ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 381 นักพรตเผชิญการแย่งชิงของเหล่าจอมมาร
ลมเย็นพัดผ่านผิวน้ำ รอบกายเงียบเชียบเสียจนได้ยินเสียงลมกระซิบ
ผ่านไปกว่าครู่ใหญ่ ที่ส่วนโค้งของลำน้าจึงปรากฏเรือลำน้อยค่อยๆ ล่องตามกระแสน้ำไปโดยแทบไม่ต้องออกแรงพาย นายเรือก็พลอยสบายใจไปด้วย ระหว่างพายก็พึมพำไปด้วย สุดท้ายจึงร้องออกมาเป็นเพลงด้วยเสียงดังกึกก้องกระทบสันเขาทั้งสองฝั่ง นำพาความร่มเย็นมาสู่ลำน้ำนี้
“โอ๊ย…”
แต่ร้องไปได้ครู่หนึ่งก็อุทานขึ้นมาเสียอย่างนั้น
เพราะหมอกควันเหนือลำน้ำช่างหนาวเหน็บ นายเรืออยู่กับสายน้ำมาหลายปีย่อมมีโรคประจำตัวบ้าง จู่ๆ ดันเจ็บขาขึ้นมาเสียอย่างนั้น ทำลายอารมณ์สุนทรีย์เสียจริงๆ
ถึงกระนั้นจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าแว่วมาจากริมฝั่งแม่น้ำ
ตามมาด้วยเสียงเสือคำรามผสมกับเสียงหมาป่าหอน
“…”
นายเรือถึงกับหยุดโอดครวญ
แม้ภูมิทัศน์สองฝั่งลำน้ำนี้จะเป็นภูเขา แต่ไม่มีป่ารกชัฏ ปกติมักมีแต่เสียงนกร้อง ไม่ค่อยจะได้ยินเสียงหมาป่าหอน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเสียงคำรามลั่นป่า แม้นายเรือจะไม่รู้ว่าเป็นเสียงอะไร แต่พอฟังๆ ดูแล้วรู้สึกว่าช่างคล้ายเสียงผีป่าร่ำร้องก็ดันหวาดกลัวขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ตัวเขายืนอยู่บนเรือ แม้ไม่ได้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ แต่ก็รีบชะโงกคอมองไปบนฝั่งอย่างระแวดระวัง
จึงเห็นว่ามีเงาคนควบม้าฝ่าแนวต้นสนสูงชะลูดริมฝั่งแม่น้ำไป ร่างเงานั้นวูบไหวไปมา ไม่นานก็ถูกเงาไม้บดบังจนมิด ทว่าอีกชั่วพริบตาต่อมาก็โผล่ออกมาอีก ควบม้ารวดเร็วเสียจนเห็นเป็นเพียงเงาลางๆ
นอกจากนี้ยังมีเงาเตี้ยๆ อีกหลายเงาวิ่งไล่ตามมา ไม่รู้ว่าเป็นเงาของตัวอะไรกันแน่
กระทั่งคนผู้นั้นควบม้ามาหยุดอยู่ที่ท่าน้ำ
นายเรือได้แต่ขยี้ตาพลางยืดคอมองออกไป
เห็นนักพรตผู้หนึ่งกำลังควบขี่ม้าขนแดง ทว่าบัดนี้เสื้อผ้าและเส้นผมของเขาดูจะหลุดรุ่ยไม่เป็นระเบียบนัก
“ท่านเซียนมาขึ้นเรือของข้าดีหรือไม่!”
ม้าขนแดงหยุดชะงักไปทันที
นักพรตบนหลังม้าก็หันมามองเขา
นายเรือรีบพายเรือเข้าไปใกล้
นักพรตยังคงนั่งอยู่บนหลังม้าอย่างสงบเสงี่ยม พินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ไม่ได้ปฏิเสธ
ไม่นานนัก ทั้งนักพรตและม้าก็ขึ้นมาบนเรือ
เจ้าแมวก็กระโดดตามมาจากที่ไกล
มีเพียงนกนางแอ่นที่ยังโบยบินอยู่บนท้องฟ้า
นายเรือรีบยันเรือออกจากฝั่งราวกับว่าบนฝั่งมีปีศาจร้ายคอยไล่ล่า กระทั่งมาถึงกลางลำน้ำจึงค่อยโล่งใจ แต่พอมองกลับไปยังแนวป่าอีกครั้งก็ยิ่งแปลกใจ
เงาเตี้ยที่เห็นเมื่อครู่ล้วนหายไปหมดแล้ว ไม่มีวี่แววว่ามีปีศาจตนใดแอบซุ่มมองพวกเขาจากริมฝั่งเลย
ขณะนั้นเอง นักพรตก็เอ่ยขึ้น
“ในเมื่อได้พบกันแล้ว ท่านช่วยพาข้ากลับไปยังท่าน้ำจือจวิ้นด้วยเถิด ค่าจ้างจะจ่ายให้ตามเดิม”
“ได้เลยขอรับ!”
“ครั้งนี้ช่วยเร่งฝีพายด้วย”
“ท่านเซียนมีธุระด่วนหรือ” นายเรือเหลือบมองริมฝั่งแม่น้ำอีกครา ก่อนจะหันมายิ้มตาหยีให้ซ่งโหยว “โชคดีจริงๆ ตั้งแต่วันที่ท่านลงเรือไป ข้าก็วนเวียนอยู่แถวนี้ เผื่อได้มีโอกาสได้รับท่านขึ้นมาอีกสักหน ได้ประจักษ์ท่วงท่าดุจเซียนอีกสักครั้ง ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอจริงๆ”
“ท่านช่างมีน้ำใจเหลือเกิน”
“มิเช่นนั้นท่านคงไม่ได้ขึ้นเรือหรอก” นายเรือพูดไป ระหว่างพายก็เริ่มเห็นหยาดเหงื่อผุดขึ้นมาจางๆ
“ท่านมีเจตนาดี แต่ครั้งนี้ข้าต้องรีบกลับไป ถึงขั้นต้องทิ้งสัมภาระไว้กลางทางก่อน หากคราหน้ายังมีวาสนา จะเลี้ยงสุราให้ท่านสักจอก” ซ่งโหยวกล่าว “แต่ตอนนี้ท่านต้องพายให้เร็วกว่านี้”
นักพรตกล่าวพลางก้มมองผิวน้ำ
นายเรือกำลังจะตอบ ทว่าทันใดนั้นกลับนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดกับตน แต่กำลังพูดกับใครบางคน ยังไม่ทันได้ปริปากถาม ก็รู้สึกว่าตัวเรือกำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ราวกับมีบางสิ่งใต้ผิวน้ำกำลังดันเรือให้แล่นไป หรือไม้ก็เป็นดั่งคลื่นยักษ์ที่โถมซัดมายังท้ายเรือจนตัวเขาถูกแรงนั้นรั้งไปด้านหลัง
เมื่อทรงตัวได้ เรือก็แล่นฝ่าคลื่นน้ำไปอย่างรวดเร็ว
เร็วกว่าที่เขาเคยพายมาตลอดทั้งชีวิต
“โอ…”
ถึงนายเรือจะอายุมากแล้ว ผ่านโลกมาพอสมควรย่อมไม่เผยท่าทีตกใจเกินเหตุ แต่ก็ยังอดอุทานไม่ได้
“ท่านเซียนช่างมีวิชาสูงส่ง”
แต่นักพรตกลับยังจ้องมองผืนน้ำเบื้องล่าง พร้อมกับใช้ปลายไม้เท้าเคาะเบาๆ ราวกับเป็นการเร่งเร้า
“เร็วอีก”
เรือจึงเร่งความเร็วขึ้นอีกครั้ง
“โอ๊ย โอ๊ย!”
คราวนี้นายเรือถึงกับร้องลั่น
ต้นไม้ใบหญ้าตามสองฝั่งขุนเขาไหวเอนไปตามแรงลม สายลมรุนแรงดุจจะฉีกผิวหน้าให้ขาดวิ่น ซ้ำแล้วตัวเรือยังคล้ายจะถูกยกให้สูงขึ้นอีกนิดจนนายเรือสงสัยว่าท้องเรือยังแตะผิวน้ำอยู่หรือไม่
นี่ไม่ใช่การล่องเรือ แต่เหมือนเป็นการเหาะอยู่เหนือน้ำเสียมากกว่า
แม้แต่นกนางแอ่นที่บินขนาบมา ก็ต้องกระพือปีกบินถี่ๆ ถึงจะตามเรือทัน
ไม่นานนักก็มาถึงท่าน้ำจือจวิ้น
“ขอบคุณท่านมาก”
ซ่งโหยวยื่นเงินให้นายเรือ จากนั้นก็ก้าวขึ้นฝั่งทันที
“ไม่ใช่”
ซ่งโหยวพลิกตัวขึ้นหลังม้าดังเดิม ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปทางนายเรือ “หมอกเหนือผิวน้ำช่างหนาวเหน็บ สิ้นสุดการเดินทางแล้ว ท่านก็ควรขึ้นฝั่งกลับไปพักผ่อนที่บ้านสักระยะ หมอกจากลงแล้วค่อยกลับมาพายก็ยังไม่สาย หากเกิดลมฟ้าอากาศแปรปรวนหรือมีสิ่งผิดปกติใดๆ ก็ขอให้ท่านรอจนสงบเสียก่อนค่อยลงน้ำ”
“เป็นเพราะอะ…”
ยังไม่ทันจะถามจบ ก็เห็นว่าเจ้าม้าแดงพุ่งตัวออกไปแล้ว ขั้นบันไดเหนือท่าน้ำทำมาจากหินเขียว แม้มีเพียงสิบกว่าขั้น ก็สูงไม่น้อยเลย จุดลงเรืออยู่ที่ขั้นล่างสุดแท้ๆ ทว่าเจ้าม้ากลับกระโจนพรวดเดียวไต่ขึ้นไปได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็พุ่งทะยานออกไปอย่างเต็มแรง
นายเรือมองตามด้วยความตะลึงงัน
ส่วนเจ้าแมวก็ขี่หลังเสือคอยติดตามซ่งโหยวไป จนในที่สุดก็กลืนหายไปกับพงไพร
คราวนี้นกนางแอ่นก็ร่อนลงมาร่วมทางด้วย
ยังเหลือระยะทางอีกหลายรอยลี้ ไม่รู้ว่าต้องจัดการผีปีศาจที่คอยดักซุ่มอีกสักกี่ตน
กระทั่งเวลาล่วงเลยสู่ยามบ่าย ซ่งโหยวก็เริ่มเห็นเงาภูเขาเยี่ยซานลางๆ แล้ว
ทหารหน่วยมังกรพยศยังคงตรึงกำลังอยู่ชั้นนอกสุดของภูเขาเช่นเดิม
เจ้าม้าขนแดงหยุดลงบนเชิงเขาลูกหนึ่ง ซ่งโหยวจึงได้ทอดสายตามองไปยังภูเขาโล้นเตียนเบื้องหน้า แม่นางสามสีก็มาหยุดอยู่ข้างเขา ส่วนนกนางแอ่นก็บินร่อนลงมาหาเขาเช่นกัน
“ข้าต้องขอแรงแม่นางสามสีกับเยี่ยนอันอีกสักครั้งแล้ว” ซ่งโหยวกล่าวพลางก้มมองเจ้าแมวน้อย
“เรื่องใดรึ”
“คุณชายว่ามาเถิดขอรับ”
“อีกประเดี๋ยวที่นั่นอาจมีการต่อสู้เกิดขึ้น แน่นอนว่าอันตรายเป็นยิ่ง แม้มีกองทหารมังกรพยศประจำอยู่ด่านนอก แต่ก็อาจถูกลูกหลงได้” ซ่งโหยวหันไปมองนกนางแอ่น “จึงอยากขอให้พวกเจ้าทั้งสองรออยู่ด้านนอก หากแนวหน้ายังไม่มีการสู้รบ ก็คอยอยู่ที่นี่ ดูแลกันและกันให้ดี กองทหารมังกรพยศกระจายกำลังอยู่รอบภูเขา หากมีเหตุอันใด อาจไหวตัวไม่ทัน ขอให้เจ้าไปที่ยังหอสัญญาณไฟแต่ละจุด บอกให้พวกเขารีบถอยโดยเร็ว”
“เยี่ยนอันน้อมรับคำสั่ง!”
“แล้วเจ้าล่ะ”
“ข้าจะให้เจ้าม้าพาข้าเข้าไป”
“ได้เลย!”
“ดูแลตนเองให้ดี”
ซ่งโหยวยกยิ้มเป็นเชิงเตือน ไม่ทันเอ่ยปากสั่งการ เจ้าม้าก็พุ่งตัวออกไปเองแล้ว
นักพรตและม้าขนแดง ลัดเลาะไปตามหมู่ขุนเขาอันคลุ้งไปด้วยหมอกพิษ แต่ถึงกระนั้นก็ยังพอเห็นหอสัญญาณไฟเรียงรายอยู่รอบ
ในขณะเดียวกันบนยอดเขาเยี่ยซาน
สตรีร่างอรชรใบหน้าอ่อนช้อยดุจดั่งภาพวาด สวมอาภรณ์ขาวสะอาดแต้มจุดแดงเล็กๆ พอให้ดูวิจิตรงดงามขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังแฝงความเก่าแก่ราวกับเป็นชุดของสตรีเมื่อหลายร้อยปีก่อน ทว่าใต้ชายกระโปรงกลับปรากฏหางจิ้งจอกแปดหางแผ่ออกเป็นพัดขนาดใหญ่ คอยโบกสะบัดไปตามสายลมอ่อนๆ
นางมุ่งไปยังยอดเขาด้วยท่วงท่าย่างกรายอันชดช้อย
ส่วนเบื้องหน้านางเป็นนักพรตในชุดเก่าๆ
รอบกายเขามีร่างเงารายล้อม คอยจ้องมองสตรีนางนั้นจากทั้งระยะใกล้และไกล บ้างมีแววตาแข็งกร้าวดุดัน บ้างระแวดระวัง บ้างโลภละโมบมาก หรือบ้างก็ไร้ซึ่งแววอารมณ์ใดๆ
“ได้ยินว่าราชครูหลอมโอสถหยินหยางสำเร็จไปหลายหม้อแล้ว แต่กลับมีโอสถหม้อหนึ่งที่ฤทธิ์รุนแรง รุนแรงเสียจนกายเนื้อของมนุษย์ธรรมดาไม่อาจรับไหว บัดนี้โอสถทิพย์หม้อนั้นยังคงอยู่ใช่หรือไม่”
สตรีเอ่ยทั้งรอยยิ้มอ่อนหวาน
นางสะบัดข้อมือเบาๆ พลันเสกพัดออกมาโบกสะบัดเบาๆ รอยยิ้มนั้นก็ดูสดใสขึ้นกว่าเก่า
“อยู่ที่ไหนกันนะ”
“เจ้าซ่อนตัวในนครฉางจิงมาหลายปีก็เพื่อวันนี้เท่านั้นสินะ”
“มิเช่นนั้นจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า ยุคสมัยนี้ภูตผีปีศาจเช่นพวกข้าจะกระทำการใดก็ถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ หรือไม่ก็ถูกมนุษย์เข่นฆ่า ตัวข้านั้นไฉนเลยจะกล้าทำอะไรราชครู” นางกล่าวเสียงเว้าวอน “ท่านวางใจเถิด ข้าขอแค่หนึ่งหม้อจากสิบหม้อเท่านั้น ได้แล้วจะรีบจากไปโดยไว”
“เจ้าฝันไปเถอะ”
แม้ราชครูจะรู้ดีว่านางสังหารตนได้ด้วยกระบวนท่าเดียว แต่สีหน้าของเขากลับไร้ซึ่งความหวาดหวั่น
“หากท่านยอมมอบให้หว่านเจียงเสียแต่โดยดี คงเป็นที่น่าซาบซึ้งยิ่งนัก ไม่เสียแรงที่ข้าคอยช่วยปกป้องท่านอยู่ลับๆ”
“ปกป้องอะไรของเจ้ากัน”
“ไม่ใช่แค่ปกป้องด้วยนะ” นางหัวเราะเบาๆ “พวกข้านับถือนักพรตซ่งแห่งอารามฝูหลงยิ่งนัก เขาสงสัยท่านมานานแล้ว หลายครั้งพวกข้าเองก็อยากบอกความจริงแก่เขาอยู่เหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังช่วยเก็บงำความลับให้ท่าน ท่านเองก็รู้นี่ว่าจิ้งจอกนั้นฝักใฝ่ในรักเพียงใด ทำเอาพวกข้าลำบากใจไม่น้อยเลยนะ”
“ถ้าไม่ให้เล่า”
“เหตุใดต้องทำเช่นนั้นกัน” นางชะงักไป ดวงตาก็พลันหรี่ลง “ราชครูดูแลบ้านเมือง สร้างเมืองผีไว้เพื่อวางเค้าโครงขุมนรก ความชอบยิ่งใหญ่ ควรถูกจารึกชั่วกัลปาวสาน คนอย่างท่านคิดอยากมีอายุยืนก็ไม่แปลก หากรักษาภาพลักษณ์ไว้ได้ ก็ถือว่าเป็นขุนนางเอกผู้หนึ่ง จะต้องมาลงเอยเช่นนี้ให้เสื่อมเสียชื่อเสียงไปทำไมกัน”
“ฟังดูแล้ว เจ้าคงคิดจะใช้กำลังแย่งมากระมัง”
“พวกข้าต้องคอยระแวดระวังตัวมาทั้งชีวิต ไม่เคยคิดทำร้ายมนุษย์ แต่ของสิ่งนี้มิใช่ของถูกต้องตามทำนองคลองธรรม แย่งมาก็ไม่รู้สึกผิดอะไร”
นางยังโบกพัดยิ้มพราว
ฟิ้ว!
ทันใดนั้นพลันมีเสียงลมพัดหวีดหวิวดังขึ้นมา ตามด้วยเงามืดทอดปกคลุมลงมาเหนือศีรษะอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าแรงลมพัด
เป็นกรงเล็บยักษ์ขนาดมหึมา!
กรงเล็บนั้นมีผิวด้านแข็งกร้านเต็มไปด้วยรอยย่น เพียงกรงเล็บเดียวก็ใหญ่เท่าเรือนหลังหนึ่งแล้ว มันผงาดขึ้นมาจากเชิงเขาด้านหลังหญิงสาว เพียงชั่วพริบตาก็ทาบลงบนพื้นดิน
ครืน!
เกิดเสียงดังกึกก้อง ยอดเขาพลันแตกกระจายออก
หญิงสาวไม่รู้ว่าตนขยับตัวย้ายไปอีกฝั่งตั้งแต่เมื่อใด นางเพียงมองจระเข้ยักษ์พร้อมกับยกยิ้มเบาบาง
จระเข้ยักษ์ค่อยๆ ไต่ขึ้นมาถึงยอดเขา
ตัวมันใหญ่เสียกว่าที่ซ่งโหยวเคยพบในลุ่มน้ำอิ่นเจียงเสียอีก ทั้งร่างของมันเต็มไปด้วยแผลเป็น แม้กระทั่งดวงตาก็มืดบอดไปข้างหนึ่ง อีกทั้งบนเปลือกตายังมีรอยกรงเล็บกรีดลึกอยู่หลายแห่ง แต่เมื่อประกอบกับโฉมหน้าอันดุร้ายแล้ว กลับดูไม่น่าสงสารเลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับยิ่งเพิ่มความดุดันสมกับเป็นจอมมารที่ผ่านสมรภูมิมากว่าพันปี
ขณะเดียวกันนั้น ภูเขาอีกด้านหนึ่งก็เริ่มสั่นสะเทือน
รอบเขาเยี่ยซานมีจระเข้ยักษ์ตัวอื่นๆ ไต่ขึ้นมาเช่นกัน ล้วนกำลังจับจ้องมายังทิศทางนี้ด้วยสายตาเย็นยะเยือก
“มากันตั้งหลายตัวเชียว” หญิงสาวกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย “ดูท่าพวกเจ้าคงขนทั้งเผ่าไปกราบกรานราชครู หมายจะตั้งรกรากในแดนนรกสินะ”
ราชครูยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง “แม่นางคิดจะต่อสู้กับจระเข้ยักษ์เหล่านี้เพียงลำพังหรือ”
“ข้าสู้ไม่ได้หรอก” หญิงสาวตอบอย่างตรงไปตรงมา เผ่าจระเข้และเผ่าจิ้งจอกต่างถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคบรรพกาล จอมมารเหล่านี้ล้วนมีพลังแก่กล้า ยิ่งกว่านั้นเผ่าจระเข้ก็แข็งแกร่งกว่าเผ่าจิ้งจอกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากมาเพียงตนเดียว นางคงยังไม่หวั่น แต่หากมาพร้อมกันหลายตน นางย่อมรับมือไม่ไหวเป็นแน่
“แต่พวกข้าก็เตรียมตัวไว้แล้วเหมือนกัน”
นางว่าแล้วก็ยื่นมือออกไป
กล่องไม้ใบหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า
ครั้นเปิดออกจึงพบว่าภายในคือหางจิ้งจอกหนึ่งท่อน
โคนหางยังดูสดใหม่ มีเลือดเปื้อนราวกับเพิ่งถูกตัดมาจากร่างของจิ้งจอกตัวใดตัวหนึ่งเมื่อสักครู่
“หางที่ ‘จิ้งจอกบรรพกาล’ ตัดทิ้งไว้จะช่วยให้ข้าได้รับพลังจิ้งจอกเก้าหางเพียงชั่วคราว” หญิงสาวมองราชครูแล้วหันไปมองบรรดาจระเข้บนยอดเขา รอยยิ้มของนางทั้งจริงจังและเด็ดเดี่ยวนัก “หางของท่านบรรพชนนั้นล้ำค่ามาก อีกทั้งต้องแลกด้วยอายุขัยนับร้อยปี หากพวกท่านบีบให้พวกข้าใช้มันในวันนี้ เรื่องราวระหว่างสองเผ่าพันธุ์… ก็คิดเสียว่าถึงคราวสะสางกันให้รู้แล้วรู้รอดเถิด”
เหล่าจระเข้ยังคงนิ่งเงียบ แต่ความเลือดร้อนยังคงปรากฏชัด
“เผ่าแรดขาวก็มาด้วยหรือ…”
“เจ้าหลีกไปเสียเถิด” เสียงหนึ่งดังแว่วมาจากระยะไกล คล้ายเป็นคำเตือน “แม้วันนี้ผู้ยิ่งใหญ่จากยุคบรรพกาลจะมาเยือน ชีวีของเจ้าย่อมดับสูญเป็นแน่แท้”
“หึๆ!”
หญิงสาวยกพัดขึ้นบดบังริมฝีปาก มิได้ตอบโต้อย่างตรงไปตรงมา เพียงหัวเราะเบาๆ “ท่านทั้งหลายล้วนเป็นผู้อาวุโสของหว่านเจียง แต่กลับไม่อาจเอาชนะได้ด้วยตนเอง ถึงกับต้องรุมล้อมข้าไว้ ช่างน่าละอายเสียจริง…”
“เจ้ายังคิดจะดึงดันสู้ต่ออีกหรือ เจ้าคิดว่ามันคุ้มค่าพอหรือไม่”
หญิงสาวยังไม่ทันจะโต้ตอบ ก็เกิดเสียงดังสนั่นขึ้น
“โครม!”
จระเข้ตัวใหญ่ที่สุดพุ่งใส่นางก่อนใคร เพียงเคลื่อนตัวก็ทำให้ทั้งภูเขาสั่นคลอนราวกับจะถล่มลงมา ผืนพสุธาก็พลันไหวตามรุนแรง
ในขณะเดียวกัน จระเข้ยักษ์บนยอดเขารอบด้านก็พากันไต่เข้ามาอย่างคลุ้มคลั่ง
พรึ่บ!
เมฆหมอกฟุ้งกระจายไปทั่วยอดเขา ร่างของหญิงสาวเลือนหายไปแล้ว เหลือเพียงจิ้งจอกยักษ์ยืนเด่นอยู่ตรงนั้น หางทั้งแปดสะบัดไปตามลม ในปากก็คาบหางที่ขาดนั้นไว้ ทั้งดวงตา ปาก และทั่วสรรพางค์ล้วนส่องสะท้อนเป็นสีสันละลานตา ขณะเดียวกันก็ยังคงจับจ้องไปยังเบื้องหน้า
แต่ทันใดนั้นจิ้งจอกกลับชะงักไป นางหันขวับไปทางเชิงเขา เหล่าจระเข้เองก็รับรู้ถึงบางสิ่ง และหยุดเคลื่อนไหวในบัดดล
บรรดาจอมมารแรดขาวก็ชะงักงันไปเช่นกัน
ทุกสายตาเบนลงไปยังเชิงเขา เห็นร่างนักพรตผู้หนึ่งกลางไหล่เขา เขาผู้นั้นสวมเสื้อคลุมที่ผ่านการซักตากจนสีซีดพร้อมกับถือไม้เท้าไผ่หยกเขียวไว้ในมือ กำลังก้าวขึ้นมาบนเขาช้าๆ
ร่างของเขาช่างเล็กจ้อย เมื่อเทียบกับขนาดของจระเข้ยักษ์แล้ว
แต่ทุกย่างก้าวกลับหนักแน่นมั่นคงนัก