกับว่าจะแทงทะลุดวงวิญญาณให้ได้
“ที่ราชครูว่ามาก็มีเหตุผล จอมมารทั้งเจ็ดร่วมมือกันเช่นนี้ ต่อให้เป็นท่านนักพรตก็คงรับมือยากนัก” คราวนี้เป็นปีศาจจิ้งจอกที่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นหาได้แฝงนัยห้ามปราม แต่กลับเคล้าด้วยเสียงหัวเราะร่าเริง “ก่อนหน้านี้ที่พวกข้าบอกว่าจะช่วยท่านนักพรตก็หาใช่ความเท็จ แค่ท่านเอ่ยปาก พวกข้าก็พร้อมช่วยโดยไม่ลังเล”
ซ่งโหยวกลับไม่สนใจคำของนาง เพียงกวาดตามองจอมมารทีละตน รวมถึงนางด้วย จากนั้นจึงยืนค้ำไม้เท้าไว้แล้วเอ่ยอย่างสงบนิ่ง “ข้าจะไปจากที่นี่สักครู่ หากข้ากลับมาแล้วเห็นว่าท่านใดไม่อยู่ที่นี่แล้ว ข้าจะถือว่าท่านผู้นั้นไม่เคยมาเยือนที่นี่มาก่อน และเมื่อใดที่นรกภูมิถือกำเนิดขึ้น หากท่านผู้นั้นอยากไต่ขึ้นสู่ตำแหน่งเทพ ก็เชิญแสดงความสามารถได้ตามใจ”
เขาเว้นไปครู่หนึ่ง
“แต่ถ้าข้ากลับมาแล้วพวกท่านยังอยู่กันครบ เช่นนั้นก็ดี พวกท่านล้วนเป็นเผ่าปีศาจจากยุคบรรพกาล อารามฝูหลงของข้าก็เช่นกัน เช่นนั้นแล้วก็มาประลองชี้ชะตากันที่เขาเยี่ยซานนี้อีกสักครั้งเถิด”
ทันทีที่กล่าวจบเขาก็หันหลังเดินลงจากยอดเขาไปโดยไม่รอฟังคำตอบ
เหล่าจระเข้ยักษ์มองตามเขาด้วยสายตาเย็นชา แต่นักพรตก็มองตอบด้วยความเฉื่อยชาไม่ยี่หระ
‘ประลองชี้ชะตา’ หมายความว่าอย่างไรกันแน่
ใช่ว่าอารามฝูหลงจะไม่เคยปะทะกับพวกมันซึ่งๆ หน้ามาก่อน ทั้งสองฝ่ายล้วนมีความเป็นมายาวนานนับพันปี เคยปะทะกันบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่าสิ่งที่แฝงอยู่ในนั้นคือ อารามฝูหลงเป็นตัวแทนของวิถีมนุษย์ ส่วนจอมมารเป็นตัวแทนของวิถีมาร ครั้นโบราณกาลทั้งสองฝ่ายเคยอาศัยอยู่ร่วมกันมาก่อน แต่ถึงกระนั้นใต้หล้าที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นผลมาจากการที่ฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะ
หากปีศาจยังดื้อดึงคิดท้าทายมนุษย์อีก ก็ต้องตัดสินแพ้ชนะกันใหม่
บรรยากาศบนยอดเขาช่างเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหวีดหวิว
คราวนี้นักพรตมุ่งหน้าไปสู่เมืองผีกลางเขาเยี่ยซาน
สภาพในเมืองผีดูไม่แตกต่างไปจากครั้งก่อนนัก ผ่านไปไม่นานยังแยกความเปลี่ยนแปลงชัดเจนไม่ได้ ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือวิญญาณทั้งหลายล้วนหวาดผวา ไม่รู้ว่าภายนอกเกิดสิ่งใดขึ้น ระยะนี้ในเมืองผีจึงดูเหมือนมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเช่นกัน
ซ่งโหยวเดินลัดผ่านเมืองผีไปด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
เสียงซุบซิบของวิญญาณดังอยู่รอบตัว ล้วนแฝงด้วยความวิตกหวั่นไหว
มีวิญญาณถูกพวกยมทูตลากตัวเข้าไปด้านใน เหล่ายมทูตก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ส่วนผีที่ถูกลากไปนั้นก็ร้องโวยวายสุดกำลัง
“ทำไมต้องจับข้า ทำไมต้องจับข้าไปด้วย พวกท่านจับผิดคนแน่ๆ! ข้าชำระโทษหมดแล้ว ตอนนี้ข้าเป็นผีชั้นสามนะ! ปล่อยข้า! ปล่อยข้าเถอะ!”
“แต่ข้าได้ยินว่าไม่ใช่แบบนั้น…”
“ข้าได้ข่าวว่าแค่ลักขโมยหรือมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งเล็กน้อย ก็ถูกจับไปเผาเหมือนกัน!”
“คงไม่ถึงคราวพวกเรากระมัง…”
ผีส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้วิเศษใจกว้างอะไร
แต่ถึงไม่ใช่ผู้วิเศษ ก็ไม่ใช่คนบาปหนาเช่นกัน
ส่วนมากล้วนเป็นคนธรรมดาที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองอย่างนั้น
คนธรรมดานั้นเป็นอย่างไร มีคุณธรรมแบบไหน ไม่จำเป็นต้องเอ่ยมากมาย เพียงทบทวนชีวิตของตนเองให้ดีก็พอ แต่ปัจจุบัน บรรดาผีที่ไม่ได้ทำความผิดร้ายแรงกลับถูกจับตัวไปลงโทษ ไม่เหลือแม้กระทั่งเศษเสี้ยววิญญาณ ซ้ำยังมีข่าวลือว่า บางตนเพียงทำความผิดเล็กน้อยก็ถูกลากไปเผาแล้ว ผีเหล่านี้แม้เพิ่งกลายเป็นผีไม่นาน แต่ก็รับรู้ถึงความกว้างใหญ่ของสวรรค์และพิภพ ทว่าไม่มีที่ให้พำนัก เทพเทวาสูงส่งอยู่เบื้องบน แต่ก็ไม่อุปถัมภ์วิญญาณเบื้องล่าง มนุษย์ล้วนเคยกระทำความผิดเล็กน้อย เคยทำเรื่องน่าละอายใจกันทั้งนั้น จะไม่ให้หวั่นเกรงได้อย่างไร
นักพรตฟังไปก้าวเดินไป พวกยมทูตและทหารต่างก็ไม่กล้าขวางทาง
กระทั่งเดินมาถึงนรกเพลิง
แสงเพลิงสาดซัดเข้ามาถึงทางเดิน ไม่รู้ว่าสว่างกว่าครั้งก่อนมากเพียงใด เพียงยืนอยู่ปากทาง ก็สัมผัสได้ถึงคลื่นความร้อนที่ซัดเข้ามาเป็นระลอก ร้อนระอุจนแทบจะเผาผิวหน้าให้ไหม้เกรียม
ที่ปากทางมีปีศาจตัวสีแดงฉาน ไม่หวั่นเกรงไฟลุกลาม รูปร่างสูงใหญ่ ทุกครั้งที่ยมทูตพาวิญญาณเข้ามา ปีศาจเหล่านี้จะช่วงต่อเข้าไปสู่นรกเพลิง เหล่าวิญญาณดีดดิ้นร่ำไห้ ทว่ากลับถูกปีศาจใช้ฝ่ามือใหญ่ยักษ์กดไว้จนหมดแรง ยมทูตที่อยู่ใกล้เห็นเช่นนั้นก็อดเห็นใจไม่ได้
บัดนี้นรกเพลิงได้กลายเป็นเตาหลอมยาอย่างแท้จริง
ความกล้าหาญของราชครู คนธรรมดาล้วนไม่อาจเทียบได้
ปีศาจจิ้งจอกกล้าบุกเข้ามายังสถานที่นี้ ราชครูคงยิ่งเร่งเปลวเพลิงให้ร้อนระอุขึ้น
ซ่งโหยวยังคงเดินต่อไปข้างใน ปีศาจทั้งหลายเห็นเช่นนั้นก็ชะงักไป ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือวิญญาณ ล้วนไม่เคยมีผู้ใดก้าวขาเข้ามาในนรกเพลิงด้วยตนเอง
กว่าปีศาจจะรู้ตัว นักพรตก็เดินผ่านหน้าพวกมันไปแล้ว
ปีศาจต่างเบิกตากว้างพยายามจะไล่ตาม แต่ก้าวตามได้เพียงไม่เท่าไรก็หมดสติ ล้มลงสู่พื้น
ยมทูตที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่