ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 385 เผ่าจระเข้และบ่วงทัณฑ์สวรรค์
เหนือฟ้าปั่นป่วนผืนดินกัมปนาทดุจคราวภูผาถล่มแผ่นดินแยกออก ทั้งใต้หล้ากำลังวินาศ เสียงดัง สนั่นลั่นก้องปะปนกับเสียงลมกรรโชก กระแสพลังที่แผ่กระจายไปทั่วท้องฟ้าและแผ่นดินนั้นรุนแรงราวกับจะฉีกกระชากโสตประสาทและวิญญาณให้แหลกสลาย ดินหินถล่มลงมามั่วสุม ฝุ่นทรายและควันดำพัดฟุ้งจนบริเวณนั้นกลายเป็นรัตติกาลมืดมิด ทว่ากลับมีแสงสีหนึ่งสายพุ่งฝ่าความโกลาหลขึ้นมา พลันได้ยินเสียงของปีศาจจิ้งจอกแว่วมา
“ให้พวกข้าจัดการจระเข้ชรานั่นเถิด”
ซ่งโหยวเพียงหลับตา ประสานมือบริกรรมคาถา ไม่ใส่ใจต่อถ้อยคำใดๆ
สายลมรอบกายพัดกรรโชกรุนแรง เสื้อคลุมและเส้นผมล้วนปลิวไปตามทิศทางลมอันอัดแน่นไปด้วยพลังปราณ พลันมีอักขระผุดกลางอากาศอย่างเลือนราง และยังมีแสงพลังวิญญาณไหลเวียนไปมาดุจสายรุ้งพาดผ่าน
ปีศาจแรดขาวขนาดเท่าภูผาพุ่งตัวเข้ามาแล้ว
นักพรตลืมตาขึ้น ก่อนจะใช้เพียงมือข้างเดียวแตะผืนดิน
พรึ่บ!
ลมพายุตีกระแทกพื้น ก่อนจะส่งร่างเขาทะยานขึ้นฟ้า
โครม!
เขาของกระทิงยักษ์ปักทะลุเข้าไปในภูผา จากนั้นมันจึงเงยศีรษะขึ้นกระแทกอีกรอบ ประหนึ่งจะพังทลายยอดเขาให้ได้ในชั่วพริบตา
พละกำลังของจอมมารนั้นช่างไร้ขอบเขตจริงๆ
ในขณะเดียวกัน แรดขาวอีกตนก็แปลงร่างเป็นยักษ์ใหญ่ กางมือซ้ายอันมโหฬารหวดฟาดมาราวกับจะคว้าตัวเขาไว้ ส่วนอีกมือกำลังกำหมัดเตรียมทุบซ้ำตามมา
เพียงฝ่ามือเดียวก็อาจจะบดขยี้ทั้งวังหลวงได้แล้ว
ฉัวะ!
กระแสลมโอบกระชากร่างนักพรตไป ราวกับร่างเขากลายเป็นหนึ่งเดียวกับสายลม เลื่อนไถลไปพร้อมแรงพัดจากฝ่ามือยักษ์นั้น เพียงเสี้ยววินาทีเดียวเขาก็ผละออกไปไกลหลายสิบจั้ง หลบฝ่ามือนั้นไปอย่างเฉียดฉิว
ซ่งโหยวยืนอยู่เหนือฟากฟ้า ประสานมือบริกรรมคาถาอีกครั้งแล้วชี้นิ้วขึ้นสู่สรวงสวรรค์ พลันมีแสงวิ่งวูบวาบเป็นสาย ราวกับดวงดาราโคจรย้อนทิศ พุ่งทะลุขึ้นไปยังเวิ้งนภาที่มืดสนิทไปด้วยควันดำ
เพียงชั่วพริบตาเดียว
สายฟ้าสีม่วงแดงหลากหลายสายก็ฟาดผ่าลงมาดั่งบ่วงทัณฑ์สวรรค์ หมายจะทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง
จระเข้ยักษ์เบื้องล่างกัดฟันคำรามต่ำราวกับว่าเป็นมังกรพยศ มันผงาดร่างตั้งตรง กระโจนใส่ฟากฟ้า อ้าปากกว้างออกหมายจะกลืนกินนักพรตที่ลอยอยู่กลางอากาศ ทว่ากลับเป็นจังหวะที่อัสนีสวรรค์ผ่าลงมาพอดี
เกิดเป็นแสงอัสนีสว่างจ้าบาดตา เศษประกายไฟพุ่งกระจายออกเป็นประกายระยิบระยับ
ดุจดั่งดอกไม้ไฟหลากสีและหิ่งห้อยนับพันโบยบิน
มองไม่ชัดว่าฟ้าผ่าลงมาใส่จระเข้ยักษ์พอดี หรือว่าเป็นจระเข้ยักษ์ที่กลืนกินสายฟ้าไปกันแน่ สุดท้ายสายฟ้าก็สลายไป ร่องรอยนั้นพลันเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ร่างจระเข้ยักษ์ตกลงมากระแทกกลางหุบผา สะเทือนเลื่อนลั่นดั่งภูเขาถล่ม หลังจากนั้นร่างมหึมาก็หายลับไปในม่านควันดำ มีเพียงบางจังหวะที่ส่วนศีรษะครึ่งบนยังพยายามโผล่พ้นขึ้นมา
ซ่งโหยวลอยอยู่เหนือท้องฟ้า ราวกับมีสายลมและฟ้าดินคอยค้ำชูให้เขายืนอยู่สูงดั่งเทพในวิมานสวรรค์
เขามองไปยังที่ห่างไกล แล้วโบกมืออีกหนึ่งครั้ง
พรึ่บ!
พลังมหาศาลตวัดลงสู่พื้นเบื้องล่าง
ราชครูยืนอยู่ตรงจุดพอดี
สายพลังนั้นดูเหมือนพลังลมไร้ลักษณ์ไร้สีสัน ยามที่มันพัดกวาดฝุ่นทรายและควันดำอย่างรวดเร็ว จึงพอมองเห็นสัณฐานเลือนรางและทิศทางของมัน
ทันใดนั้นกลับมีแรดขาวยักษ์อีกตนพุ่งมาขวางราชครูไว้ เกราะหนังหนาเป็นชั้นๆ สั่นไหวไม่หยุดจากแรงกระแทกนั้น
ซ่งโหยวไม่ไยดี เพียงสะบัดมืออีกครั้ง
มือหนึ่งเหวี่ยงเปลวไฟลุกวาบดุจมังกร ซึ่งลุกโชนรุนแรงถึงขั้นที่เกรงว่ากวาดทีเดียวอาจแผดเผาได้ครึ่งเมือง พุ่งตรงไปกระแทกใส่จระเข้ยักษ์อีกตนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนภูผา ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงระเบิดดังก้อง เปลวเพลิงแผ่คลุมภูเขาลูกเล็กทั้งลูก ทำเอาพลังและคลื่นเสียงที่จระเข้ยักษ์ปล่อยออกมาชะงักลงทันที
จระเข้ยักษ์อีกตนอยู่บนอีกยอดเขา เงยหน้าพ่นควันดำไม่หยุด ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ปกคลุมฟ้าจนมืดทะมึน แต่ทันใดนั้นก็ถูกพลังมองไม่เห็นวาดฟาดใส่ศีรษะเข้าเต็มแรง
ศีรษะของมันสะบัดหันไปทางหนึ่ง ควันดำก็เบนตามราวกับเสาค้ำสวรรค์เอียงลง
แต่มันทั้งสองต่างเป็นอสูรหนังหนา การโจมตีลวกๆ เช่นนี้ใช่ว่าจะทำอะไรมันได้
มันเพียงสั่นหัวเล็กน้อยแล้วเปลี่ยนท่าทาง มิได้เหลียวแลซ่งโหยวเลยแม้สักนิด ตนหนึ่งยังนอนแนบภูผาคอยปลดปล่อยพลัง ส่วนอีกตนยังคงเงยหน้าพ่นควันขึ้นฟ้าไม่หยุดหย่อน
ซ่งโหยวคิดจะลงมืออีกครั้ง ทว่ากระแสโจมตีจากพวกจอมมารก็ทะยานเข้ามาแล้ว—
คราวนี้เขาจะไม่หลบอีกต่อไป
เพียงเห็นจอมมารในร่างมนุษย์วิ่งโลดบนภูผา ราวกับภาพในตำนานยุคโบราณ แผดเสียงร้องคำรามพร้อมทุบหมัดลงมา
“หินผาจงมา!”
เสียงพึมพำยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเสาหินขนาดยักษ์ผุดขึ้นกลางผืนดินสู่ผืนฟ้าด้วยความเร็วเหนือบรรยาย ชนเข้ากับกำปั้นยักษ์อย่างมหาศาล
อีกด้านก็มีแรดขาวยักษ์พุ่งชนเข้ามาพร้อมกัน
นักพรตพึมพำประสานมือบริกรรมคาถา
เคลื่อนบรรพต
ชั่วเสี้ยวลมหายใจ ก้อนหินขนาดกว้างราวร้อยจั้งก็ถูกดึงออกมาจากภูเขา กระแทกใส่ร่างแรดขาวอย่างจัง
หินยักษ์เช่นนั้นตกใส่ที่ใดก็เป็นภัยพิบัติ แต่กลับถูกแรดขาวยักษ์ชนแตกได้อย่างง่ายดาย เขาของมันแทงทะลุหินจนก้อนหินแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษใหญ่ ซ้ำแล้วร่างคงกระพันของมันยังทะยานผ่านออกมาได้ในพริบตาเดียว
เศษหินร่วงไถลตามสันหลังและลำตัวมันเป็นสาย
ซ่งโหยวเหินขึ้นฟ้าสูงกว่าเดิม จ้องมองเบื้องล่างด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะโบกมืออีกครา
“แยกภูผา!”
ลำแสงหลายสายวิ่งวูบวาบออกจากร่างเขา
แสงเหล่านั้นพุ่งลงสู่พื้นกระทบภูเขาเยี่ยซานที่กำลังสั่นคลอนอยู่ทันที ทำให้ภูเขาสั่นไหวอย่างรุนแรงและพังลงทันที ทว่ากลับเปิดออกเป็นช่องทาง
วิญญาณนับไม่ถ้วนในนั้นต่างหวาดกลัวจนใจแทบสลาย เมื่อได้ออกมาเห็นภาพเหตุการณ์การประชันชี้เป็นชี้ตายระหว่างเซียนและมารตรงหน้า ก็รู้สึกสะเทือนใจสุดจะบรรยาย ครั้นนึกได้ถึงคำที่ซ่งโหยวให้ไว้ก่อนหน้านี้ก็รีบวิ่งหนีออกไปทันที
แต่จอมมารหาได้สนใจไม่ ราชครูกใช็ใช่ว่าจะเป็นกังวล กลับปล่อยให้เหล่าวิญญาณหนีไปแต่โดยดี
ราชครูต้องการใช้พวกเขามาเป็นวัตถุดิบในการปรุงยา ย่อมไม่อยากเห็นวิญญาณเหล่านั้นถูกทำลายถึงแก่น
ทั้งจระเข้ยักษ์หรือแรดขาวต่างก็ต้องการตำแหน่งในนรกภูมิทั้งนั้นแดนวิญญาณของยมโลก การมีวิญญาณเหล่านี้อยู่จะช่วยเร่งให้วิถีสวรรค์เกิดการผันแปรและนรกภูมิก็จะถือกำเนิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
ซ่งโหยวเพียงหวังให้พวกดวงวิญญาณดำรงอยู่ต่อไปได้
เมื่อเห็นพวกเขาแยกย้ายหนีไป เขาจึงละสายตาไป
ในขณะเดียวกันจระเข้ยักษ์ที่นอนอยู่บนภูเขาอีกลูกยังคงเงยหน้าพ่นควันดำกลายเป็นเมฆปกคลุมผืนฟ้า มืดทมึนจนแสงสว่างส่องไม่ถึง ก่อนจะแผ่ลงสู่พื้นดินราวม่านน้ำ ปกคลุมพื้นที่โดยรอบไว้แล้วไหลมารวมกันตรงกลางภูเขาเยี่ยซาน ราวกับว่ามันกำลังสร้างโลกของมันขึ้นมาเอง
ขณะนี้ฟ้าดินไร้ซึ่งแสงสว่างใดแล้ว
ครืน ครืน ซ่า ซ่า ซ่า…
ไม่รู้ว่าเสียงน้ำนั้นดังมาจากทิศใด แต่ฟังดูแล้วช่างเหมือนเสียงลำน้ำไหลเชี่ยวเหลือเกิน
“จันทราวันพรุ่งสุกสกาว โปรดให้ข้าได้หยิบยืมแสงจันทร์นั้นเถิด”
เสียงของนักพรตแผ่วเบา แต่กลับดังสะเทือนฟ้าดิน
เพียงชั่วพริบตาเดียว ฟ้าดินรอบตัวกลับสว่างขึ้นด้วยแสงที่ไม่รู้ชัดว่าสาดส่องมาจากทิศใด แต่เกิดขึ้นจากทุกอณูอากาศ แต่ในขณะเดียวกันแสงฟ้าก็ถูกบีบคั้นจนมืดสลัว
ภายใต้แสงฟ้าอันริบหรี่ยังมองเห็นแม่น้ำสายใหญ่ไหลเชี่ยวระหว่างสองภูเขา
พัดพาก้อนหิน, เศษซากของภูเขาถล่ม และต้นไม้หักโค่นมาด้วย
แม่น้ำไหลมาบรรจบ ณ ที่แห่งนี้เติมเต็มความชุ่มชื้นภูเขาโดยรอบที่เคยแห้งแล้ง กลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ มีเฉพาะยอดเขาสูงเท่านั้นที่โผล่พ้นน้ำ
ทว่าเหนือผิวน้ำกลับมีหมอกดำปกคลุมหนาแน่น
จระเข้ยักษ์ทั้งสามตัวเพียงหันไปมองเขาโดยไม่คิดโต้ตอบสิ่งใด ก่อนจะก้าวลงสู่ทะเลสาบอย่างไม่รีบร้อน น้ำคือแหล่งอาศัยของจระเข้ยักษ์ พวกมันสามารถเคลื่อนไหวได้ตามใจชอบ อีกทั้งน้ำในทะเลสาบยังขุ่นข้นและถูกปกคลุมด้วยหมอกดำหนาทึบจนแทบไม่เห็นรูปร่างของพวกมัน
แสงสว่างทั่วใต้หล้าค่อยๆ มืดลงเรื่อยๆ
ซ่งโหยวรู้สึกว่าพลังของตนเริ่มอ่อนลงแล้ว
“ท่านนักพรตระวังเถิด นี่คือถิ่นที่อยู่ของเผ่าจระเข้แห่งเย่ว์โจว ยามที่พวกมันซ่อนตัวในหมอกดำ แม้มีฝีมือสูงเพียงใดก็ยากจะทำอันตรายมันได้”
ฟ้าดินค่อยๆ มืดสนิทลงอีกครั้ง คราวนี้เป็นความมืดดำไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ ไม่มีแสงใดส่องผ่านเข้ามา
แม้สิ่งมีชีวิตที่มองเห็นสิ่งต่างๆ ในความมืดได้ดีก็ยังมองอะไรได้ไม่ชัดนัก ถือว่ามีลูกเล่น
ไม่แปลกที่เผ่าปีศาจยุคบรรพกาลหลายเผ่าพันธุ์จะสูญสิ้นทายาทสืบทอด แต่เผ่าจระเข้ที่ดึงดันถึงเพียงนี้กลับยืนหยัดมาได้ถึงยุคปัจจุบัน
พลังของพวกมันช่างไม่ธรรมดา สร้างความลำบากใจให้ซ่งโหยวไม่น้อยเลย
“พวกข้าจัดการเอง!”
เห็นประกายแสงหลากสีสาดมาจากที่ไกล
นักพรตเพียงหันไปมองช้าๆ เห็นจิ้งจอกแปดหางกำลังต่อสู้กับจระเข้ชรา ร่างจิ้งจอกกระโดดขึ้นสูง ขนพลิ้วไหวไปตามลม ก่อนเงยหน้าพ่นออกลูกแก้วสว่างจ้าออกมา
ลูกแก้วสว่างส่องแสงหลากสีค่อยๆ พุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า
ยิ่งมันลอยสูง ก็ยิ่งรู้สึกแสบตานัก
ขณะเดียวกันปีศาจร้ายก็ลอบโจมตีในความมืด ฟ้าดินมืดมนพลันระเบิดออกเป็นเปลวไฟและอัสนีหลายสาย เกิดเป็นเสียงอื้ออึงก้องกังวานต่อเนื่อง
แต่เผ่าแรดขาวและเผ่าจระเข้นั้นใช่ว่าจะต่อกรได้โดยง่าย หลังได้ประมือกันมาบ้างแล้ว จระเข้ยักษ์ตนหนึ่งก็พุ่งตัวขึ้นสูง ชั่วขณะนั้นจึงถูกฟ้าผ่าลงมาใส่ร่าง ทำให้มันร่วงหล่นสู่ทะเลสาบดังเดิม แต่ถึงกระนั้นมันก็เปลี่ยนมาแกว่งหางท่อนยักษ์ใส่นักพรตแทน
แสงสีขาวปรากฏขึ้นรอบตัวซ่งโหยว
หางจระเข้ยักษ์ฟาดใส่แสงสีขาว ทำให้ลำแสงนั้นและร่างของนักพรตพุ่งลงสู่กลางเขา
เป็นฝ่ายยักษ์เผ่าแรดขาวที่มาถึงก่อน มันเหวี่ยงกำปั้นอันเปี่ยมด้วยพลังมหาศาลลงใส่ภูเขา ส่วนแรดอีกตนก็วิ่งมาชนจากอีกฝั่ง เขาของพลันมันส่องแสงสว่างจ้าประหนึ่งจะทลายภูเขาทั้งลูก
ในขณะเดียวกัน ลูกแก้ววิเศษก็ได้ลอยขึ้นสูงเสียดฟ้า แปรสภาพเป็นจันทราส่องสว่าง แต่แสงที่สาดลงกลับเป็นแสงห้าสี ค่อยส่องแสงทั้งใต้หล้า เผยให้เห็นภาพตรงหน้าอย่างชัดเจน
โครม! โครม!
เสียงระเบิดสองครั้งดังสนั่นฟ้าดิน
ฝุ่นและทรายฟุ้งกระจาย ถูกแสงเทวะสาดส่องจนกลายเป็นเมฆห้าสี
บนยอดเขาไกลออกไป มีร่างยักษ์สูงนับร้อยจั้ง นุ่งห่มชุดนักพรต กำลังยื่นมือข้างหนึ่งออกมารับหมัดมหาศาลของยักษ์เผ่าแรดขาว ส่วนอีกมือกดเขาแรดอีกตัวไว้
ร่างนั้นคล้ายจะล่องหน แสงรอบตัวส่องสว่างเจิดจ้าทั่วท้องนภา รอบๆ มีอักขระลอยวน บริเวณที่มือของร่างนั้นสัมผัสกับกำปั้นและเขา พลันมีประกายแสงชวนแสบตาลุกขึ้นมา
จระเข้ยักษ์กระโจนขึ้นเหนือน้ำและม่านหมอกดำในทันใด ราวกับคราวที่มันกำลังล่าเหยื่อเมื่อครั้นโบราณกาล ทำให้ละอองน้ำฟุ้งกระเซ็นไปทั่ว
ร่างนั้นยื่นมือออกมาสองข้าง คว้าปากบนและล่างของจระเข้ยักษ์ไว้ ไม่ให้มันขยับเขยื้อนตามใจชอบ
“เทวาจำแลงกายรึ”
มีเสียงดังมาจากที่ไกล
พลันเห็นร่างนั้นค่อยๆ ลอยขึ้น
“ไม่ใช่หรือ”
จอมมารทั้งหลายต่างสับสนงุนงงจำความไม่ได้
ซ่งโหยวมิได้ตอบ เขาเห็นวิญญาณในภูเขาเยี่ยซานค่อยๆ วิ่งหนีไกลออกไปแล้วจึงหันกลับมาจ้องเหล่าจอมมาร
แสงวูบวาบนับไม่ถ้วนพุ่งออกจากร่างเขา หากเปรียบได้กับดวงจันทร์ที่จิ้งจอกแปดหางพ่นออกมาแสงเหล่านี้เปรียบเสมือนดวงดาว พุ่งไปทุกทิศทาง ส่องสว่างไม่แพ้แสงจันทร์เลย
บางสายพุ่งตรงขึ้นฟ้ากลายเป็นแสงอัสนี
แสงอัสนีนั้นเปี่ยมด้วยพลังทิพย์และพลังสวรรค์ น่าตะลึงจนชวนให้รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง หากผ่าลงกลางภูเขาเยี่ยซาน คงมีวิญญาณมากมายที่ต้องสลายไป
บางสายกระจายในอากาศ กลายเป็นนรกเพลิงลุกลาม
เปลวเพลิงร้อนแรงเกินจินตนาการ พลังสวรรค์อันแรงกล้าเผาผลาญสิ่งมีชีวิต เผาผลาญวิญญาณเทพ และพลังเงามืด หากสรรพสิ่งต่างๆ ทั้งมนุษย์มนาภูตผีปีศาจเข้าใกล้ก็คงถูกไฟเผาจนสิ้นชีวี
“นี่คือบ่วงทัณฑ์สวรรค์”
เพียงมองก็รู้แล้วว่าฝ่ายใดทรงพลังกว่า
……………