ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 393 นกนางแอ่นกับแม่นางสามสีก็ฉลาดเหมือนกันนั่นแหละ
บทที่ 393 นกนางแอ่นกับแม่นางสามสีก็ฉลาดเหมือนกันนั่นแหละ
“ฮู่…”
ซ่งโหยวลืมตาขึ้น พ่นลมหายใจออกมาหนึ่งเฮือก ก่อนจะหยุดใคร่ครวญต่ออีกครู่หนึ่ง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือกระบวนการที่ซับซ้อนและยากลำบากยิ่ง
ปัญหาแรกคือตัวเขานั้นบำเพ็ญวิชาวัฏจักรแห่งสี่ฤดูเป็นหลัก แม้ว่าวิชาดังกล่าวจะมีอานุภาพไร้สิ้นสุด และพลังวิญญาณหยางบริสุทธิ์และหยินบริสุทธิ์ในนั้นก็สามารถเลียนแบบพลังแห่งหยินหยางได้ ทว่าเมื่อเทียบกับอาคมหยินหยางที่แท้จริงแล้ว ย่อมมีความบกพร่องอยู่บ้าง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าพลังแห่งสี่ฤดูนั้นเหลือเฟือ แต่ยังขาดแคลนพลังหยินหยางอยู่”
แต่ปัญหานี้หาได้ยากที่จะแก้ไขไม่ ทั้งยังไม่ได้ส่งผลกระทบอันใดมากนัก อย่างมากที่สุดก็แค่ต้องยืดเวลาการบำเพ็ญออกไปเท่านั้น
ทว่าปัญหาใหญ่หลวงคือการจะรวบรวมประกายพลังวิญญาณนั้นช่างยากยิ่งนัก ไม่อาจเชื่อมโยงกับผืนฟ้าใต้หล้าได้ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วย่อมไม่อาจสร้างสรรค์ปาฏิหาริย์เช่นนี้ขึ้นมาได้
เรื่องนี้ช่างคลุมเครือและคาดเดาได้ยากนัก เมื่อสืบสาวถึงสาเหตุที่แท้จริงแล้ว ก็เหลืออยู่เพียงประการเดียวเท่านั้น
ที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้ใดทิ้งเคล็ดวิชาแห่งการหมุนเวียนและสร้างสรรค์เช่นนี้ไว้ การที่ซ่งโหยวริเริ่มบุกเบิกด้วยตนเอง นับเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายดายเลย
แต่โชคดีที่ก่อนหน้านี้เขามีความเข้าใจและความหยั่งรู้
เมื่อมีรากฐานอันมั่นคง ก็ย่อมสร้างหอสูงใหญ่ขึ้นมาได้
ซ่งโหยวหยุดพักผ่อนเป็นการชั่วคราว ทั้งเพื่อใคร่ครวญและทำความเข้าใจ ทั้งเพื่อพักฟื้นจิตใจและฟื้นฟูพลังวิญญาณ ในขณะเดียวกันเขาก็เงยหน้ามองไปยังทางเดินด้านนอก
มีเสียงฝีเท้าม้าดังแว่วมา
ยังคงเป็นนกนางแอ่นที่บินนำเข้ามาเป็นอันดับแรก เมื่อเห็นว่าในภูเขามีเสาหินงอกขึ้นมาจากพื้น บันไดหินที่แขวนอยู่กลางอากาศ และแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ลอยนิ่งอยู่เต็มท้องฟ้า ก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เพียงกระพือปีกระรัวอยู่กับที่แล้วมองพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าผู้ที่นั่งอยู่บนเสาหินนั้นคือซ่งโหยว จึงค่อยบินตรงไปหา
ส่วนม้าขนแดงตามเข้ามาทีหลัง คราวนี้บนหลังม้ามีถุงใส่ผ้าและย่ามที่มีเจ้าแมวขดตัวอยู่ คอยโผล่ศีรษะออกมามองข้างนอก ทว่าแก้มของนางดูจะบวมเป่งไปเสียหน่อย
ครั้นได้เห็นฉากนี้ก็ตกตะลึงไปเช่นเดียวกัน
นางรีบสั่งให้ม้าหยุด จากนั้นก็ตะกุยถุงย่ามแล้วกระโดดลงมาบนพื้น หมุนตัวเป็นวงกลมเงยหน้ามองขึ้นไป แววตาอันใสสะอาดนั้นสะท้อนประกายหลากสี จากนั้นนางก็ยืดคอมองตามทิศทางที่นกนางแอ่นบินไป พยายามมองดูนักพรตของตนที่นั่งอยู่บนแท่นสูง แล้วหันกลับไปมองเจ้าม้า จากนั้นก็เริ่มเลือกทิศทางก้าวเดินไปอย่างลังเล
ฝีเท้าที่เคยลังเลกลับกลายเป็นหนักแน่น จากที่เดินเหยาะๆ ก็เริ่มกลายเป็นออกฝีเท้าวิ่ง
กระทั่งมาหยุดอยู่ใต้เสาหิน นางจึงกวาดสายตาสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบอีกครั้ง มองดูเหล่าวิญญาณที่หวนกลับมา มองหานางจิ้งจอก จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองตามบันไดหินที่ทอดตัวขึ้นไปคล้ายบันไดสวรรค์ ก่อนจะเริ่มเดินขึ้นบันไดนั้นไป
ทั้งยังไม่ลืมที่จะเรียกเจ้าม้ามาด้วย พร้อมบอกให้มันระมัดระวัง
จึงได้เห็นเจ้าแมวสามสีเดินขึ้นบันไดอย่างระแวดระวัง คอยหยุดพักเป็นระยะๆ พร้อมกับชะโงกศีรษะมองดูทิวทัศน์ที่อยู่ไกลออกไป หรือไม่ก็หันกลับไปจ้องมองแสงสว่างที่ลอยอยู่ในอากาศใกล้ๆ คอยยื่นอุ้งเท้าออกไปตะปบ จากนั้นก็ประเมินระยะห่างระหว่างตนเองกับแสงนั้นว่าจะกระโดดไปตะปบถึงหรือไม่ แต่เมื่อก้มลงมอง ก็ถูกความสูงทำให้ต้องยั้งใจไว้
แม้ระยะทางจะสั้น แต่กลับใช้เวลาเดินเนิ่นนาน
กระทั่งมาถึงเบื้องหน้าของนักพรต ก็เห็นว่าเจ้านกนางแอ่นรอนางมาสักพักแล้ว บัดนี้กำลังก้มลงใช้จะงอยปากแต่งขนตนเองอย่างเกียจคร้าน
“นักพรต พวกเรากลับมาแล้ว!”
“พวกเจ้าเดินทางไปกลับครานี้เป็นระยะทางเกือบพันลี้ นับว่ากลับมาเร็วยิ่งนัก” ซ่งโหยวเหลือบมองเจ้าแมวสามสี ครั้นเห็นแก้มซ้ายของนางบวมเป่งไม่สมดุลกับอีกข้าง แต่นางกลับดูเหมือนไม่รู้สึกตัวเลย เขาจึงหรี่ตาลง “ใบหน้าของแม่นางสามสีเป็นอะไรไป เหตุใดจึงบวมปานนั้น”
“เจ้าม้าวิ่งเร็วจะตายไป” เจ้าแมวสามสีกล่าวด้วยน้ำเสียงและท่าทางตามปกติ เพียงแต่ใบหน้าครึ่งซีกของนางนั้นบวมเป่งผิดปกติเอามาก “เจ้าต่างหากที่ชอบเดินเอื่อยเฉื่อยไปเรื่อย”
“อืม เป็นความผิดข้าเอง” ซ่งโหยวพยักหน้าแล้วถามต่อ “แล้วทำไมหน้าเจ้าถึงเป็นเช่นนั้นเล่า”
เจ้าแมวหันกลับไปมองบันไดหินที่ลอยอยู่กลางอากาศ
เจ้าม้าก็เดินขึ้นมาอย่างยากลำบากเช่นกัน
พรึ่บ…
ทันใดนั้นเจ้าแมวก็แปลงร่างเป็นเด็กหญิงตัวน้อยในชุดสามสี ใบหน้าขาวผ่องนุ่มนวลไร้ที่ติ เพียงแต่แก้มข้างหนึ่งก็ยังคงดูบวมเช่นเคย เมื่อมองจากด้านข้างเหมือนมีก้อนเนื้อยื่นออกมา
นางเขย่งเท้า อาศัยจังหวะที่เจ้าม้ายังเดินขึ้นมาไม่ถึงแท่นคลำหาสิ่งของในถุงผ้าห่มครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบโถใบหนึ่งออกมาเปิดให้นักพรตดู
ข้างในเป็นน้ำผึ้งสีเหลืองทอง
“แม่นางสามสีเห็นผึ้งสร้างบ้านอยู่ริมทาง จึงไปขอน้ำผึ้งมานิดหน่อย ทั้งหวานทั้งไม่ต้องเสียเงินด้วย”
“…”
ซ่งโหยวพอเดาได้แล้ว แต่ก็ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่กับที่ ก่อนจะถามนางต่อ“คงไม่ใช่เพราะแม่นางสามสีจะแอบขโมยน้ำผึ้ง แล้วยังอยากลองชิมผึ้งว่ามีรสชาติอย่างไรกระมัง”
“กินผึ้งแล้วเจ็บปาก” เด็กหญิงตัวน้อยเขย่งเท้าเก็บโถน้ำผึ้งกลับเข้าไปในถุง จากนั้นก็แปลงร่างกลับเป็นแมว หมอบลงกับพื้น แล้วยืดตัวบิดขี้เกียจ ก่อนจะกล่าวกับนักพรตต่อ “พวกมันเห็นแม่นางสามสีขโมยน้ำผึ้งจึงไม่พอใจ จะเข้ามาต่อยแม่นางสามสี”
“เป็นเช่นนั้นเอง”
ซ่งโหยวครุ่นคิดเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว
แม่นางสามสีฝึกอาคมธาตุไฟมาโดยตลอด ครั้งหนึ่งที่หน้าค่ายทหารในเหยียนโจวก็เคยพ่นไฟเผาต่อยักษ์มาแล้ว ผึ้งธรรมดาจะทำอันตรายนางได้อย่างไร เป็นที่แน่ชัดว่านางรู้สึกว่าตนเองขโมยน้ำผึ้งของผู้อื่นแล้ว หากจะพ่นไฟเผาพวกมันให้ตายอีก ก็คงไม่สมควรอย่างยิ่ง จึงมิได้ใช้คาถาอาคม
“พอเจ้านกเป่าลม ผึ้งก็หนีไปหมดเลย” แมวสามสีเอ่ยทั้งที่ใบหน้ายังบวมเป่ง “แม่นางสามสีแข็งแกร่งจะตาย พรุ่งนี้ก็หายแล้ว”
“ดีแล้ว”
“พวกเราซื้อเสบียงมาด้วยนะ!” เจ้าแมวสามสีกล่าวต่อว่า “ซื้อข้าวสารกับแป้ง แล้วก็ซื้อเนื้อแห้งมาด้วย”
“แล้วเจอดินที่ว่าหรือไม่”
“เจอแล้วเหมือนกัน!”
เจ้าแมวสามสีตอบรับ คราวนี้นางหยุดใช้ขาหลังเกาศีรษะแล้วก็เปลี่ยนร่างเป็นเด็กหญิงอีกครั้ง จากนั้นจึงไปหยิบห่อผ้าสองห่อในถุงพร้อมกับเอ่ยขึ้น “ของสิ่งนี้แปลกมาก ตอนที่ไปเจอมัน พวกข้ายกแทบไม่ขึ้นเลย แม่นางสามสีกับเจ้านกพยายามจนหมดแรงก็ยกไม่ขึ้น เรียกให้ม้ามาลากก็ลากไม่ไหว…”
“เพราะเจ้านกฉลาดอย่างไรเล่า! เขาแค่ร่ายคาถาใส่ของสิ่งนั้นก็ยกมันขึ้นแล้ว! เบาลงมากเลยล่ะ!”
“คาถารึ”
ซ่งโหยวหันไปมองนกนางแอ่นที่ยืนอยู่บนขอบแท่นสูง
นกนางแอ่นจึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา “ข้าเพียงบอกของสิ่งนั้นว่า ข้าได้รับคำสั่งจากคุณชายซ่งโหยวให้มานำพวกมันกลับไปใช้สร้างนรก เพียงเท่านี้ก็ยกมันขึ้นแล้ว”
“น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก”
ซ่งโหยวฟังแล้วก็ยิ้มออกมา “เจ้าคิดได้อย่างไร”
“เพราะตอนที่พวกข้าไปเจอ สังเกตเห็นว่ามันส่องแสงเป็นประกายพลังวิญญาณ ลึกล้ำซับซ้อนนัก ก้อนหนึ่งคล้ายทองคำบริสุทธิ์ หนักอึ้งดุจขุนเขาแต่กลับวางบนแท่นไม้ได้ อีกก้อนหนึ่งคล้ายจิตวิญญาณธาตุดิน หนักดุจพื้นพิภพ แต่กลับถูกบรรจุอยู่ในไหดินเผาธรรมดาๆ เยี่ยนอันคิดว่า แม้ว่าราชครูผู้นั้นจะยิ่งใหญ่ แต่เขาหาได้มีตบะสูงส่งหรืออิทธิฤทธิ์แก่กล้านัก เขาจะนำดินสองส่วนนี้มาได้ที่แสนไกลแล้วยังเก็บรักษาไว้เช่นนี้ได้อย่างไร” นกนางแอ่นตอบไปอย่างซื่อตรงว่า “ย่อมต้องเป็นเพราะลิขิตแห่งฟ้าและความตั้งใจอันบริสุทธิ์จึงสามารถนำมาได้”
แม่นางสามสียิ่งฟัง สีหน้าก็ยิ่งเคร่งขรึม นางไม่เห็นจะเคยคิดได้เช่นนี้เลย
อาจจะเป็น… ความฉลาดอีกรูปแบบหนึ่ง!
“เจ้าฉลาดจริงๆ”
นักพรตฟังจบก็ยิ้มและเอ่ยชมออกมา นี่เป็นประเด็นที่คนทั่วไปคิดไม่ถึง ถือเป็นความรอบรู้อันหาได้ยากยิ่ง
“คุณชายกล่าวเกินไปแล้ว”
บัดนี้ดินทั้งสองก้อนนั้นก็ถูกนำมาวางไว้เบื้องหน้านักพรตแล้ว มันถูกห่อด้วยผ้าหยาบสองชั้น ดูไม่พิถีพิถันนัก
เมื่อเปิดออกดู ก็เห็นว่าดินก้อนหนึ่งดูคล้ายโลหะ เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสพื้นผิวเรียบเนียนสามารถสะท้อนใบหน้าคนได้อย่างชัดเจนดั่งที่นกนางแอ่นกล่าวไว้ มีพลังวิญญาณแสนลึกล้ำส่องประกาย
อีกส่วนหนึ่งคล้ายกับโคลนอ่อนนุ่มหรือผงทราย สัมผัสเพียงเล็กน้อยก็เปลี่ยนรูปทรง ใช้มือบีบก็แตกกระจายอย่างง่ายดาย ก่อนจะค่อยๆ รวมตัวเข้าหากันใหม่
ดูเหมือนจะเป็นธาตุทองและธาตุดิน
ดูเหมือนว่าดินห้าทิศห้าธาตุนี้จะไม่ได้มาจากตำนานที่สอดคล้องกับห้าทิศและห้าธาตุ ตามหลักแล้ว ดินของทิศเหนือและตรงกลางควรเป็นธาตุน้ำและธาตุดิน
ซ่งโหยวไม่ได้สนใจอะไร เขาเพียงวางมันไว้ข้างๆ จากนั้นก็หันไปมองนกนางแอ่นและเจ้าแมวอีกครั้ง
“เราจะต้องอยู่ที่นี่อีกนานมาก สั้นที่สุดก็หลายเดือน ยาวนานที่สุดก็หลายปี” เสียงของซ่งโหยวขัดจังหวะความคิดของแม่นางสามสี “ช่วงเวลานี้ ข้าคงจะนั่งอยู่ที่นี่คอยจัดการเรื่องราวต่างๆ ดังนั้นข้าจึงจะหาเรื่องให้พวกเจ้าทำบ้าง”
“หือ เรื่องอะไรหรือ”
“คุณชายโปรดกล่าวมาเถิด”
“ก่อนหน้านี้ปราณหยินและปราณภูตผีในเขาเยี่ยซานได้รั่วไหลออกไป ทำให้บริเวณโดยรอบหลายลี้ไม่มีหญ้าขึ้น มีแต่หญ้าหน้าผีขึ้นเต็มไปหมด จนถึงตอนนี้ปราณหยินและปราณภูตผีก็ยังไม่จางหายไป ภายนอกจึงยังคงแห้งแล้งว่างเปล่า แต่เมื่อข้ามาถึงที่นี่แล้ว ปราณภูตผีย่อมไม่รั่วไหลออกไปอีก” ซ่งโหยวหันไปมองเจ้าแมวสามสีก่อน “แม่นางสามสีบำเพ็ญวิชาหยินหยางร่วมกัน ด้านนอกมีปราณหยินเข้มข้นและบริสุทธิ์ ซึ่งสามารถช่วยให้แม่นางสามสีดูดซับพลังหยินได้ หากปราณภูตผีเข้มข้น แม่นางสามสีก็สามารถใช้พลังหยางบริสุทธิ์ขับไล่มันออกไปได้ ทั้งหมดนี้จะช่วยให้สภาพแวดล้อมภายนอกกลับคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น”
“เข้าใจแล้ว…”
เจ้าแมวที่ใบหน้าบวมเป่งพยักหน้าอย่างตั้งใจ ซ่งโหยวจึงหันไปมองนกนางแอ่น
“ข้างนอกแห้งแล้งมานานแล้ว เกรงว่าเมล็ดพืชและเมล็ดพันธุ์ต้นไม้บนพื้นดินก็คงตายไปเกินครึ่ง เพราะถูกปราณหยินและปราณภูตผีกัดกร่อน ประกอบกับทั้งไฟสวรรค์และอัสนีสวรรค์จากการต่อสู้ครั้งก่อน คาดว่าคงจะปลูกหญ้าไม่ขึ้นแล้ว บัดนี้เยี่ยนเซียนได้กลายเป็นเทพแห่งเมล็ดพันธุ์ ต่อไปในอนาคตอาจจะกลายเป็นเทพแห่งการเก็บเกี่ยวและเทพแห่งการเจริญเติบโตก็ได้ เจ้าเป็นทายาทของเขา หากในอนาคตเจ้าว่างแล้ว ข้าก็จะถ่ายทอดเคล็ดวิชารวบรวมพลังชีวิตและเร่งการเจริญเติบโตให้แก่เจ้า ยิ่งไปกว่านั้น บริเวณโดยรอบหลายสิบลี้นี้ก็รกร้างว่างเปล่ามานานแล้ว นับเป็นสถานที่ที่ดีเยี่ยมเหมาะกับการฝึกฝนวิชาอาคม” ซ่งโหยวกล่าวกับมัน “หากเจ้าเต็มใจ ก็จงช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตให้ที่นี่โดยเร็วที่สุด จะเป็นการดีที่สุดหากมีต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวขจีขึ้นหนาดุจป่า”
“เยี่ยนอันเต็มใจขอรับ!”
นกนางแอ่นรับปากทันที จากนั้นก็ถามต่อ “แล้วภูเขาและพื้นที่รอบนอกที่เสียหายล่ะขอรับ”
“ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ใดก็ล้วนเป็นทิวทัศน์ทั้งนั้น ปล่อยให้มันเป็นเช่นนั้นเถิด สิ่งที่สามารถบันทึกเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น ณ ที่นี้ได้ อาจมีความหมายอย่างหนึ่งก็เป็นได้” ซ่งโหยวโบกมือทั้งรอยยิ้ม “ไม่ต้องไปสนใจมัน”
“เยี่ยนอันทราบแล้วขอรับ…”
บัดนี้ดวงวิญญาณที่เคยกระจัดกระจายอยู่ด้านนอก แม้จะอยู่ห่างไกลเพียงใด หรือขี้ขลาดหวาดระแวงเพียงใด ก็ได้กลับมารวมตัวกันทั้งหมดแล้ว
เมื่อเห็นว่าเซียนบนแท่นสูงว่างเว้นจากภารกิจแล้ว จึงมีขุนนางผียศสูงสามตนเข้ามาเยี่ยมเยียนด้วยความกังวล
ขุนนางผีทั้งสามมีรูปลักษณ์และวัยที่แตกต่างกัน ซ่งโหยวเคยเห็นพวกเขาเมื่อครั้นมาเยือนเมืองผีเขาเยี่ยซาน ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นผู้ช่วยเจ้าตำหนักจากทั้งสามตำหนักในเมืองผี เนื่องจากตำแหน่งราชาแห่งภูตผีกำลังว่าง พวกเขาจึงทำหน้าที่ดูแลกิจการของสามตำหนักเป็นการชั่วคราว
เมื่อมองดูสีหน้าอันกระวนกระวายของพวกเขาในตอนนี้ เป็นไปได้สูงว่าพวกเขากำลังเกรงกลัวว่าซ่งโหยวจะมองตนเป็นขุนนางผีที่ราชครูแต่งตั้งขึ้นมา แล้วถูกเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาเองก็มีส่วนรู้ร่วมคิดกับราชครู และต้องถูกกำจัดไปในที่สุด