ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 384 พลังอำนาจแห่งปีศาจยุคบรรพกาล
ครืน โครม!
เสียงหนึ่งดังสนั่นขึ้นจากบนยอดเขาไกลออกไป กรวดหินนับไม่ถ้วนกลิ้งมาจากทุกทิศทาง
แต่เมื่อมองให้ดี จะเห็นว่ากรวดหินที่ว่าหลายก้อนนั้นมีขนาดใหญ่โตกว่าคนเสียอีก และท่ามกลางกลุ่มฝุ่นผงจากกองหินมหาศาลนั้น ก็มีหินยักษ์ก้อนหนึ่งพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว
หินนั้นใหญ่เพียงใด ยากจะประมาณ
แต่ด้วยความเร็วอันมหาศาล ก็แทบไม่มีผู้ใดได้มองเห็นรูปลักษณ์ชัดเจน เพียงรู้ว่ายามที่มันลอยขึ้นบดบังท้องนภาได้ดุจดั่งหมู่เมฆ เงาใหญ่โตทอดยาวลงมาบนพื้นดินไป และเพราะหินนั้นมีขนาดที่ใหญ่เกินไป ระหว่างที่มันลอยขึ้นกลางอากาศ ก็เริ่มแตกกระจายออกมาเป็นเศษหินกระแทกลงสู่พื้น ทว่าเศษหินนั้นก็ยังใหญ่โตเท่าๆ กับเรือนหลังหนึ่ง ใหญ่พอจะบดขยี้สัตว์ใหญ่ให้แหลกเป็นเนื้อป่น
เพียงชั่วพริบตา หินยักษ์นั้นก็พุ่งตรงมาถึงหน้าซ่งโหยวแล้ว
แม้จะเล็กลงไปบ้างจากแรงกระแทกและการแตกตัว แต่ขนาดที่เหลืออยู่ก็ยังใหญ่โตจนน่าหวาดหวั่น เกรงว่าคงใหญ่กว่าท้องพระโรงในวังหลวงหลายเท่านั้น
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด บนเนินเขาเยี่ยซานถึงมีฝ่ามือยักษ์ยื่นออกมา คล้ายก่อตัวขึ้นจากภูผา นิ้วมือทั้งห้าแผ่กว้างคอยรองรับหินก้อนมหึมานั้นได้อย่างมั่นคง
ครืน!
เกิดเสียงดั่งสนั่นไปทั่วทั้งหุบเขา
แต่ฝ่ามือยักษ์นั้นกลับไม่สั่นไหวเลยแม้สักนิด
หินยักษ์เองก็ไม่อาจแตะต้องซ่งโหยวได้เลยแม้แต่น้อย มีเพียงแรงลมที่หอบเอาเม็ดทรายและฝุ่นพัดกรูกระทบชายแขนเสื้อและปลายผมของเขาเท่านั้น
มีเศษหินพุ่งเฉียดฝ่ามือยักษ์ไป กระแทกลงบนไหล่เขาด้านหลัง บ้างตกลงใกล้ๆ บ้างไปตกอยู่ที่ไกล เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าคงดังไปไกลนับสิบลี้ ไม่รู้ว่าเหล่าทหารมังกรพยศที่เฝ้าอยู่รอบนอกจะตื่นตระหนกเพียงใด
ขณะเดียวกันนั้นเบื้องหลังซ่งโหยวก็มีจระเข้ยักษ์ตนหนึ่งพุ่งเข้าใส่ ร่างของมันใหญ่โตสมกับเป็นปีศาจยุคบรรพกาล ถึงขั้นอาจจะเหยียบสะพานให้ขาดหรือกลืนทั้งวังหลวงเข้าไปได้ในคราเดียว ทั้งผืนป่าและภูผาที่ขวางอยู่เบื้องหน้ากลับกลายเป็นเพียงทางเดินขรุขระสำหรับมันเท่านั้น เพราะฝีเท้าของมันนั้นช่างรวดเร็วจนน่าสะพรึงกลัว
นิ้วทั้งห้าแผ่ออก ปรากฏลูกแก้วเพลิงขึ้นกลางฝ่ามือของเขา เปลวเพลิงนั้นสว่างวาบดุจดั่งดวงตะวัน เพลิงคุกรุ่นรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนแผ่รัศมีแรงกล้าชวนแสบตา
ทันใดนั้นลูกแก้วเพลิงก็พุ่งตรงออกไป เกิดเป็นประกายแสงสีทองพาดผ่านท้องนภา สาดเข้าใส่ร่างปีศาจจระเข้ตรงๆ
เพลิงนั้นเพียงแตะลงบนผิวกาย จากจุดเล็กๆ ก็เริ่มแผ่กระจายไปตามลำตัวขนาดมหึมา ชั่วพริบตาเดียวก็กลืนร่างของมันไปกว่าครึ่งแล้ว
ตามมาด้วยเสียงคำรามสะเทือนฟ้าดิน
ไฟนี้หาได้ร้อนแรงถึงขั้นสามารถเผาเนื้อหนังให้ยุ่ยเปื่อยและพลังวิญญาณก็ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทะลวงเกราะหนังของมันได้ แต่เพลิงนี้กลับแผดเผาทะลวงดวงจิตของมัน
ความทรมานนี้กรีดลึกลงไปถึงดวงวิญญาณ จระเข้ยักษ์จึงล้มตัวลงเกลือกกลิ้งทุรนทุราย
ต้นไม้แห้งเหี่ยวบนเนินล้วนถูกบดแหลกในชั่วพริบตา ต่อให้ก้อนหินบนเนินจะใหญ่เพียงใด ก็ล้วนต้องแตกสลายกระเด็นกระดอนไปเพราะแรงเหวี่ยงจากปลายหาง หากแตะเพียงปลายหาง ชั้นดินหนานับหลายชุ่นก็ถูกไถออกไปอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นชั้นหินที่คอยรองรับเขาเยี่ยซานทั้งลูกไว้ ซ้ำแล้วปรากฏรอยแตกเป็นทาง ราวกับว่าภูผาใหญ่จะพังทลายลงเพราะปีศาจยุคบรรพกาล
ปีศาจร้ายกลิ้งตัวไปมา ก่อให้เกิดลมพายุ
ฝุ่นทรายลอยตลบ บดบังทัศนวิสัยของซ่งโหยวจนแทบมองไม่เห็น
แต่ทั้งหมด…ก็เป็นเพียงการลองเชิงของพวกจระเข้ยักษ์เท่านั้น
ซ่งโหยวยืนมั่น มือหนึ่งค้ำไม้เท้าไว้ ไม่หวั่นแม้พบเจอลมกรรโชก
เสียงคำรามโครมครามยังคงดังต่อเนื่อง ทว่าเขากลับแสร้งไม่ได้ยินเสียอย่างนั้น
พลันนึกถึงหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา เมื่อคราวที่มาถึงฉางจิงใหม่ๆ ราชครูเคยแวะเวียนมาถามสารทุกข์สุขดิบ ถอดทอนหายใจให้กับความเป็นไปของมนุษย์
ผู้ใดเล่าจะไม่แก่ชรา…
ต้นฤดูใบไม้ร่วงปีเดียวกัน ยามล่องเรือกลางสายธาร ปีศาจจิ้งจอกนั่งท่วงท่าสง่างาม พร่ำเอ่ยถามสิ่งที่เคลือบแคลงใจออกมา
สิ่งใดเล่าจะทำให้มนุษย์ละทิ้งหนทางสู่การเป็นอมตะ
เดือนก่อนตอนเพิ่งมาถึงที่นี่ ได้พบราชครูในสภาพที่แก่ชราลงมาก แววตาของเขายังคงแฝงแววทอดถอนใจเช่นเคย
สหายบำเพ็ญดูไม่เปลี่ยนไปเลยนะ…
“สิ่งใดๆ ล้วนถึงคราอวสาน…”
ซ่งโหยวสะบัดไม้เท้าเบาๆ
ฝุ่นผงที่บดบังทัศนียภาพทั้งหมดพลันร่วงลงในพริบตา
ท้องฟ้ากับผืนดินดูใสกระจ่างขึ้นในทันใด
จระเข้ยักษ์ตนนั้นมีฝุ่นผงแทรกอยู่ตามผิวหนัง ควันสีเทาพรั่งพรูออกมาจากร่าง เปลวเพลิงก็มอดดับลง คราวนี้มันถึงหยุดดิ้น แนบหน้าลงกับพื้น คอยจับจ้องมาที่ซ่งโหยวด้วยสายตาอันเย็นเยียบคู่นั้น
“เจ็บหรือไม่” ซ่งโหยวกล่าว “นี่แหละ…คือความเจ็บปวดของดวงวิญญาณในเขาเยี่ยซาน”
“กรอด…”
มันส่งเสียงคำรามต่ำคล้ายเสียงสิงห์มังกรครวญ ผืนดินก็พลอยสั่นสะเทือนตามไปด้วย
ซ่งโหยวละสายตาแล้วมองไปยังปีศาจตนอื่น
จระเข้เฒ่าที่บาดเจ็บไปทั้งตัวก็ยังหมอบนิ่ง ส่งเสียงคำรามต่ำๆ เช่นกัน ดวงตาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวเหลือบมองไปยังหญิงสาวผู้นั้น
ปีศาจแรดขาวทั้งสองจึงแปลงร่าง ตนหนึ่งคืนสภาพเป็นแรดยักษ์ตัวเท่าเนินเขา อีกตนแปลงกายเป็นยักษ์ร่างกำยำเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ทั้งสองล้วนมีผิวหนังสีขาวซีด สูงตระหง่านดุจเทพอสูรในตำนานยุคบรรพกาล
ส่วนหญิงสาวก็เก็บพิณกลับไปอย่างสบายอารมณ์ เก็บหางจิ้งจอกบรรพกาลกลับไป แล้วจึงลุกขึ้นบ้าง
จระเข้ยักษ์ตนหนึ่งแหงนหน้าพ่นลมหายใจขึ้นสู่ฟ้า ควันดำที่พวยพุ่งนั้นใหญ่โตยิ่งกว่าพายุหมุน พุ่งทะลุชั้นเมฆ แล้วแผ่ซ่านไปตามผืนฟ้า ราวกับจะแปรเปลี่ยนผืนแผ่นดินนี้ให้เป็นสนามรบของเหล่าเทพและอสูร
จระเข้ยักษ์อีกตนหมอบอยู่กับพื้น แต่ร่างกายกลับสั่นสะท้านไม่หยุด พลังวิญญาณไหลเอ่อออกมาจากร่างมหึมา แผ่ออกเป็นวงเหมือนระลอกน้ำ กระจายออกไปทั่วทิศ ทำให้ผืนดินสั่นสะเทือน หินผาก็กลิ้งลงมาไม่หยุด ทำเอาทุกสรรพชีวิตยืนไม่มั่น
ส่วนจระเข้ยักษ์อีกตนหนึ่งถูกควันดำห่อหุ้มทั้งร่างไว้ มันพุ่งกายใส่ซ่งโหยวอย่างรวดเร็ว ดุจมังกรจู่โจม
แต่ปีศาจเผ่าแรดขาวทั้งสองตนนั้นกลับพุ่งเข้ามาเร็วยิ่งกว่า…
หากออกไปราวสองร้อยลี้ ในอำเภออิ่นหนาน
ในโรงน้ำชาหลังหนึ่ง ผู้คนกำลังจิบชา สนทนากันอย่างออกรส เคล้าด้วยเสียงหัวเราะร่า
“หืม”
ชายชราเหลือบมองถ้วยชา แล้วเงยหน้ามองขึ้นบนเพดาน
ด้านบนเป็นเพียงขื่อไม้เก่าๆ ที่ไม่รู้ว่าลืมปัดฝุ่นมากี่ปีแล้ว
ครั้นเงยหน้าขึ้นอีกที ก็มีฝุ่นตกลงมาใส่ตาเขาเต็มๆ
“โอ๊ย!”
ชายชราก้มหน้าลงถูลูกตาแล้วตะโกนเสียงดังลั่น
“เถ้าแก่…”
พูดยังไม่ทันขาดคำ ก็ได้ยินเสียง กรุ๊งกริ๊ง ดังไปทั่วทั้งโรงน้ำชา
ชายชราหยุดถูตา ครั้นหันไปมองก็เห็นว่าถ้วยชาทุกใบบนโต๊ะเริ่มสั่นไหว น้ำชาในถ้วยก็กระเซ็นออกมาเป็นละอองเล็กๆ
ถ้วยชายังคงสั่นแรงขึ้นเรื่อยๆ
เพล้ง!
ถ้วยหนึ่งกลิ้งตกลงสู่พื้น น้ำในถ้วยหกกระจายเต็มไปหมด
ทุกคนต่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
มีเพียงชายชราที่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตะโกนคำที่คนท้องถิ่นไม่คุ้นหูนัก
“มังกรดินพลิกกาย!”
“มังกรดินพลิกกายแล้ว!”
เขาวิ่งพรวดออกจากร้านไป
ผู้คนที่เหลือต่างก็พากันวิ่งตาม
ริมแม่น้ำอิ่นเจียง
ลมภูเขาเย็นสบาย ได้ยินเสียงเพลงดังแว่วมาจากที่ไกล
แหกางออกกลางอากาศเป็นวงกลมก่อนร่วงลงน้ำ เกิดระลอกคลื่นและละอองน้ำกระเซ็นขึ้นกลางผิวน้ำ แต่ก็เป็นแค่วงแคบๆ เท่านั้น
ทว่าก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น น้ำในแม่น้ำกลับเดือดพล่าน มีฟองผุดขึ้นมาไม่ขาดสาย ละอองน้ำกระเซ็นไปทั่ว
ฝูงปลาใต้น้ำต่างก็ตกใจ พากันดีดตัวขึ้นมาเรื่อยๆ
ชาวประมงได้แต่ยืนมองด้วยความงุนงง
แม่น้ำที่ก่อนหน้านี้นิ่งสนิทปราศจากแรงลม กลับพลันแปรเปลี่ยนเป็นกระแสน้ำคลุ้มคลั่งอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ซ่า!
ผิวน้ำสั่นกระเพื่อม เกิดเป็นคลื่นใหญ่เคลื่อนตัวออกไปจากจุดหนึ่งแล้วแผ่กระจายออกไปไกล
ชาวประมงสะดุ้งจนต้องถอยหลังไปสองก้าว
ซ่า!
ตามมาด้วยอีกระลอกหนึ่ง
ราวกับมีใครบางคนใช้นิ้วแตะลงบนผิวน้ำในอ่าง แต่ผืนน้ำอิ่นเจียงกลับกว้างใหญ่จนคลื่นซัดไปสุดสายตา จากฟากหนึ่งไปสู่อีกฟากใช้เวลาเพียงอึดใจเดียวเท่านั้น
ซ่า!
ระยะห่างของแต่ละระลอกแทบไม่ต่างกัน
แรงสั่นสะเทือนไร้รูปก่อตัวเป็นระลอกคลื่นรุนแรง ซัดเข้าทั้งสองฝั่งจนพืชพรรณริมน้ำล้มระเนระนาด ก่อนที่สายน้ำจะค่อยๆ ไหลเป็นปกติ
แต่ชาวประมงไม่กล้าอยู่ต่อ รีบหันหลังวิ่งหนีไปทันที
ระหว่างวิ่งก็ยังหันไปมอง แล้วก็ต้องผงะเมื่อเห็นว่าสายน้ำอิ่นเจียงเริ่มเปลี่ยนทิศทาง จากที่ควรไหลออกไปตามร่องน้ำเดิม บัดนี้กลับไหลไปทางช่องเขาด้านหลังแทน
ตำนานเล่าว่านั่นคือทิศทางกระแสน้ำดั้งเดิมของลำน้ำอิ่นเจียง เมื่อก่อนลำน้ำนี้เคยไหลผ่านจือจวิ้นและอำเภออิ่นหนานไปสู่แคว้นเหยาโจว แต่เพราะเมื่อหลายร้อยปีก่อน เทพแห่งลุ่มน้ำอิ่นเจียงช่างไร้ฤทธิ์เดช ลำน้ำอิ่นเจียงจึงเปลี่ยนทิศทางไปโดยปริยาย
แต่บัดนี้สายน้ำกำลังไหลย้อนกลับสู่เส้นทางเก่า ม้วนตัวเป็นคลื่นสูงนับพันชั้น
กองทหารมังกรพยศที่คอยปักหลักล้อมภูเขาไว้นั้นล้วนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในภูเขามานานแล้ว ต่างตกใจหวาดหวั่น คอยหันไปมองภูเขาเป็นระยะ แต่ไร้ซึ่งคำสั่งจากเบื้องบน ก็ไม่กล้าถอยหนีเอง
เสียงสั่นสะเทือนยิ่งทวีคูณความรุนแรงขึ้น
ราวกับว่ามังกรดินกำลังพลิกตัว
ราวกับว่าภูเขาทั้งลูกกำลังจพถล่ม
มีทหารในค่ายหลายคนเริ่มวิ่งไปถามผู้บังคับบัญชา พวกที่อยู่บนหอสัญญาณไฟก็ยิ่งไม่รู้จะทำอย่างไรดี ได้แต่ยืนขาสั่นอยู่เช่นนั้น
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
ระหว่างที่กำลังแตกตื่นอยู่นั้น ก็มีนกนางแอ่นตัวหนึ่งบินโฉบเข้ามาทางช่องสอดส่องบนหอสัญญาณไฟ นกนางแอ่นหยุดนิ่งกลางอากาศ ก่อนจะกล่าวเสียงดังฟังชัด
“ข้าคือเผ่านกนางแอ่นแห่งอันชิง ทายาทแห่งองค์เทพเยี่ยนเซียน อาจารย์ของข้ามีนามว่าซ่งโหยว ผู้เคยปราบจอมมารทางแดนเหนือให้สิ้นฤทธิ์เดช ข้าได้รับมอบหมายให้มาแจ้งข่าวว่าบัดนี้มีจอมมารก่อความวุ่นวายอยู่บนภูเขาเยี่ยซาน ขอให้ปุถุชนคนธรรมดาทั้งหลายรีบหนีไปบัดเดี๋ยวนี้!”
บรรดาทหารในค่ายใหญ่ต่างวิ่งวุ่นด้วยความตื่นตระหนก เพราะเมื่อครู่มีหินก้อนมหึมาจากบนเขากลิ้งลงมาทับค่ายกลางจนพังยับเยิน ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อดี
ทันใดนั้นเบื้องบนก็มีเปลวไฟแตกกระจายกลางอากาศ
“โอ๊ย!”
เหล่าทหารพากันสะดุ้งโหยง ต่างรีบก้มตัวตั้งท่าป้องกัน ครั้นหันหน้าไปมองก็เห็นเจ้าแมวยืนอยู่บนหลังคากระโจม ครั้นทั้งสองฝ่ายเห็นกันแล้ว เจ้าแมวน้อยก็เอ่ยถ้อยคำที่ได้นัดแนะกับนกนางแอ่นไว้แล้ว
“ข้าคือแม่นางสามสี เคยติดตามอาจารย์ของข้าเข้าไปในเขาเยี่ยซาน อาจารย์ของข้ามีนามว่าซ่งโหยว ผู้เคยปราบจอมมารทางแดนเหนือให้สิ้นฤทธิ์เดช ข้าได้รับมอบหมายให้มาแจ้งข่าวว่าบัดนี้มีจอมมารก่อความวุ่นวายอยู่บนภูเขาเยี่ยซาน หากมนุษย์อย่างพวกเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ก็รับถอยไปเสีย อย่าได้รอช้า รีบหนีไปเดี๋ยวนี้!”
แม่นางสามสีพยายามตะโกนสุดเสียงแล้ว แต่เสียงของนางก็ยังคงเล็กแหลมอยู่ดี
กล่าวจบ นางก็หมุนตัวกระโดดลงจากหลังคาแล้ววิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว
นกนางแอ่นแยกร่างนับพันคอยดูแลในระยะไกล ส่วนแม่นางสามสีผู้คล่องแคล่วจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบในพื้นที่ใกล้ๆ
ไม่นานคำสั่งอพยพก็ถูกส่งไปยังค่ายทหารทั่วเขาเยี่ยซาน
เหล่าทหารลังเลอยู่นานครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พากันทยอยอพยพออกจากพื้นที่
ระหว่างที่ถอนกำลังและวิ่งมาจนถึงยอดเขาแล้ว ก็ดันเผลอมองกลับไปด้านหลัง
กลับเห็นกลุ่มควันดำดุจพายุมารกำลังพุ่งสวนขึ้นสู่ท้องฟ้า เจาะทะลุม่านเมฆาให้เปิดออก ความมืดดำค่อยๆ กลืนกินแสงตะวันไป
แรดขาวตัวใหญ่ยักษ์วิ่งชนกระแทกอย่างบ้าคลั่ง มันตั้งท่าก้มศีรษะลง ก่อนจะใช้เขากระแทกใส่ในคราเดียว ทำให้ยอดเขาเยี่ยซานพังทลายลงในพริบตา ก้อนหินดินทรายฟุ้งกระจายขึ้นสู่ฟ้า
ยักษ์สีขาวร่างสูงใหญ่ดั่งภูผา กำลังรวบรวมพลังเหวี่ยงหมัด ดวงตาของมันทอประกายสีขาวคล้ายยักษ์ผู้ไล่ตามตะวันในตำนาน ออกแรงต่อยเพียงหมัดเดียว ทั้งผืนดินและแผ่นฟ้าก็สั่นสะเทือนไปหมด
มังกรตัวใหญ่อ้าปากอาบโลหิตพ่นควันดำฟุ้งกระจายไปทั่ว พลิกตัวอยู่เหนือท้องนภาแล้วงับเข้าที่ภูเขาสูงอย่างจัง
ภูเขาเยี่ยซานทั้งลูกพังทลายลงอย่างรวดเร็ว
ไม่รู้ว่ามีสักกี่คนที่ตกตะลึงกับภาพนั้น
ไม่รู้ว่ามีสักกี่คนที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ราวถูกสาป
เมื่อได้สติกลับมาแล้วก็รีบหันหลังวิ่งหนีไป
ทุกคนต่างล้มลุกคลุกคลาน สะดุดล้มแล้วก็รีบลุก บ้างถึงกับปลดเกราะทิ้ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองด้านหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
……………