ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 388 ฉางหยวนจื่อ
บทที่ 388 ฉางหยวนจื่อ
……………
ประกายแสงศักดิ์สิทธิ์บนภูเขาเยี่ยซานค่อยๆ เลือนหายไป ก้อนหินคืนสภาพเป็นหินธรรมดา ดินบนเขาก็กลับกลายเป็นดินทั่วไป แม้ภูผาจะหนักหนาเพียงใด ก็ไม่อาจกดทับจอมมารยุคบรรพกาลได้เลย
จอมมารเผ่าแรดขาวจึงพังภูเขาออกมาอย่างง่ายดาย
สองจอมมารเผ่าแรดขาวแห่งเย่ว์โจวที่เหลือรอดแปลงร่างกลับเป็นมนุษย์ ต่างเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่กำยำ ทั้งคู่ประสานมือคำนับซ่งโหยว ก้มตัวเคารพอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันหลังเดินลงน้ำไปตามทิศทางกระแสน้ำขุ่นที่กำลังลดระดับไหลกลับสู่ลำน้ำอิ่นเจียง ตรงดิ่งสู่ทะเลทางทิศตะวันออก
จระเข้ยักษ์ทั้งสามตนต่างมีบาดแผลทั่วกาย บัดนี้ล้วนทยอยเผยร่างของตนออกมาแล้ว
และอีกหนึ่งปีศาจจิ้งจอกที่กำลังย่างกรายไปหาพวกมันอย่างอ่อนช้อย
ศึกสงครามได้จบลงแล้ว ทว่าเมืองผีแห่งภูเขาเยี่ยซานที่แตกยับกลับทิ้งปัญหากองโตไว้ให้ซ่งโหยวตามสะสาง
ฟ้าค่อยๆ มืดลง
ไม่รู้ว่าอัญมณีที่ลอยอยู่บนฟากฟ้าหายไปตั้งแต่เมื่อใด
ซ่งโหยวยังคงเดินค้ำไม้เท้ามาช้าๆ
เทือกเขาน้อยใหญ่รอบภูเขาเยี่ยซานส่วนมากถูกถล่มราบ แผ่นดินที่ถูกใช้เป็นสนามรบราบเป็นหน้ากลอง ซ้ำแล้วยังถูกน้ำท่วมจนชุ่มไปหมด
นักพรตหนุ่มเดินตรงไปทางนั้นเพียงลำพัง เสมือนว่าทั่วใต้หล้าอันกว้างใหญ่นี้เหลือเขาแต่เพียงผู้เดียว
ฟ้ายิ่งมืด หมู่ดารานับไม่ถ้วนก็ยิ่งส่องประกายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ปราณหยินและปราณภูตผีที่คละคลุ้งอยู่ใต้ผืนฟ้านี้จะได้รับความเสียหายเพราะการต่อสู้เมื่อครู่ แต่ก็ยังหนาแน่นพอสมควร ครั้นตกค่ำจึงยังเห็นไฟวิญญาณลอยฟุ้งกระจาย ส่องแสงวูบไหวเหนือพื้นดิน
ไกลออกไปมีดวงวิญญาณหนึ่งเพิ่งถือกำเนิดขึ้นใหม่
ยามนี้วิถีสวรรค์ได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว ปราณหยินและปราณภูตผี ณ ที่แห่งนี้ก็เข้มข้น หากบรรดาผู้ไม่ได้ถูกสังหารโดยการทำลายดวงวิญญาณ ย่อมกลายเป็นวิญญาณแทบทั้งสิ้น
ซ่งโหยวเดินตรงไปยังที่แห่งนั้น
แสงสว่างจึงสาดส่องมาถึงฝั่งนี้เป็นระยะ
เพราะการต่อสู้ทำให้ผืนแผ่นดินสว่างบ้างมืดบ้างไม่ขาดสาย
ทุกอย่างสะท้อนอยู่ในดวงตาของนักพรตวัยกลางคนผู้นั้น
กระทั่งซ่งโหยวเดินมาถึง เขาจึงเหลียวมองมาปราดหนึ่ง
“ราชครู ขาของท่านหายดีแล้วหรือ”
ซ่งโหยวยืนค้ำไม้เท้าพร้อมกับก้มมองคนเบื้องหน้า ราชครูผู้นี้แม้มีตบะอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สูงนัก ต่อให้บัดนี้จะกลายเป็นดวงวิญญาณ ก็ไม่แตกต่างอะไรจากวิญญาณคนธรรมดานัก
“โรคภัยหาได้อยู่ที่กายเพียงอย่างเดียว แต่ยังฝังลึกในใจข้าด้วย” เสียงของชายผู้นั้นลอยล่องไปกับสายลม ราวกับจะขาดตอนไปได้ทุกขณะ เขาเหลือบมองกองเลือดเนื้อของตนเองอย่างไม่ใส่ใจนัก “บัดนี้กายเนื้อแตกดับ โรคในใจมลายลง โรคทางกายย่อมหายเป็นปลิดทิ้ง”
“โรคในใจของท่านคืออะไรหรือ”
ซ่งโหยวก้มมองเขา
“ข้าเคยบอกสหายบำเพ็ญแล้ว ที่ขาข้าพิการนั้นเป็นผลมาจากท่านอาจารย์ หาได้หลอกลวงสหายบำเพ็ญแต่อย่างใด” เขาตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“อืม”
ซ่งโหยวพยักหน้าเบาๆ
แท้จริงแล้ว คนที่ชอบพูดปดมักไม่ชำนาญการหลอกลวง คนที่พูดแต่ความจริงต่างหากที่หลอกลวงเก่ง
“อาจารย์ของข้าก็คือท่านพ่อ แซ่ของข้าคือ ‘ตู้’ เมื่อสองพันปีก่อน ตระกูลของข้าเคยปรุงยาอายุวัฒนะถวายฮ่องเต้ราชวงศ์อวี๋ แต่สุดท้ายผลเป็นอย่างไร สหายบำเพ็ญย่อมรู้ดี” เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ ราชวงศ์อวี๋อยู่ได้ไม่ถึงสองร้อยปี แต่ตระกูลข้ากลับไม่เคยหยุดแสวงหาหนทางสู่การเป็นอมตะ แม้แต่ตัวข้าก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงได้ดึงดันกันถึงเพียงนี้มิ เหอะ ไม่ว่าจะเป็นองค์จักรพรรดิหรือจอมมารก็ล้วนทนแรงเย้ายวนของความเป็นอมตะไม่ไหว เหล่าบรรพชนของข้ามีทั้งโง่งมและเฉลียวฉลาด บรรดาท่านที่ฉลาดพอคงรู้อยู่แก่ใจว่าต่อให้อุทิศเวลาทั้งชีวิตก็ไม่มีวันได้พบความเป็นอมตะ”
ว่าแล้วเขาเว้นช่วงไปเล็กน้อย
“แต่ช่วงเวลาสองพันปีนั้นยาวนานเกินไป ภูเขายังถูกย้ายได้ นับประสาอะไรกับมนุษย์เล่า จนมาถึงรุ่นบิดาข้า เขาบำเพ็ญตนอยู่ที่วัดเฟิ่งเทียนบนเขาลู่หมิง บำเพ็ญวิถีเต๋าและฝึกวิชาหลอมยาไว้เพื่อหลอมโอสถทิพย์นี้ ทว่าท้ายที่สุดก็ล้มเหลว เมื่อเขาดื่มโอสถทิพย์เข้าไป กายเนื้อยังคงอยู่ แต่จิตวิญญาณวิปลาส กลายเป็นผีดิบ ข้าผู้เป็นทั้งศิษย์และบุตรคอยติดตามอยู่ข้างกาย วันหนึ่งกลับต้องมาประมือกับเขา ถูกกัดขาจนพิการ และกลายเป็นเช่นนี้มาตลอด”
“นี่คงเป็น ‘ความอาวรณ์’ ของท่านกระมัง”
“จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่”
เขาละสายตาจากซ่งโหยว หันกลับไปมองทิวทัศน์ยามค่ำ ราวกับเป็นเพียงนักพรตผู้หนึ่งที่กำลังนั่งสมาธิชมลมฝนบนเขา ก่อนจะกล่าวต่อ
“ข้านั้นไร้ซึ่งพรสวรรค์ด้านการบำเพ็ญตบะ จะบำเพ็ญอย่างไรก็ทำได้เพียงเท่านี้ ยังดีที่ข้าฉลาดหลักแหลมมาตั้งแต่ครั้นเยาว์วัย หากให้เรียนสิ่งที่ต้องใช้สมอง ข้าใช้เวลาไม่นานก็แตกฉาน แม้สิ่งที่ไม่เคยแตะต้องมาก่อน ข้าก็มองทะลุถึงแก่นแท้ได้ในคราเดียว ใครเห็นก็นึกว่าข้าทำอะไรก็สำเร็จ แต่ตัวข้าเองกลับไม่รู้เลยว่าควรทำสิ่งใดกันแน่”
เบื้องหน้าปีศาจจิ้งจอกยังคงพ่นลำแสงใส่จระเข้ทั้งสามสู้
ใต้หล้ามืดสลับสว่างเป็นช่วงๆ คลื่นแรงสั่นสะเทือนถูกส่งต่อมาจนถึงจุดนี้ ทำให้ดวงวิญญาณของราชครูพลันสั่นไหวระริกไปด้วย
“ท่านกลับเลือกทำสิ่งที่ยากที่สุด”
“เพราะมันยากอย่างไรเล่า” ราชครูปล่อยให้สายลมพัดผ่านกายไป “อีกทั้งบรรพชนของข้าก็พยายามมาตลอด ท่านพ่อก็เช่นกัน ถึงขั้นยอมตายเพราะมัน ข้าจึงอยากรู้ว่าการหลอมมันขึ้นมานั้นยากเพียงใด ข้าพอจะทำสำเร็จด้วยสติปัญญาที่มีอยู่หรือไม่”
“เป็นเช่นนั้นเอง”
“แต่พูดไปก็ไร้ประโยชน์” เขาหันกลับมามองซ่งโหยว “ที่ข้ายังรอสหายบำเพ็ญอยู่ก็เพราะยังมีสามเรื่องที่อยากบอกกล่าว”
“ข้าก็มาเพื่อฟังท่านเช่นกัน” ซ่งโหยวตอบ
ราชครูไม่แสดงสีหน้าใดๆ รู้ดีแก่ใจก็ไม่จำเป็นต้องแย้มยิ้ม เพียงเอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมา “แม้ข้าจะแสวงหาหนทางสู่การเป็นอมตะ แต่ตลอดช่วงที่ดำรงตำแหน่ง ข้าล้วนปฏิบัติหน้าที่ด้วยใจสุจริต แม้จะเบียดเบียนดวงวิญญาณไปบ้าง แต่ไม่เคยทำสิ่งที่เป็นโทษต่อแคว้นต้าเยี่ยนหรือมนุษยชาติเลย แม้แต่เมืองผีบนเขาเยี่ยซาน ข้าก็อุทิศกำลังทั้งหมดสร้างมันขึ้นมา”
“แล้วการที่ดาบสะบั้นวารีไปตกอยู่ในมือพวกจอมมารแดนเหนือนั่นไม่นับว่าเป็นโทษต่อมวลมนุษย์หรือ” ซ่งโหยวถาม
“ที่แท้สหายบำเพ็ญก็เก็บมันไปนี่เอง” เขาส่ายหน้า น่าเสียดายที่นักพรตผู้นี้มีตบะสูงส่งเกินไป นอกจากตนจะพยากรณ์ได้ไม่แม่นยำพอแล้ว ลึกๆ ก็ใช่ว่าจะกล้านัก “เดิมทีดาบสะบั้นวารีถูกเก็บไว้ในคลังสมบัติราชวงศ์ สหายบำเพ็ญคิดหรือว่าฮ่องเต้นักรบเช่นพระองค์จะยอมเชื่อข้าทุกคำหรือยอมมอบทุกอย่างที่ข้าขอ”
“ฝ่าบาททรงเก่งกาจ”
“พูดไปก็ไร้ประโยชน์แล้ว พระชนม์ชีพของฝ่าบาทเหลืออีกมากสุดแค่สองหรือสามปี เรื่องนี้ล้มเหลวแล้ว พระองค์ไม่มีวันได้เป็นจ้าวแห่งขุมนรกอีกต่อไป” ว่าแล้วก็เริ่มเล่าเรื่องต่อ “ข้าวางรากฐานระบบเมืองผีไว้หมดแล้ว กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นเรียบร้อย ผู้ดำรงตำแหน่งในนั้น ยามมีชีวิตล้วนทำงานด้วยความสุจริต ข้ามิได้ปูทางอะไรให้วิมานสวรรค์หรือฝ่าบาทเลย ไม่ใช่ว่าข้าไม่จงรักภักดี ทว่าตั้งแต่วันที่สหายบำเพ็ญเหยียบย่างเข้ามาในนครฉางจิง ข้าก็รู้แล้วว่าทำอย่างไรพระองค์ก็ขึ้นเป็นจ้าวแห่งขุมนรกไม่ได้ ต่อให้แผนการของข้าจะสำเร็จ ก็ไม่มีทางเป็นเช่นนั้น”
เขาเงยหน้ามองซ่งโหยว “สหายบำเพ็ญจะใช้ระบบเดิมกับเมืองผีก็ได้ รอพวกวิญญาณกลับมาแล้วค่อยสร้างเมืองขึ้นใหม่ ทุกอย่างก็จะกลับไปเข้าที่เข้าทางดังเดิม”
“นี่คือเรื่องแรก”
เขาไม่กังวลว่าซ่งโหยวจะไม่เชื่อ และซ่งโหยวเองก็ไม่ได้เคลือบแคลงใจนัก
เพราะทุกเรื่องที่เขาพูดล้วนตรวจสอบได้ทั้งสิ้น
“ข่ายอาคมของสหายบำเพ็ญมีอายุเพียงหนึ่งปีกระมัง”
“สามปี”
“ข้าเผาวิญญาณในเมืองผีไปไม่น้อยเลย กว่านรกภูมิจะได้ถือกำเนิดขึ้นมาจริงๆ คงต้องเลื่อนออกไปอีกนาน ยิ่งไปกว่านั้น การสร้างนรกขึ้นก็เป็นกระบวนการที่ยาวนานมิใช่น้อย” ราชครูก็ได้แต่พยักหน้า ไม่เผยท่าทีแปลกใจออกมาเลยแม้แต่น้อย “มีวันหนึ่ง ข้าเคยฝันถึงภาพตอนที่นรกภูมิกำลังก่อรูป ฟ้าดินทั้งห้าทิศตะวันออก ใต้ ตะวันตก เหนือ และส่วนกลางต่างมีผืนดินศักดิ์สิทธิ์ลอยมารวมกัน ทั้งยังมีสายธารจากที่ห่างไกลไหลรินมา สายธารนั้นซ่อนพลังวิญญาณทั้งสี่ฤดูไว้ อุดมด้วยพลังชีวิตล้นหลามพอจะหล่อเลี้ยงสรรพสิ่งทั้งปวง ประสานเข้ากับพลังวิญญาณธาตุหยินหยางและแก่นตะวันจันทรา สุดท้ายแล้วเค้าลางแรกเริ่มของแดนนรกจึงถือกำเนิดขึ้น”
“ความฝันหรือ”
“เป็นนิมิตหมายจากสรวงสวรรค์”
“สรวงสวรรค์ส่งสารให้ท่าน?”
ซ่งโหยวหันไปมองเขาตรงๆ
ราชครูก็เงยหน้าขึ้นสบตาเขา
เพียงเท่านี้ซ่งโหยวก็เข้าใจทั้งหมดแล้ว
หากเขาไม่ปรากฏตัวเสียแต่แรก นักพรตขาพิการผู้นี้ก็คงหลอมโอสถทิพย์สำเร็จ นี่คือวิถีทางที่สรวงสวรรค์ไม่เคยปิดกั้นมาก่อน เขาย่อมทำสำเร็จก่อนที่จะถูกวิถีสวรรค์ลงทัณฑ์ และย่อมได้รับความเป็นอมตะดั่งที่ใฝ่หา ในขณะเดียวกัน แดนนรกก็จะก่อร่างสำเร็จในเร็ววัน
คนผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
“ข้าออกตามหาดินศักดิ์สิทธิ์จากทั้งห้าทิศและธารน้ำสี่ฤดูมาหลายปี และพบเบาะแสทั้งหมดแล้ว แต่กลับรวบรวมดินมาได้จากสองทิศเท่านั้น คือทิศเหนือและศูนย์กลาง เกรงจะถูกศึกใหญ่ทำลาย จึงเก็บไว้ในอำเภออิ่นหนาน ที่เหลือดินทิศใต้น่าจะอยู่ระหว่างเทือกเขาทางใต้ของแคว้นอวิ๋นโจว ดินทิศตะวันออกอยู่บนเกาะเดียวดายนอกแคว้นล่างโจว ดินทิศตะวันตกอยู่ลึกเข้าไปในทะเลทรายพรมตะวันตก ส่วนธารน้ำสี่ฤดูก็คงอยู่ในแคว้นจิ้งโจว เพียงแต่เมื่อใดที่ตักน้ำออกจากต้นทาง พลังศักดิ์สิทธิ์ก็จะเสื่อม มีเพียงผู้เชี่ยวชาญวิชาวัฏจักรแห่งสี่ฤดูเท่านั้นที่จะนำมาได้”
“นี่นับเป็นเรื่องที่สอง”
“แต่เดิมข้าลำบากใจเพราะข้ายืดอายุธาตุหยางได้เพียงอย่างเดียว ไม่อาจทำอะไรกับธาตุหยินได้เลย กระทั่งได้จุดประกายความคิดขึ้นจากการได้เห็นซากปรักหักพังยุคบรรพกาล จึงรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด”
ซ่งโหยวพลันหันไปมองปีศาจจิ้งจอกที่อยู่ไกลออกไป
“มีคนคิดยืมมือท่านเพราะต้องการหลอมโอสถทิพย์หรือต้องการวางอุบายให้เกิดศึกใหญ่แห่งใต้หล้ากันแน่มี”
“ข้าเห็นว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง”
“มีหลักฐานใดหรือไม่”
“ในใจข้ายังซับซ้อนนัก ไม่อาจเอ่ยออกมาได้…”
“นี่คงเป็นเรื่องที่สามกระมัง”
“ข้าไม่มีเรื่องใดอยากกล่าวแล้ว”
ราชครูนั่งอยู่บนเนินเล็กๆ อย่างสงบนิ่ง คอยทอดมองการต่อสู้ระหว่างจอมมารแล้วเอ่ยเสียงเบา “ทำลายดวงวิญญาณข้าเถิด มิเช่นนั้นหากพวกวิญญาณเหล่านั้นกลับมา ข้าก็ไม่รู้จะเผชิญหน้าพวกเขาอย่างไรแล้ว”
มีเพียงสายลมพัดผ่าน ร่างวิญญาณของนักพรตวัยกลางคนผู้นั้นพลันสลายกลายเป็นควันจางๆ
หากเรื่องเขาเยี่ยซานไม่ถูกเปิดโปง ชื่อเสียงของฉางหยวนจื่อผู้นี้คงงดงามในหมู่ชาวบ้านและในจารึกประวัติศาสตร์ไม่น้อยเลย
ซ่งโหยวส่ายหน้าพลางยกยิ้มน้อยๆ เขามองไปยังที่ไกลอีกครา จากนั้นจึงหมุนกายหันหลังให้กับสนามรบนั้น ทั้งที่การต่อสู้นั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วใต้หล้าแต่เขากลับไม่ใส่ใจเลยแม้สักนิด เขาเพียงมองไปยังเขาเยี่ยซานที่หลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง แสงศักดิ์สิทธิ์วูบวาบฉายให้เงาของเขายืดสูงขึ้น ทันใดนั้นเขาก็รวมพลังวิญญาณที่ยังพอเหลืออยู่ ชูไม้เท้าไผ่ขึ้นสูง ก่อนจะกระแทกลงพื้น
แสงศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่านไปทั่วผืนปฐพีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เป็นวิชาอาคมที่รวมเอาการดับสูญและการถือกำเนิดเข้าด้วยกัน
ก้อนหินลอยขึ้นกลางอากาศ ล้วนกลับคืนสู่ที่เดิม ภูผาที่พังถล่มย่อยยับในชั่วพริบตาจากพลังการทำลายล้างของจอมมารยุคบรรพกาล บัดนี้กลับกำลังประกอบร่างขึ้นใหม่ภายใต้แสงศักดิ์สิทธิ์ เสมือนได้ชุบชีวิตให้ภูเขา นับว่าเป็นวิชาอาคมที่เลิศล้ำเหนือจินตนาการจริงๆ
……………