ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 387 ธุลีร่วงโรย
หมอกควันดำทึบราวกับมวลน้ำหนาแน่น จระเข้ชราเคลื่อนกายไปบนท้องฟ้า ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในหมู่หมอก บางครั้งมองเห็นเพียงส่วนหัวและส่วนหาง ดูแล้วคล้ายกับมังกรนัก
ปีศาจจิ้งจอกพ่นแสงศักดิ์สิทธิ์หลากสีออกมาจากปาก กระโจนเข้าปะทะกับจระเข้ยักษ์บนฟ้าอย่างดุเดือด
แสงเทวะผ่าทะลวงสู่ผืนพสุธาเป็นครั้งคราว
ทันใดนั้นจิ้งจอกก็ยอมเสี่ยงชีวิตพุ่งเข้าใส่จระเข้ยักษ์ โดยอาศัยแสงเทวะที่เปล่งประกายอยู่ทั่วร่างเป็นอาวุธ
พรึ่บ!
แสงเทวะสว่างวาบขึ้นอย่างฉับพลัน
กระทั่งปีศาจจิ้งจอกผละตัวออกจากการโต้กลับอันรุนแรงของจระเข้ยักษ์ได้อย่างฉิวเฉียด ดวงตาข้างเดียวที่จระเข้ชรายังใช้การได้ก็บอดสนิทเสียแล้ว
เห็นได้ชัดว่ามีรอยเล็บกรีดลึกบนดวงตาของมัน หากไม่ใช่เพราะรอยแผลนั้นยังสดใหม่และมีเลือดไหลอยู่ มันคงดูคล้ายกับดวงตาอีกข้างที่บอดไปก่อนหน้านี้ชนิดที่แทบจะแยกไม่ออกเลย
ปีศาจจิ้งจอกแปดหางยืนอยู่กลางอากาศ ขนปลิวพลิ้วไหวไปตามสายลม นางใช้แสงศักดิ์สิทธิ์ขับไล่หมอกควันดำ จากนั้นจึงหันมองไปยังที่ไกล ครั้นเห็นว่ายักษ์แก่นพลังใต้กับองค์เทพจวี้ซิงกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ยากจะตัดสินผลแพ้ชนะ การปะทะแต่ละครั้งล้วนบังเกิดประกายไฟและแสงศักดิ์สิทธิ์ ทว่านักพรตผู้นั้นกลับไม่ได้รู้สึกกังวลใจแต่อย่างใด นางจึงเบนสายตากลับมา
“ยอมรับชะตากรรมของเจ้าเถิด”
น้ำเสียงของนางสงบและอ่อนโยน ราวกับกำลังเกลี้ยกล่อมสหายเก่า
ทว่าทันทีเอ่ยจบ ศีรษะของปีศาจจิ้งจอกก็หมุนไปรอบทิศ แววตาพลันเปล่งประกายขึ้น พร้อมกับคลี่ยิ้มร่าเริง
“ฮิๆ! ทีนี้ก็บอดสนิทแล้วสินะ!”
“กรอด..”
เสียงคำรามกึกก้องสะเทือนฟ้าดิน จระเข้ชราได้คลุ้มคลั่งแล้ว
ห่างไปไม่ไกลนัก ยักษ์แก่นพลังใต้พิภพและองค์เทพจวี้ซิงกำลังเข้าปะทะกัน แข่งขันกันด้วยพละกำลังและความแข็งแกร่ง ทว่าซ่งโหยวดูเหมือนจะไม่ใส่ใจเลย เขาไม่แม้แต่จะมองภาพตรงหน้าด้วยซ้ำ เพียงลงจากฟ้ามาเหยียบย่ำผืนดินดั่งเดิม แล้วเดินค้ำไม้เท้าไปยังเขาเยี่ยซานที่พังทลายลงมาแล้วแต่ในขณะเดียวกันก็แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
ระดับน้ำในทะเลสาบอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขายืนอยู่ หมอกควันดำแทบจะลอยสูงถึงปลายเท้าเขาแล้ว ผิวน้ำก็ปั่นป่วนเพราะการเคลื่อนไหวของจระเข้และการต่อสู้ของยักษ์จนเกิดเป็นเสียงคลื่นน้ำ
หากเวลานี้จระเข้ยักษ์กระโจนขึ้นมาอย่างกะทันหันไม่ให้เวลาได้ตั้งตัว เสมือนยามที่จระเข้ทั่วไปออกล่าเหยื่อ ก็ใช่ว่ากินนักพรตบนเขาไม่ได้
แต่พวกมันหวาดกลัวจนเข็ดขยาดแล้ว
หากเหล่าเทพสายฟ้าและเทพดาราแห่งวิมานสวรรค์ยกทัพลงมาปราบปรามการรวมตัวของจอมมารบรรพกาลทั้งห้านี้ ก็ยังพอจะต่อกรด้วยได้ แต่ถ้าอยู่เข้ามาอยู่ในถิ่นของจระเข้ยักษ์แล้ว ต่อให้เป็นวิมานสวรรค์ก็ใช่ว่าจะกวาดล้างได้โดยง่าย ทว่านักพรตผู้นี้กลับเสกอัสนีและเพลิงสวรรค์ออกมาเพียงคราเดียว จอมมารแรดขาวทั้งสองตนก็สิ้นฤทธิ์เดชไปในทันที ใช่ว่าเหล่าสุดยอดทายาทแห่งอารามฝูหลงจะเก่งกาจถึงเพียงนี้ นับประสาอะไรกับนักพรตที่เพิ่งลงจากเขามายังไม่ครบสิบปี ไฉนเลยจะไม่ทำให้เหล่าปีศาจต้องหวาดผวา
ซ่งโหยวไม่รีบร้อน เขาชูไม้เท้าขึ้นร่ายเพลิงสวรรค์อีกครา
เปลวไฟบนท้องฟ้าสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง แฝงไปด้วยพลังหยางอันรุนแรง บัดนี้ได้ถูกเขาร่ายให้ตกลงมาสู่ผืนพิภพเบื้องล่างอย่างบ้าคลั่ง
ครืน…
เพลิงสวรรค์ลุกลามไปตามทะเลสาบ ส่องสว่างพอจะเห็นก้นบึ้ง
หมอกควันดำเหนือผิวน้ำสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว
เงาของจระเข้ในน้ำพลันปรากฏขึ้นเลือนราง
นักพรตจรดไม้เท้าลงกับผิวน้ำ
เปลี่ยนธาราเป็นพสุธา!
ผิวน้ำบริเวณที่เขาจรดไม้เท้าลงไปเริ่มแข็งตัว ก่อนจะแผ่กระจายไปทุกทิศทุกทางอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนจะกลายเป็นพื้นดินแต่ก็ไม่เชิง
จระเข้ยักษ์ทั้งสามตัวตระหนักได้ถึงความผิดปกติ จึงต้องการพุ่งตัวขึ้นมาทันที
แต่ผิวน้ำนั้นจับตัวเป็นผืนดินอย่างรวดเร็ว ร่างของจระเข้ทั้งสามโผล่พ้นน้ำออกมาเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือกลับถูกกักไว้ใต้น้ำ
ทว่าเพียงเท่านี้ย่อมมิอาจกักขังพวกมันได้
จระเข้ยักษ์ทั้งสามตนดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง พร้อมทั้งแสดงอิทธิฤทธิ์ออกมา ทั้งใช้พละกำลังทำลายพื้นดิน แล้วพุ่งออกมา บ้างก็ก้มหน้าพ่นควันดำสลายหน้าดิน หรือไม่ก็เคลื่อนตัวอยู่ใต้น้ำ คอยแผ่แรงสั่นสะเทือนและ พลังวิญญาณออกไปรอบทิศทางคล้ายระลอกคลื่น จนฟ้าดินนี้ไม่อาจกักขังมันไว้ได้อีกต่อไป
ผืนดินดั่งเหล็กกล้า!
พื้นดินส่องประกายเรืองรองไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ แล้วเริ่มแข็งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
จระเข้ยักษ์ทั้งสามตัวถูกผนึกไว้เบื้องล่างอย่างแน่นหนา ไม่อาจเคลื่อนไหวได้
“…”
องค์เทพจวี้ซิงสบโอกาสหันกลับมาขมวดคิ้ว คอยจ้องมองด้วยแววตาอันเกรี้ยวกราด ทว่าในใจกลับตื่นตระหนกยิ่งนัก
เหตุใดจึงถูกผนึกได้ง่ายดายถึงเพียงนี้
บรรดาเทพบนวิมานสวรรค์ล้วนรู้เรื่องอิทธิฤทธิ์ของทายาทอารามฝูหลงดี แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีทายาทอารามฝูหลงหลายคนที่ไม่ชำนาญการต่อสู้นัก
บัดนี้ได้ล่วงรู้กันแล้วว่าจอมมารยุคบรรพกาลได้มารวมตัวกัน อีกทั้งทายาทอารามฝูหลงผู้นี้ก็ยังบำเพ็ญวิชาวัฏจักรแห่งสี่ฤดูมาเป็นอย่างดี หากพูดถึงแง่การต่อสู้ ย่อมเทียบกับรุ่นก่อนไม่ได้แน่นอน อีกทั้งยังรู้ว่าเขาเพิ่งลงจากเขามาเมื่อไม่กี่ปีก่อน องค์เทพจวี้ซิงจึงได้ลงมาจุติ หมายจะใช้โอกาสนี้สังหารเขาทิ้งเสีย ทว่าเมื่อประเมินสถานการณ์ตอนนี้ดูแล้ว อย่าว่าแต่ตนเองเลย ต่อให้องค์เทพจินหลิงจะลงมาจุติเอง ก็เกรงว่าคงหนักใจไม่แพ้กัน
ส่วนยักษ์แก่นพลังใต้พิภพนี้ เดิมทีคิดว่าแม้มันจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็เป็นเป็นเพียงกองกรวดหินดินทราย ลุกขึ้นยืนเดินได้ก็บุญแล้ว ตนน่าจะทุบมันให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ได้อย่างง่ายดายด้วยซ้ำ
แต่เมื่อได้ต่อสู้จริงๆ ก็ถึงตระหนักได้ว่าความแข็งแกร่งของมันไม่ได้ด้อยไปกว่าร่างจำแลงของตนเลย
เฉพาะยักษ์ตนเดียวก็รับมือยากอยู่แล้ว หากนักพรตผู้นี้ร่วมแรงด้วยล่ะก็…
“นักพรตมารเช่นเจ้าบังอาจเข่นฆ่าเผ่าปีศาจยุคบรรพกาล ดูท่าข้าคงประเมินเจ้าต่ำเกินไปแล้ว!” องค์เทพจวี้ซิงเหยียบย่ำอยู่ระหว่างภูเขาขนาดเล็ก อาศัยพละกำลังผลักร่างยักษ์แก่นพลังใต้พิภพให้ถอยไปพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว “ไว้ข้าฟื้นตัวเมื่อไร ข้าจะมาประมือกับเจ้าอีกสักแปดร้อยกระบวนท่า!”
กล่าวจบก็ชูค้อนขึ้นชี้ฟ้า ลำแสงเทวะสายหนึ่งแทรกผ่านหมอกดำทะลุลงมาสู่ใต้หล้า
“ท่านอย่าได้ไปไหนเลย”
ซ่งโหยวจ้องมองเขาด้วยสายตาอันแน่วแน่ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก
“อัสนีสวรรค์จงมา!”
พลังอัสนีรุนแรงและอานุภาพแห่งทัณฑ์สวรรค์ตัดขาดเส้นทางขึ้นสู่สรวงสวรรค์ขององค์เทพจวี้ซิงได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังเข้าโจมตีร่างจำแลงจนใบหน้าดำเกรียมที่เต็มไปด้วยตุ่มเนื้อตะปุ่มตะป่ำนั้นถึงกับอ้าปากร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
ใช่แล้ว
เพราะเขาเป็นเทพผู้อยู่ใต้การบังคับบัญชาขององค์เทพจินหลิง ไม่เกรงกลัวเปลวเพลิงถือเป็นเรื่องปกติ แต่อัสนีสวรรค์นี้ไม่ได้ใช้แค่ปราบปีศาจร้ายเท่านั้น หากยังใช้ปราบเทพและวิญญาณได้ด้วย
สายฟ้าสลายไป องค์เทพจวี้ซิงถึงกับต้องคุกเข่าลงครึ่งหนึ่ง
พื้นดินเบื้องหน้าสั่นสะเทือน เงาดำทอดทับอยู่ตรงหน้า
“ข้าคือขุนพลผู้เลื่องชื่อแห่งวิมารสวรรค์ เป็นรองจ้าวดาราแท้ๆ เจ้ากลับกล้าที่จะ…”
เขาเค้นถ้อยคำออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก ก่อนจะหันหน้าไปมองนักพรตด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับกัดฟันแน่น แต่ยังไม่ทันพูดจบ ก็มีกำปั้นขนาดมหึมาซึ่งรวบรวมพละกำลังไว้เต็มเปี่ยมเหวี่ยงเข้ามาใส่ ทั้งยังสร้างลมพายุที่ทำให้ผู้คนจินตนาการถึงภาพของยักษ์ร่างสูงใหญ่เทียบภูเขา มีแขนยาวถึงหัวเข่ากำลังหมุนตัวเหวี่ยงแขนอย่างรุนแรง
ตู้ม!
กำปั้นนั้นกระแทกเข้าที่ศีรษะของเทพเจ้าอย่างจัง
ประกายไฟพุ่งกระจาย ลำแสงศักดิ์สิทธิ์พลันแตกซ่าน
แม้กระทั่งร่างกายของยักษ์แก่นพลังใต้พิภพที่อัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณมหาศาล ก็ยังแตกสลายไปเพราะความรุนแรงของการโจมตีครั้งนี้ ทำให้ก้อนหินขนาดมหึมาแตกกระจายไปทั่ว
เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ค่อยๆ ล้มลง
ทิศทางที่เขาล้มลง คือจุดที่ราชครูยืนอยู่พอดี
ฉากนี้สำหรับองค์เทพจวี้ซิงและยักษ์แก่นพลังใต้พิภพดูเชื่องช้า แต่สำหรับมนุษย์ที่ตัวเล็กราวกับมดปลวกกลับรวดเร็วและอันตรายอย่างยิ่ง
เศษหินนับไม่ถ้วนกระเด็นลงมาราวกับฝนดาวตก เพียงแค่ชิ้นที่ใหญ่ไม่ถึงฝ่ามือก็สามารถคร่าชีวิตผู้คนได้ แต่ก็มีหินขนาดใหญ่กว่าคนตกลงมามากมายนับไม่ถ้วน ครั้นกระทบเข้ากับพื้นก็เกิดเสียงดังสนั่น พร้อมทั้งมีเศษหินเล็กๆ กระเด็นกระดอนออกไปมากมาย
เป็นไปตามที่คาดไว้ ชัยชนะได้ถูกตัดสินแล้ว
ต่อหน้าเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่นั้น ปุถุชนคนธรรมดากลับกลายเป็นเพียงมดปลวก อย่าว่าแต่จะประชันกันเลยเลย ถึงเทพจะพ่ายแพ้ แต่ยามที่ร่างทั้งร่างกำลังไหวเอนลงมาทับนั้น ต่อให้มนุษย์จะออกแรงวิ่งหนีด้วยกำลังทั้งหมดที่มีก็ยังหนีไม่พ้น
แน่นอนว่าราชครูไม่ได้วิ่งหนี คนปกติยังหนีไม่พ้น คนขาพิการเช่นเขายิ่งหนีไม่รอด แต่กลับไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยสักนิด
ลำแสงเทวะจากร่างขององค์เทพจวี้ซิงสว่างเจิดจ้ายิ่งขึ้นกว่าเดิม จนทั้งผืนแผ่นดินแทบจะถูกย้อมให้กลายเป็นสีทองอร่าม ทั้งยังมองเห็นชัดแม้กระทั่งช่องว่างระหว่างเกล็ดบนเกราะขององค์เทพ
ราชครูเพียงลายตามองไปยังที่ไกล เหลือบไปเห็นยักษ์เผ่าแรดขาวที่ล้มลงในทะเลสาบกำลังยื่นมือมาทางเขา แม้มันจะยังมีสติอยู่ แต่ก็ได้รับบาดเจ็บจากสายฟ้าจนขยับตัวได้ยากนัก ปีศาจตนนี้ใสซื่อนัก ถึงได้คิดจะเหวี่ยงแสงเทวะออกไป หมายจะย้ายร่างของราชครูออกไปจากจุดนั้น แต่น่าเสียดายที่องค์เทพจวี้ซิงได้ล้มลงมาทับร่างของเขาแล้ว
ได้แต่คิดว่าถ้าตนเองมีอิทธิฤทธิ์เช่นนี้บ้างก็คงดี นี่คือความคิดสุดท้ายของราชครูก่อนจะสิ้นลม
โครม!
เกิดเป็นเสียงดังสนั่น ยอดเขาพลันพังทลายลง
ยักษ์แก่นพลังใต้พิภพไม่ลังเล รีบพุ่งเข้าประมืออีกครั้ง
โครม!
โครม!
โครม!
หมัดแล้วหมัดเล่าอย่างไม่ปรานี ทุบจนภูเขาราบเรียบ ผืนดินพังทลาย
ในตอนแรกองค์เทพยังคิดจะดิ้นรน ทว่าดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์ ไม่ช้าก็แน่นิ่งไม่ไหวติง ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใดกว่ารัศมีเทพจะดับสูญไป
ร่างจำแลงองค์เทพกลายเป็นแสงดาวนับหมื่นดวง ค่อยๆ สลายหายไปในอากาศ
บัดนี้การประลองชี้ชะตาได้จบลงแล้ว
ซ่งโหยวละสายตาหันไปมองท้องฟ้า
“เทพดารา…”
ซ่งโหยวพึมพำกับตัวเอง
จากนั้นจึงหันไปมองยังที่ไกล
จระเข้ชราซึ่งมีขนาดตัวใหญ่ที่สุดและมีฝีมือใกล้เคียงกับยอดบรรพชนของเผ่าได้ตายไปแล้ว ร่างครึ่งบนจมอยู่ในน้ำ หางพาดอยู่บนภูเขา ส่วนแม่นางจิ้งจอกนั้นกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ซ่งโหยวเงยหน้ามองอีกครั้ง ลูกแก้วห้าสียังคงทอแสงอยู่บนท้องฟ้า สาดส่องลงมายังโลกอันมืดมัว ราวกับว่านี่เป็นวันโลกาวินาศ
ซ่งโหยวเคาะไม้เท้าไผ่กับพื้น ทันใดนั้นก็ลอยขึ้นตามลม มุ่งเข้าสู่กลางเมฆดำทันที
แสงสีทองอร่ามสาดกระจายมาจากขอบฟ้า ใจกลางหมู่เมฆดำค่อยๆ สลายไป ราวกับว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านระหว่างหยินและหยาง
แสงสว่างจากฟากฟ้าสาดส่องลงมาสู่ใต้หล้า
ซากภูเขารกร้างที่กระจัดกระจายออกไปนับสิบลี้คือภูเขาเยี่ยซานซึ่งบัดนี้ถูกอาบด้วยลำแสงสีทองอร่ามทะเลสาบแข็งตัวเป็นผืนดิน เกลียวคลื่นหยุดนิ่งไม่ไหวติงดูแล้วช่างเหมือนภาพวาดนัก ทั้งร่างของจระเข้ยักษ์ที่ยังติดอยู่, ซากจระเข้ชราที่อยู่ไกลออกไป และร่างจำแลงของจอมมารเผ่าแรดขาวที่นอนหงายอยู่กลางบึงน้ำล้วนถูกผนึกไว้ครึ่งหนึ่ง ทว่ากลับยังคงมีลมหายใจรวยริน
สายลมพยุงซ่งโหยวมาถึงบริเวณที่ผืนน้ำแข็งตัวเป็นผืนดิน ร่างอันเล็กจ้อยค่อยๆ ย่างกรายเข้าไปในสถานที่อันเป็นดั่งสนามรบยุคบรรพกาล กว่าจะเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้ายักษ์ได้ก็ใช้เวลาไปไม่น้อยเลย
แค่ศีรษะของยักษ์ก็มีขนาดเท่ากับตำหนักในวังหลวง
นักพรตเดินค้ำไม้เท้าพลางเงยหน้ามองยักษ์
ยักษ์ก็กลอกตาจ้องมองเขา อ้าปากพะงาบๆ ไม่รู้ว่าคิดจะกล่าวสิ่งใดกันแน่
“ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว”
“เฮอะ…”
ลมหายใจของยักษ์รุนแรงดุจลมกรรโชก
“ข้าเคยได้ยินเรื่องราวที่เผ่าของท่านได้ประสบมา จอมมารวัวขาวได้นำพาความตกต่ำมาสู่เผ่า แม้พวกท่านไม่ได้ร่วมมือ แต่ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย การที่ท่านมาร่วมมือกับราชครูในวันนี้ก็เพราะต้องการแสวงหาโอกาสที่จะมีชีวิตรอดในนรกภูมิ ถือเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้าพิจารณาดูแล้วว่าพวกท่านทั้งสองไม่ได้ทำอันตรายต่อวิญญาณหรือมนุษย์ และไม่ได้สร้างภัยพิบัติใดๆ ให้กับใต้หล้า ทั้งยังเห็นแก่การที่พวกท่านยึดมั่นในคำสัตย์ เช่นนั้นแล้วข้าก็จะปล่อยให้พวกท่านมีชีวิตรอดต่อไป” ซ่งโหยวกล่าวอย่างสงบ “รอให้น้ำลดลงเสียก่อน ลำน้ำอิ่นเจียงไหลลงสู่ทะเลทิศตะวันออก ออกห่างจากอาณาจักรต้าเยี่ยนไปสักหน่อย บรรดาเทพเจ้าย่อมเข้าไม่ถึง พวกท่านก็จะมีชีวิตรอดต่อไปได้ เพียงแต่ขอเตือนว่าต่อจากนี้ไป พวกท่านจะต้องยึดมั่นในเจตนาดั้งเดิมของตน อย่าได้ทำร้ายผู้ใดอีก”
แววตาของยักษ์เผยความประหลาดใจเล็กน้อย
ไม่คิดว่านักพรตผู้นี้จะสังหารแม้กระทั่งเทพเจ้าบนวิมานสวรรค์ ผู้เป็นถึงแม่ทัพเลื่องชื่ออย่างไม่ไว้หน้า แต่กลับจะไว้ชีวิตปีศาจเช่นตน
ทว่านักพรตหาได้สนใจไม่ เพียงหันหลังเดินถอยออกไปเงียบๆ
ยักษ์มองเห็นเพียงด้านหลังของเขา ได้ยินเพียงเสียงเบาๆ แว่วมา
“หากทนความป่าเถื่อนในต่างแดนไม่ได้หรือขาดแคลนพลังวิญญาณ วันใดวันหนึ่ง หากฟ้าดินเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น ก็ยังกลับมาที่นี่ได้ และบางทีอาจจะต้องมาร่วมมือกับข้าก็เป็นได้…”
นักพรตเดินออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ เสียงก็เบาลงเรื่อยๆ
ซ่า!!
ทันใดนั้นพลันมีเสียงคลื่นซัดฝั่งดังขึ้นอย่างกะทันหัน
คลื่นที่ถูกตรึงไว้โหมกระหน่ำลงมาอย่างรุนแรง ก่อนหน้านี้ยังไม่รู้สึกรู้สานัก แต่บัดนี้ทั้งใต้หล้าได้กลับคืนสู่ความสงบแล้ว เสียงคลื่นที่ซัดออกไปช่างทรงพลัง สายน้ำเย็นฉ่ำสาดซัดกระทบผิวหนังของจอมมาร อย่างแผ่วเบา ทว่ามันก็ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่นาน ไม่แม้แต่จะรู้ตัวว่าขยับเขยื้อนกายได้หรือไม่
ซ่า…
แต่ถึงกระนั้นก็รับรู้ว่าน้ำในแม่น้ำกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว
ดวงตาอีกข้างของยักษ์กลอกไปมา เห็นว่าน้ำในทะเลสาบลดระดับลงแล้วกำลังไหลกลับคืนสู่ร่องน้ำเดิมของแม่น้ำอิ่นเจียง เหลือไว้เพียงภูเขาที่รกร้างซึ่งถูกน้ำท่วมใส่
แสงศักดิ์สิทธิ์บนภูเขาเยี่ยซานที่อยู่ไกลออกไปก็กำลังจางหายไปเช่นกัน
……………